ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/nut-l/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 01 Sep 2023 09:52:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เงินดิจิทัล 10,000 บาท​ อาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเท่าที่หวัง https://thestandard.co/digital-wallet-10000-baht-might-not-be-as-affective/ Fri, 01 Sep 2023 09:51:35 +0000 https://thestandard.co/?p=836547 เงินดิจิทัล

เงินดิจิทัลต่างกับเงินธรรมดาอย่างไร?   ย้อนกลับไปใ […]

The post เงินดิจิทัล 10,000 บาท​ อาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเท่าที่หวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินดิจิทัล

เงินดิจิทัลต่างกับเงินธรรมดาอย่างไร?

 

ย้อนกลับไปในอดีต เราคงรู้กันดีว่ามนุษย์เราเคยใช้หอยเบี้ย แร่เงิน แร่ทอง เหล็ก หิน และสิ่งต่างๆ มากมายมาเป็นเงิน เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนกัน แต่เราควบคุมปริมาณเงินเหล่านั้นได้ยาก จนเกิดปัญหาเงินเฟ้อเงินฝืดตามอุปทานของเงิน ต่อมารัฐก็เข้ามาควบคุมโดยการออกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ เพื่อสร้างมาตรฐาน ทำให้การค้าสะดวกมากขึ้น แต่แล้วในที่สุดการพิมพ์เงินอย่างขาดวินัยทางการคลัง ก็ทำให้เกิดเงินเฟ้อ จนมีความจำเป็นต้องมีธนาคารกลางเข้ามาเป็นผู้ควบคุมปริมาณเงินให้มีความเหมาะสมกับภาวะทางเศรษฐกิจ

 

และเพื่อให้ค่าเงินมีเสถียรภาพและประชาชนมีความเชื่อมั่นในเงิน เงินจึงมักจะมีสินทรัพย์ที่มีค่าหนุนหลัง เช่น ทองคำและเงิน ก่อนที่จะมาเป็นเงินสกุลหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และเยน เป็นต้น

 

ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตรที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ส่วนกรมธนารักษ์ ภายใต้กระทรวงการคลัง เป็นผู้ออกเหรียญกษาปณ์ และมีเงินสดหมุนเวียนอยู่ตามนิยามของเงินความหมายอย่างแคบรวมกันประมาณ 3 ล้านล้านบาท โดยธนบัตรที่ออกต้องมีเงินสำรองหนุนหลัง 100%

 

คราวนี้เรามาพูดถึงโครงการเงินช่วยเหลือต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ก้อนใหญ่ๆ ที่ช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นโดยผ่านการแจกเงินอุดหนุน เช่น เราไม่ทิ้งกัน เป็นการโอนเงินเข้าบัญชี ส่วนโครงการอย่าง ม.33 เรารักกัน, เราชนะ ฯลฯ เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีอิเล็กทรอนิกส์, เป๋าตัง รวมถึงโครงการอย่างคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ที่เป็นการใช้จ่ายผ่านเป๋าตัง แต่เงินชดเชยจะถูกโอนตรงให้กับร้านค้า

 

โครงการเหล่านี้ไม่ได้ไปแตะต้องกระบวนการสร้างเม็ดเงินแต่อย่างใด เป็นการที่ให้การสนับสนุนกับประชาชนโดยตรง และใช้เงินกู้ผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท และ 5 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งมาใช้ในการเยียวยาผลกระทบจากมาตรการในการป้องกันโควิด-19 ดังนั้นจึงทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มหนี้สินต่อ GDP จากประมาณ 40% ขึ้นมาที่ 60% และมีภาระดอกเบี้ยเงินกู้มากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว แต่ก็เป็นไปเพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่หดตัวลงจนภาคธุรกิจไม่สามารถอยู่ได้ และไม่ให้ประชาชนมีความลำบากจนเกินควร

 

จริงอยู่เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในภาวะที่ดีมากนัก ประกอบกับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของ GDP ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งยังอยากที่จะได้รับความช่วยเหลือ แต่ในโครงการเงินดิจิทัลนี้กลับเป็นความพยายามที่ต่างกันออกไปจากในช่วงโควิด-19 เพราะเศรษฐกิจกำลังอยู่ในภาวะฟื้นตัวแล้ว ความจำเป็นจึงน้อยลงกว่าเดิมมาก ประกอบกับรัฐบาลมีงบประมาณที่ขาดดุลมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากจะก่อหนี้มากถึง 5.5 แสนล้านบาท จะถือว่าเป็นหนี้ที่ต้องก่อใหม่จำนวนมาก ซึ่งมากถึง 2-3% ของ GDP และ 16% ของวงเงินงบประมาณปกติ ทั้งๆ ที่เงินงบประมาณมากถึง 75% ก็ถูกจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายประจำ รวมถึงรายจ่ายให้กับบุคลากรของรัฐมากกว่า 36%

 

เงินดิจิทัลจึงถูกออกแบบสไตล์ ‘การเลี่ยงบาลี’ ให้สามารถ ‘สร้างเงิน’ จาก ‘อากาศ’ ให้เข้าไปอยู่ในมือประชาชนให้นำไปใช้จ่ายได้โดยที่ไม่ต้องกู้เงินใดๆ และหลบเลี่ยงข้อจำกัด ‘วินัยทางการคลัง’ จึงดูไม่ต่างกับแนวความคิด Helicopter Money ของ Milton Friedman ในหนังสือ The Optimum Quantity of Money ที่พูดถึงข้อถกเถียงที่จะแก้ไขปัญหา ‘เงินฝืด’ ด้วยการโปรยเงินผ่านเฮลิคอปเตอร์ แต่เรากำลังคิดอยากจะทำในสภาวะ ‘เงินเฟ้อ’ เงินดังกล่าวดูเหมือนเป็นเงินที่เสกขึ้นมา และคิดว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้โดยที่ไม่มีผลกระทบหรือภาระตามมา แต่ไหนเลย จริงๆ แล้วมันมีผลกระทบอย่างมากหลายเรื่องที่ไม่ได้มีการถกเถียงกันอย่างจริงจัง

 

The Impossible Multiplier

 

ตัวทวีคูณ หรือ Multiplier คือตัวเลข ‘จินตนาการ’ ตามทฤษฎีของ Keynes (นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ) ที่เชื่อว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลจะทำให้ GDP เติบโตมากขึ้นกว่าเงินที่จ่ายลงไป จากการที่รายจ่ายของคนคนหนึ่งจะเป็นรายได้ของคนอีกคนหนึ่ง และคนคนนั้นก็มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเงินนั้นส่วนหนึ่งวนต่อไปเรื่อยๆ

 

ความเพ้อฝันของการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเงินดิจิทัล คือการคิดว่าการแจกเงินแบบนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาล (ตัวทวีคูณเคยถูกประเมินว่าเป็น 6 ในตอนโฆษณา ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ที่ 2.7)

 

เอกสารวิชาการของสำนักงบประมาณรัฐสภาได้ทบทวนวิธีการวิเคราะห์จากหลายหน่วยงาน และได้สรุปว่าตัวทวีคูณในบริบทของประเทศไทยมีค่าตั้งแต่ 0.947-1.871 เท่านั้นเอง

 

แต่นี่ยังไม่ได้ลดทอนค่าตัวทวีคูณจากเงื่อนไขต่างๆ ที่เงินดิจิทัลใส่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดระยะทางที่ใช้ จำกัดประเภทสินค้าที่ใช้ จำกัดระยะเวลาที่ใช้ ความยุ่งยากที่ต้องใช้ระบบทางการเงินใหม่ ปัญหาการ On Board ร้านค้า ความกลัวในการโดนตรวจสอบภาษี ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะยิ่งพาทำให้ตัวทวีคูณนี้ต่ำลงไปอีก

 

นอกจากนั้นการแจกเงินแบบหว่านแหทำให้เงินส่วนหนึ่งไปยังผู้ที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ซึ่งแปลว่าคนเหล่านั้นอาจจะไม่ใช้เงินนี้ หรือใช้แต่ไปทดแทนแผนการใช้จ่ายเงินปกติของเขา ทำให้เกิดการลดการใช้จ่ายในอนาคตที่จะมีผลลบกับ GDP ในอนาคต

 

ซึ่งปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าให้ผมเดา (เดาล้วนๆ) ค่านี้น่าจะต่ำกว่า 1 แน่ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อยู่เฉยๆ อาจจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำ ในทฤษฎีของ Keynes ตัวทวีคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่ได้จากการใช้จ่ายของรัฐบาลโดยตรงมักจะมีค่าตัวทวีคูณสูงกว่าตัวทวีคูณที่ได้จากเงินโอน (Transfer Payments Multiplier) เนื่องจากเงินที่ใช้จ่ายในขาแรกโดยรัฐย่อมจะทำให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการขึ้นมา ในขณะที่การแจกเงินไม่มีตรงนั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากรัฐบาลใช้จ่ายเงินดังกล่าวเพื่อการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ระบบคมนาคม ระบบการเงินต่างๆ ยิ่งจะทำให้เป็นประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพของประชาชนเข้าไปอีก

 

ดังนั้นหากจะให้เลือกแจกเงินฟรีกับลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ผมเลือกอย่างที่สองแน่ๆ ครับ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่ามาก แต่อาจจะใช้ในการหาเสียงไม่ได้ เพราะประชาชนจะไม่เห็นตัวเงินที่ถูกจ่ายลงมาจากการใช้จ่ายภาครัฐโดยตรง

The post เงินดิจิทัล 10,000 บาท​ อาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเท่าที่หวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัฒนธรรมองค์กรของ Twitter กับความขัดแย้งระหว่าง Elon Musk และพนักงาน https://thestandard.co/twitter-elon-musk-2/ Wed, 16 Nov 2022 05:10:25 +0000 https://thestandard.co/?p=709820 Twitter

ความขัดแย้งของ Elon Musk กับพนักงานของ Twitter ไม่ใช่เร […]

The post วัฒนธรรมองค์กรของ Twitter กับความขัดแย้งระหว่าง Elon Musk และพนักงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Twitter

ความขัดแย้งของ Elon Musk กับพนักงานของ Twitter ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเพียงเข้ามาถือหุ้นไม่กี่วัน พนักงานมากกว่า 3,000 คนก็ถูกไล่ออก มีการเปลี่ยนแปลงในด้านทิศทางของบริษัทอย่างมาก แถมยังมีแรงกดดันให้ทำงานเกินเวลาอีกด้วย

 

แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้กันก็คือ วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทเอง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


Twitter ได้ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2006 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในซานฟรานซิสโก ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายช่วงเวลา และมีปัญหาในการทำกำไรเรื่อยมา โดยเคยทำกำไรเพียงแค่สองปี คือในปี 2018 และ 2019 ที่เหลือขาดทุนตลอดมา

 

บริษัทจึงมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลง CEO รวมถึงการเลิกจ้างพนักงานกันหลายรอบมาก

 

แต่ก็ทำให้องค์กรมีวัฒนธรรมองค์กรที่เหนียวแน่นเช่นกัน โดยบริษัทได้มีการนิยามคุณค่าหลักขององค์กร ไว้ดังนี้

 

Core Values

  • Grow our business in a way that makes us proud.
  • Recognize that passion and personality matter.
  • Communicate fearlessly to build trust.
  • Defend and respect the user’s voice.
  • Reach every person on the planet.
  • Innovate through experimentation.
  • Seek diverse perspectives.
  • Be rigorous. Get it right.
  • Simplify.
  • Ship it.

 

ถ้าลองอ่านดู จะเห็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความโปร่งใส การยอมรับความแตกต่าง การมีอิสระในการดำเนินงาน

 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างขัดกับนโยบายของ Elon Musk อย่างรุนแรง การเข้ามาของเขา จึงเหมือนเป็นการกระชากหัวใจของพนักงานกันเลยทีเดียว

 

การเป็นแพลตฟอร์มที่ให้คนมาแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ เป็นการเคารพในเรื่องของ Free Speech ทำให้วัฒนธรรมขององค์กรเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ในองค์กรถึงคุยเรื่องต่างๆ กันอย่างเปิดเผยตลอดเวลา และมีอิสระในการทำงานสูงมาก

 

พนักงานจึงกล้าจะคุย กล้าที่จะวิจารณ์การทำงานต่างๆ อย่างเปิดเผย

 

ก่อนหน้านี้ Dantley Davis ที่เคยทำงานที่ Netflix และ Facebook มาก่อน ได้เข้ามารับตำแหน่ง Chief Design Officer และพยายามเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างมากๆ แต่ก็โดนต่อต้านจากพนักงานอย่างหนัก จนหลังจากที่ Parag Agrawal ขึ้นรับตำแหน่ง Dantley Davis ก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อสิ้นปีที่แล้ว

 

และในช่วงที่มีข่าวว่า Elon Musk จะมาซื้อนั้น ผลการสำรวจความพึงพอใจของพนักงานใน 39 หัวข้อนั้น 32 รายการมีตัวเลขที่ลดลง โดยเฉพาะในเรื่องของการสื่อสาร ความตั้งใจที่จะทำงานต่อที่เดิม และที่แย่ที่สุดคือ ความมั่นใจต่อตัวบริษัท จนทำให้มีพนักงานส่วนหนึ่งตัดสินใจหางานใหม่ และลาออกจากบริษัทไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

ส่วนเรื่องที่ Elon Musk บ่นว่า Twitter ช้านั้น พนักงานเองได้คุยในเรื่องนี้กันอย่างเปิดเผยใน Twitter มานานแล้ว และเคยมีความพยายามในการจำกัดขนาดของ App Twitter ให้มีขนาดเล็กและเร็ว แต่ก็แพ้ความพยายามในการเพิ่มฟีเจอร์ของทีมอื่น จนทำให้แอปมีขนาดใหญ่และเทอะทะ

 

ดังนั้น สิ่งที่ Elon Musk อยากทำไม่ใช่สิ่งที่ผิด พนักงานบางส่วนก็อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ Elon Musk กลับไม่ได้มารับฟังสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง กลับใช้สามัญสำนึกและข้อมูลของคนที่ไม่เกี่ยวข้องส่งให้ จนเป็นที่มาของดราม่าครั้งหนึ่งของ Twitter และอาจจะทำลายขวัญและกำลังใจของพนักงานที่เหลืออยู่ และต้องทำงานท่ามกลางความหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองอาจจะถูกไล่ออกเมื่อไรก็ได้

The post วัฒนธรรมองค์กรของ Twitter กับความขัดแย้งระหว่าง Elon Musk และพนักงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>