มณฑล จุนชยะ, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/monton-j/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 29 May 2024 05:33:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รอปัจจัยกระตุ้นจากภาครัฐบาล https://thestandard.co/government-stimulating-factors-awaits/ Sat, 10 Feb 2024 04:03:15 +0000 https://thestandard.co/?p=898252 การลงทุน

ภาวะการลงทุนในเดือนที่ผ่านมา แชมป์ตลาดหุ้นก็ต้องยกให้พี […]

The post รอปัจจัยกระตุ้นจากภาครัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุน

ภาวะการลงทุนในเดือนที่ผ่านมา แชมป์ตลาดหุ้นก็ต้องยกให้พี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา รองลงมาก็ญี่ปุ่น แย่สุดก็จีน ที่เป็นแบบนี้ก็มีคำอธิบายค่อนข้างชัดเจน ส่วนตลาดหุ้นไทยโทนออกมาไม่ค่อยดี ประเด็นหลักๆ ก็ประมาณว่านักลงทุนต่างชาติเห็นว่าสินทรัพย์ที่เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐดูแล้วน่าจะมีความผันผวนน้อยกว่า เพราะถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยลงแต่เศรษฐกิจก็ยังเข้มแข็ง ส่วนญี่ปุ่นก็ได้ประโยชน์เต็มๆ จากการที่สหรัฐฯ แบนจีน ส่วนพี่จีนก็อาการหนัก ทั้งจากการที่โดนสหรัฐฯ กีดกันทางการค้า ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยดึงคู่ค้าสำคัญคือประเทศแถบเอเชียใต้ ซึ่งรวมประเทศไทยด้วย ทรุดตัวลงตามไปด้วยกัน

 

มาเล่าเรื่องของสหรัฐอเมริกากัน ในช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีพัฒนาการที่ดีในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรม ธุรกิจเทคโนโลยีสร้างรายได้มหาศาลให้กับสหรัฐอเมริกา เราเห็นการเติบโตที่เข้มแข็งจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีต่อเนื่อง และเงินเฟ้อชะลอตัวลงต่อเนื่อง ได้แก่ ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่เคยประมาณการกันไว้ที่ 2.0%

 

ตัวเลขเงินเฟ้อ Core PCE ซึ่ง Fed ใช้เป็นตัวอ้างอิงในการกำหนดดอกเบี้ยนโยบายออกมาตามคาด คือเพิ่มขึ้นแค่ 0.2% จากเดือนก่อนหน้า และ 2.9% เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ตัวเลขการจ้างงานในภาพรวมที่ยังคงดีอยู่ โดยตัวเลข Non-Farm Payroll เดือนธันวาคม ออกมาที่ 216,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาด 170,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 3.7% ดีกว่าที่ตลาดคาดที่ 3.8% เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ผลประกอบการไตรมาส 4 ของปีที่แล้วของบริษัทใน S&P 500 ที่ประกาศแล้ว 25% ของทั้งหมด 500 บริษัท มีบริษัทที่รายงานกำไรดีกว่าคาดการณ์ ในส่วนของผลการประชุม Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาดที่ 5.25-5.50% แต่ Fed ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคม เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย

 

สำหรับภาวะการลงทุนทั่วโลก ดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือนมกราคม โดยดัชนีรายภูมิภาคปรับตัวตามปัจจัยเฉพาะตัว ได้แก่ ดัชนี MSCI Asia ex Japan ลดลง 5.5% MSCI Europe เพิ่มขึ้น 1.5% และ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.6% ในส่วนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 4 bps เป็น 4.21% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 3 bps เป็น 3.91% ในส่วนราคาทองปรับตัวลง 1.1% เป็น 2,039.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากค่าเงินสหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น 1.9% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้น 6.1% เป็น 81.71 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่งกว่าคาด หลัง IMF ออกมาปรับประมาณการณ์การเติบโตของ World GDP ขึ้นเป็น 3.1% จากเดิมที่ 2.9%

 

หันมาดูภาวะการลงทุนในประเทศไทยกันบ้าง เริ่มจากตลาดหุ้นไทยเดือนมกราคม ปรับตัวลงต่ออีก 3.6% จากที่ลดลง 15.5% ในปี 2566 ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนต่ำกว่า MSCI ACWI 4% ทั้งหมดนี้ก็มาจากการคาดการณ์แนวโน้มกำไรที่อ่อนแอ และแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่หันไปถือครองทรัพย์สินที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ รวมทั้งการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยที่จะเติบโตขึ้นเพียง 1.8% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งน้อยกว่าเดิมที่ตลาดคาดไว้ที่ 2.5% อิงจากการรายงานของกระทรวงการคลัง

 

ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนธันวาคมยังคงติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่สามติดต่อกันที่ -0.83% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยตัว 2 ปี ปรับตัวลง 7 bps เป็น 2.27% และตัว 10 ปี ปรับตัวลง 5 bps เป็น 2.65% ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทยอีก 30,050 ล้านบาท และขายสุทธิตลาดตราสารหนี้ 6,255 ล้านบาท ในเดือนมกราคม จากปี 2566 ที่นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิในหุ้นไทย -192,490 ล้านบาท แต่ซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 10,930 ล้านบาท

 

การที่เงินทุนไหลออกในเดือนมกราคม ส่งผลให้ค่าเงินบาทเทียบค่าเงินสหรัฐฯ อ่อนค่า 3.4% เป็น 35.54 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมกราคม 2567 แนวโน้มเดือน กุมภาพันธ์ ทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้น่าจะเริ่มทรงตัวและรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นสำคัญ

 

การจัดพอร์ตในเดือนกุมภาพันธ์ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ 50% โดยแบ่งเป็นสหรัฐฯ ยุโรป และจีน รวมกันไม่เกิน 25% ญี่ปุ่นและเวียดนาม รวมกันไม่เกิน 15% ประเทศไทย 10% ตราสารหนี้และตลาดเงิน 40% เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 15% ตราสารหนี้ระยะกลางของเอกชนที่อยู่ในระดับ Investment Grade 15% ตลาดเงิน 10% ลงทุนในทอง น้ำมัน และ REIT รวมกันเป็น 10% โดยยังคงเน้นการลงทุนที่ REIT

The post รอปัจจัยกระตุ้นจากภาครัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยได้รับแรงบวกจากเศรษฐกิจโลก https://thestandard.co/opinion-thai-stocks-world-eco/ Sat, 09 Dec 2023 08:46:40 +0000 https://thestandard.co/?p=875193

ภาวะการลงทุนในบ้านเราและต่างประเทศในช่วงเดือนพฤศจิกายนท […]

The post หุ้นไทยได้รับแรงบวกจากเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาวะการลงทุนในบ้านเราและต่างประเทศในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมามีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยบวกต่างประเทศเริ่มไม่ส่งผลบวกกับเรา ในขณะเดียวกันนักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ต่างเร่งขายหุ้นที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงในประเทศไทย โดยเป็นการขายสุทธิตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน เป็นเม็ดเงินกว่า 1.9 แสนล้านบาท ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และจะเป็นไปอีกนานไหม เราลองมาทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยเทียบกับต่างประเทศ แล้วค่อยย้อนกลับมาประเมินอีกทีว่าเราจะปรับพอร์ตอย่างไรในเดือนธันวาคมนี้

 

ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศในเดือนพฤศจิกายนฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว บนความคาดหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวอย่างช้าๆ (Soft Landing) เพิ่มโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้นมาเป็นกลางปี 2024 ปัจจุบันคาดว่าดอกเบี้ย Fed Funds Rate น่าจะไม่สูงไปกว่าระดับปัจจุบันที่ 5.25-5.50% ทั้งนี้ ตลาดล่วงหน้าคาดว่า Fed จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าเลย โดยคาดหวังว่าจะลดเพิ่มจาก 0.75% เป็น 1.0% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อ ค้าส่ง ค้าปลีก ต่างก็ส่งสัญญาณชะลอตัวลงทุกตัว 

 

ดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวขึ้น 8.7% (เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) โดยดัชนีรายภูมิภาคต่างปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ ดัชนี MSCI Asia ex Japan 6.4%, MSCI Europe 5.9% MTD และ MSCI USA 8.9% 

 

ในส่วนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวลง 0.14% เป็น 4.95% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวลง 0.46% เป็น 4.47% ส่งผลให้ส่วนต่างของพันธบัตรอายุ US 2-10Y กว้างขึ้นเป็น 0.48% จากเดือนก่อนที่ 0.16% ตลาดตราสารหนี้ผันผวนขึ้นมาก 

 

ในส่วนราคาทองปรับตัวขึ้น 0.9% จากเดือนก่อน เป็น 2,000.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโอกาสที่เศรษฐกิจจะเป็นขาลงที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวลง 7.8% เป็น 80.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนตลาดคลายกังวลสงครามอิสราเอล-ฮามาส รวมถึงความกังวลต่ออุปสงค์ที่มีแนวโน้มชะลอตัวในอนาคต

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยในเดือนที่ผ่านมาแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งต่างจากดัชนีหุ้นโลกมาก และหากเทียบตั้งแต่ต้นปียิ่งไปกันใหญ่ โดยที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนต่ำกว่า MSCI ACWI มากกว่า 30% โดย SET Index -17.3% ขณะที่ MSCI ACWI +14.3% มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเป็นแบบนี้ ในเชิงปัจจัยพื้นฐานก็คงพูดถึงเรื่องแนวโน้มกำไรที่อ่อนแอลง และการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าอันเนื่องมาจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้งความกังวลเรื่องสภาพคล่องที่ตึงตัวในตลาดการเงินจากการที่รัฐบาลจะออกพันธบัตรเพิ่มเพื่อกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งภาระการกู้ยืมดังกล่าวน่าจะผูกพันไปอีกหลายปี ส่งผลต่อเนื่องถึงโอกาสที่ไทยอาจจะถูกปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของประเทศได้ 

 

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทยอีก 1.4 หมื่นล้านบาท ในเดือนพฤศจิกายน แต่มีสถานะซื้อสุทธิตลาดตราสารหนี้ 1 หมื่นล้านบาท และหากนับจากต้นปีนักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิในหุ้นไทย 1.87 แสนล้านบาท แต่ซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 1.6 หมื่นล้านบาท การที่เงินทุนไหลกลับเข้าตลาดตราสารหนี้ ส่งผลให้ค่าเงินบาทเทียบเงินสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น 3.1% เป็น 34.71 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

สำหรับมุมมองการลงทุนในเดือนธันวาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั้งสหรัฐฯ และไทยปรับลดลง คาดว่าอัตราดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว มองว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25-5.50% และน่าจะลดอัตราดอกเบี้ยกลางปีหน้า ตลาดหุ้นไทยก็คงจะได้รับผลบวกจากภาพรวมของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มทรงตัว สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-ฮามาส ที่การรบจำกัดพื้นที่ ไม่ขยายตัว รวมทั้งได้ผลบวกโดยตรงจากการที่รัฐบาลอนุมัติให้สามารถจัดตั้งกองทุนรวม Thai ESG ที่เป็นกองทุนลดหย่อนภาษี ออกมาในช่วงเดือนธันวาคม ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ในเดือนนี้ก็น่าจะไม่ผันผวนนักตามแนวโน้มของ Fed Funds Rate

 

พอร์ตการลงทุนเดือนธันวาคม ขอวางสมมติฐานว่าสถานการณ์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-ฮามาส ไม่ขยายตัวไปมากกว่านี้ การประชุม FOMC รอบสุดท้ายของปีจะยังคงไม่ปรับ Fed Funds Rate ขึ้น เรายังแนะนำลงทุนในหุ้น 55% จัดเป็นสหรัฐฯ ยุโรป และจีน รวมกันไม่เกิน 25% ญี่ปุ่นและเวียดนาม รวมกันไม่เกิน 10% ประเทศไทย 20% ตราสารหนี้และตลาดเงิน 40% เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 15% ตราสารหนี้ระยะกลางของเอกชนที่อยู่ในระดับ Investment Grade 15% ตลาดเงิน 10% ลงทุนในทอง น้ำมัน และรีทส์ รวมกันเป็น 5% โดยเน้นไปที่ REIT

The post หุ้นไทยได้รับแรงบวกจากเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนลดลง จับตาปัจจัยต่างประเทศ https://thestandard.co/international-assets-fluctuation-factor/ Sun, 05 Nov 2023 05:35:51 +0000 https://thestandard.co/?p=862564 สินทรัพย์

ภาพรวมการลงทุนในเดือนตุลาคมถูกปกคลุมไปด้วยปัจจัยต่างประ […]

The post สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนลดลง จับตาปัจจัยต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินทรัพย์

ภาพรวมการลงทุนในเดือนตุลาคมถูกปกคลุมไปด้วยปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้ปรับตัวลดลง เห็นได้จากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลกต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้านี้ และมีความเป็นไปได้ที่จะต่อเนื่องมาจนถึงเดือนพฤศจิกายน ความกังวลหลักคือ เรื่องสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะของสหรัฐอเมริกา 

 

เรื่องของสงครามผมคงไม่ลงรายละเอียดมากนัก แต่ในบทความฉบับนี้อยู่บนเงื่อนไขที่สงครามไม่ขยายขอบเขต และยังจำกัดอยู่แค่ฮามาสกับอิสราเอลเท่านั้น ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากนี้อาจจะต้องมาประเมินกันใหม่หมด ดังนั้นจึงขอลงลึกในส่วนประเด็นที่รองลงมาคือ เรื่องผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปีที่ปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 5% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 เป็นผลมาจากมุมมอง Higher-for-Longer ของ Fed และอุปทานพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้นจากสหรัฐฯ มีการขาดดุลงบประมาณในปี FY2023 ที่ 6.3% ของ GDP มากกว่าคาดการณ์ที่ 5.4% จากรายรับภาษีพลาดเป้า ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อ 

 

ดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวลง -3.3% ในเดือนตุลาคม (ถึงวันที่ 30 ตุลาคม) โดยดัชนีรายภูมิภาคต่างปรับตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ได้แก่ ดัชนี MSCI Asia ex Japan -2.9%, MSCI Europe -4.2% และ MSCI USA -3.0% ในส่วนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 1 bps เป็น 5.05% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 32 bps เป็น 4.89% มาจากมุมมองที่เปลี่ยนไปในประเด็นของเศรษฐกิจขาลง และอุปทานพันธบัตรตลาดแรกที่ออกมามากเพื่อรองรับการขาดดุลของรัฐบาลสหรัฐฯ ในส่วนราคาทองปรับตัวขึ้น 8.0% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน เป็น 1,996.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากความกังวลด้านเศรษฐกิจและภาวะสงคราม

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยเดือนตุลาคมปรับตัวลง -5.1% เป็น 1,395.85 จุด จากความกังวลที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น สงครามอิสราเอล-ฮามาส เหตุการณ์ยิงในพารากอนกระทบกลุ่มท่องเที่ยว และความกังวลเรื่องสภาพคล่องที่ตึงตัวในตลาดหุ้นกู้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 2 ปี ปรับตัวขึ้น 3 bps เป็น 2.57% และ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 13 bps เป็น 3.31% บนความกังวลเรื่องรัฐบาลจะออกพันธบัตรเพิ่มเพื่อกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ 

 

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทยอีก -16,402 ล้านบาท แต่มีสถานะซื้อสุทธิตลาดตราสารหนี้ 16,266 ล้านบาท ในเดือนตุลาคม การที่เงินทุนไหลกลับเข้าตลาดตราสารหนี้ ส่งผลให้ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน เป็น 35.96 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

 

ในเดือนพฤศจิกายนนี้ หลังจาก Fed ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด ซึ่งส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายที่ 5.25-5.5% สูงกว่า Core PCE แล้วที่ 3.8% ดังนั้นยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากจะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจนเกินไป ขณะที่เงินเฟ้อค่อยๆ ทยอยปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม Fed ยังส่งสัญญาณใช้มาตรการอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไป

 

สำหรับภาวะการลงทุนในประเทศไทย ปัจจัยหลักยังน่าจะเป็นผลมาจากปัจจัยต่างประเทศในเรื่องของภาวะสงคราม Fed และราคาพลังงาน ทั้งนี้ บรรยากาศการลงทุนในเดือนพฤศจิกายน ผมมองว่าความผันผวนของสินทรัพย์เสี่ยงน่าจะลดลง ดูจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลงทั่วโลก ทั้งนี้ ถ้าภาวะสงครามยังคงทรงตัวก็น่าจะเห็นฐานกันได้ในเดือนนี้ ผมมองว่าสินทรัพย์เพื่อการลงทุนต่างก็ปรับตัวลงมาในระดับที่น่าสนใจ 

 

อย่างไรก็ตาม การปรับพอร์ตครั้งนี้คงยืนอยู่บนสมมติฐานปัจจุบันที่สถานการณ์การสู้รบไม่รุนแรงไปกว่านี้และยังคงอยู่ในวงจำกัด ดังนั้นเรายังคงจัดพอร์ตการลงทุนโดยแบ่งการลงทุนในหุ้น 55% จัดเป็นสหรัฐฯ ยุโรป และจีน รวมกันไม่เกิน 25% ญี่ปุ่นและเวียดนาม รวมกันไม่เกิน 10% ไทย 20% ตราสารหนี้และตลาดเงิน 40% เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 15% ตราสารหนี้ระยะกลางของเอกชนที่อยู่ในระดับ Investment Grade 15% ตลาดเงิน 10% ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก รวมกันเป็น 5% โดยเน้นไปที่ REIT 

 

The post สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนลดลง จับตาปัจจัยต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรับโอกาสเพิ่มความเสี่ยงของพอร์ต https://thestandard.co/opinion-increasing-port-risks/ Sun, 08 Oct 2023 11:53:31 +0000 https://thestandard.co/?p=852091

ภาวะการลงทุนในเดือนกันยายนยังคงผันผวนต่อเนื่องจากเดือนท […]

The post เปิดรับโอกาสเพิ่มความเสี่ยงของพอร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาวะการลงทุนในเดือนกันยายนยังคงผันผวนต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การปรับตัวสูงขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จากมุมมองที่เปลี่ยนไปของ Fed และความกังวลที่มีต่อการเจรจาเรื่องงบประมาณของสหรัฐฯ ที่อาจจะทำให้ไม่ทันปีงบประมาณและเกิดเหตุการณ์ที่อาจจะต้องปิดหน่วยงานรัฐบาลดังที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยปรับขึ้นอีก 47 bps และทำจุดสูงสุดนับแต่ปี 2007 จากมุมมองของ Fed คือ ‘Higher for Longer’ หรือยืนอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงให้นาน แปลความได้ว่าอาจจะยืนดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่า 2 ไตรมาสติดต่อกัน และยังเปิดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมที่เหลืออีก 2 รอบของปี ทำให้ Fed Fund Rate จะไปถึง 5.6% อีกปัจจัยคือเรื่องเจรจาการใช้งบประมาณของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าจะมีการต่ออายุชั่วคราว แต่ก็ยังสร้างความกังวลต่อนักลงทุนว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่หน่วยงานราชการต้องปิดตัวลง ‘US Government Shutdown’ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อาจจะสร้างความล่าช้าในการชำระคืนหนี้และดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ก็อาจจะถูกปรับลดลงได้

 

ภาพการลงทุน ดัชนี MSCI ACWI เดือนกันยายน ปรับตัวลงจากเดือนก่อน 4.12% โดยดัชนีรายภูมิภาคต่างปรับตัวลงจากเดือนก่อนเช่นเดียวกัน ได้แก่ ดัชนี MSCI Asia ex Japan ลดลง 3.09%, MSCI Europe ลดลง 3.99% และ MSCI USA ลดลง 4.86% ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 20 bps เป็น 5.06% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 47 bps เป็น 4.57% ส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2-10 ปี แคบลงเป็น -78 bps จากเดือนก่อนที่ -48 bps สะท้อนภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ ‘Soft Landing’ และอุปทานพันธบัตรตลาดแรกที่ออกมามากเพื่อรองรับการขาดดุลของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงการที่ Moody’s ขู่จะปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ จาก AAA ด้วยหากสหรัฐฯ ไม่สามารถหลีกเลี่ยง Government Shutdown ได้ ทำให้นักลงทุนมีความกังวลกับฐานะทางการคลังของสหรัฐฯ ในระยะยาว

 

ในส่วนราคาทองปรับตัวลงจากเดือนก่อนประมาณ 4% เป็น 1,847 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากค่าเงิน USD แข็งค่า 2.5% เป็น 106.2 และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้น 9.8% เป็น US$95.38/bbl บนภาวะอุปทานที่ตึงตัวขึ้น หลังซาอุดีอาระเบียตัดสินใจลดกำลังการผลิตไปจนถึงสิ้นปี ความผันผวนส่วนใหญ่มาจากปัจจัยเดิมๆ ทำให้พอจะคาดการณ์ได้ว่าใกล้สิ้นสุดแล้ว

 

บรรยากาศการลงทุนในประเทศมีความผันผวนจากความไม่แน่นอนไม่ต่างจากตลาดการเงินต่างๆ ทั่วโลก โดยตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายนปรับตัวลงประมาณ -6% เป็น 1,471 จุด จากความกังวลที่มีต่อมุมมองของ Fed ที่ยังคงใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงความกังวลว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายขาดดุลเพิ่มขึ้นและกู้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 2 ปี ปรับตัวขึ้น 26 bps เป็น 2.56% และ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 49 bps เป็น 3.26% (ข้อมูล ณ วันที่ 28 กันยายน)

 

นอกจากนี้นักลงทุนยังกังวลเรื่องความเสี่ยงในการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ หากใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจสูงมากจนทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นมาก ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทยอีกประมาณ 23,000 ล้านบาท และขายสุทธิตลาดตราสารหนี้ 24,000 ล้านบาท ในเดือนกันยายน การที่เงินทุนไหลออกส่งผลให้ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าน่าจะไปถึงระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ในไม่ช้า

 

การปรับพอร์ตการลงทุนสำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ผมเปิดรับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงของตลาดการเงินในเรื่องของวัฏจักรขาขึ้นของอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยก็ใกล้จุดสูงสุด การปรับฐานลงของสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะตลาดหุ้น ก็ปรับตัวลงมาสอดรับกับภาพรวมเศรษฐกิจ

 

ดังนั้นการปรับพอร์ตรอบนี้ก็จะเพิ่มสัดส่วนของหุ้นขึ้นมา คือปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเป็น 55% โดยปรับเป็นสหรัฐฯ ยุโรป และจีน รวมกันไม่เกิน 25% ญี่ปุ่นและเวียดนาม รวมกันไม่เกิน 10% ประเทศไทย 20% เหมือนเดิม จะเห็นว่าถึงแม้จะเพิ่มน้ำหนักในหุ้นแต่ก็กระจายความเสี่ยงมากขึ้นด้วยครับ ตราสารหนี้และตลาดเงิน 40% โดยลดตราสารหนี้ระยะสั้นเป็น 15% เพิ่มตราสารหนี้ระยะกลางของเอกชนที่อยู่ในระดับ Investment Grade เป็น 15% ตลาดเงิน 10% ลดน้ำหนักการลงทุนในทอง น้ำมัน และ REIT รวมกันเป็น 5% โดยเน้นไปที่ REIT

The post เปิดรับโอกาสเพิ่มความเสี่ยงของพอร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผันผวนเริ่มลดลง ปรับความเสี่ยงในพอร์ตได้เพิ่มขึ้น https://thestandard.co/volatility-began-to-decrease/ Fri, 08 Sep 2023 06:05:40 +0000 https://thestandard.co/?p=839061 การลงทุน

บรรยากาศการลงทุนในเดือนที่ผ่านมาถือได้ว่าไม่เกินความคาด […]

The post ผันผวนเริ่มลดลง ปรับความเสี่ยงในพอร์ตได้เพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุน

บรรยากาศการลงทุนในเดือนที่ผ่านมาถือได้ว่าไม่เกินความคาดหมายนัก พัฒนาการทางการเมืองภายในประเทศยังเป็นแกนหลักในช่วงครึ่งแรกของเดือน หลังจากนั้นภาพความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลที่เปลี่ยนมาเป็นพรรคเพื่อไทยและนำไปสู่การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ทำให้ปัจจัยทางการเมืองเริ่มเบาบางลงไปในช่วงปลายเดือน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่างประเทศเริ่มมีนัยสำคัญมากขึ้น เริ่มจากความวิตกกังวลที่มีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนที่อาจจะก่อให้เกิดภาวะการชะลอตัวครั้งใหม่ของเศรษฐกิจจีน และแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed รวมทั้งประเด็นของการลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศสหรัฐอเมริกาโดย Fitch Ratings

 

ขอเริ่มที่สหรัฐอเมริกาซึ่งโดน Fitch Ratings ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ จาก AAA เป็น AA+ ทำให้นักลงทุนมีความกังวลกับฐานะทางการคลังของสหรัฐฯ ในระยะยาว ขณะเดียวกันถ้อยแถลงของประธาน Fed อย่าง Jerome Powell ในงาน Jackson Hole Economic Symposium ที่ยังไม่ปิดโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อหากจำเป็น แต่จะเป็นไปอย่างระมัดระวัง ซึ่งตีความได้ว่าดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ มาถึงหรือใกล้เคียงจุดสูงสุดมากแล้ว

 

มาทางฝั่งเอเชียกันบ้าง ตลาดเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ในภาคอสังหา และ Shadow Banking ของจีน หลัง Country Garden ขอผ่อนผันการชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ และ China Evergrande ยื่นเรื่องต่อศาลนิวยอร์กขอพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 15 ซึ่งเป็นกลไกจัดการคดีล้มละลายที่เกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งประเทศ

 

ขณะเดียวกัน บริษัท Zhongzhi Enterprise ซึ่งเป็น Private Wealth รายใหญ่สุดของจีนได้ผิดนัดการจ่ายผลตอบแทนบนผลิตภัณฑ์การเงินที่ลงทุนใน Zhongrong Trust แก่ลูกค้า เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนที่น่าจะชะลอตัวลงจนอาจกลายเป็น Hard Landing ได้

 

สำหรับปัจจัยในประเทศไทยของเรา ประเด็นการเมืองและการเปลี่ยนขั้วในการจัดตั้งรัฐบาลมาเป็นพรรคเพื่อไทยก่อให้เกิดการรวมตัวของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการเสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้สร้างความมั่นใจให้กับ สว. ที่มีต่อประเด็นเปราะบางในหลายประเด็นว่าจะไม่ถูกแตะต้องและเปลี่ยนแปลงโดยพรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะแล้วเสร็จได้ในเดือนกันยายน

 

ดังนั้นในแง่มุมของการลงทุน สัญญาณบวกเริ่มชัดเจนขึ้นขณะที่ความผันผวนเริ่มลดลง เนื่องจากพัฒนาการของปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนมีความชัดเจน เริ่มจากเรื่องการเมืองในประเทศที่พ้นภาวะเปราะบางมาได้ และอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลซึ่งไม่น่าจะมีปัจจัยอะไรมาแทรก ตามมาด้วยนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกที่เริ่มใกล้จุดสูงสุดแล้ว ส่วนความกังวลที่มีต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ นั้น นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าน่าจะปรับขึ้นในครั้งถัดไปคือเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นในส่วนของตลาดตราสารหนี้ก็น่าจะผันผวนน้อยลงในเดือนกันยายนนี้เช่นกัน

 

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน ฟากรัฐบาลจีนได้ออกมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหา ได้แก่ ให้สิทธิในการวางเงินดาวน์ที่น้อยลงสำหรับการซื้อบ้านหลังแรก และดอกเบี้ยอัตราถูกพิเศษ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่น่าจะเพียงพอต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ คาดว่าน่าจะมีมาตรการขนาดใหญ่กว่าตามมา แต่อาจจะไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ ส่วนการลดภาษีแสตมป์การซื้อขายหุ้นเหลือ 0.05% จาก 0.1% อันนี้เป็นแค่การกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น

จากภาวะการลงทุนที่มีความผันผวนน้อยลง ทำให้นักลงทุนสามารถที่จะปรับสถานะความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนในรายหลักทรัพย์ได้ โดยคัดเลือกบริษัทที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ อย่างไรก็ดี สำหรับนักลงทุนที่ยังรับความเสี่ยงได้ระดับปานกลางถึงสูง โดยภาพน้ำหนักรวมผมยังคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไว้ที่ 45% โดยแบ่งเป็นสหรัฐฯ และจีนรวมกันไม่เกิน 15% ญี่ปุ่นคงน้ำหนักไว้ที่ 10% ไทย 20% ตราสารหนี้และตลาดเงิน 40% แบ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 20% เป็นตราสารหนี้ระยะกลางของเอกชนที่อยู่ในระดับ Investment Grade ประมาณ 10% ตลาดเงิน 10% ทอง น้ำมัน และรีท รวมกันประมาณ 15% โดยเน้นไปที่รีท

The post ผันผวนเริ่มลดลง ปรับความเสี่ยงในพอร์ตได้เพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเมืองกระแสหลัก ‘กด’ การลงทุน https://thestandard.co/main-politics-investment/ Sat, 05 Aug 2023 06:14:07 +0000 https://thestandard.co/?p=825850 การเมือง การลงทุน

ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนยังไม่สดใส หากกล่าวถึงปัจจัยต […]

The post การเมืองกระแสหลัก ‘กด’ การลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเมือง การลงทุน

ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนยังไม่สดใส หากกล่าวถึงปัจจัยต่างประเทศน้ำหนักยังอยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจ ทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและตัวเลขเงินเฟ้อ ปัจจุบันก็ขึ้นมาถึงระดับ 5.25-5.55% จะหยุดตรงนี้หรือไปต่อก็ต้องตามกันต่อไป ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ประเด็นการเมืองเป็นเรื่องที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ รัฐบาลใหม่น่าจะมาช้า และสิ่งที่กังวลคือ งบลงทุนของเราก็มีแนวโน้มมาช้าเช่นกัน 

 

เริ่มที่สหรัฐฯ ภาพการลงทุนที่ฟื้นตัวมาจากความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวลงอย่างช้าๆ ไม่รุนแรง (Soft Landing) จากตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมที่ยังดีอยู่ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่า Fed อาจหยุดขึ้นดอกเบี้ยหลังจากปรับขึ้นอีก 0.25% หรือ 25 bps เป็น 5.20-5.50% ในเดือนกรกฎาคม ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวดี 

 

ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อทยอยปรับลดลง ได้แก่ 1. ตัวเลขดัชนีค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมิถุนายน ยังขยายตัวอ่อนๆ ที่ 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน 2. สหรัฐฯ รายงานตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนที่ 3.0% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 4.0% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเดือนมิถุนายนก็ชะลอตัวลงเช่นกันอยู่ที่ 4.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ลดลงจากเดือนก่อนที่ 5.3 นอกจากนี้ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เดือนมิถุนายน ก็ขยายตัวเพียง 0.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ลดลงจาก 0.9% จากเดือนก่อน 

 

  1. ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนออกมาที่ 2.09 แสนตำแหน่ง และอัตราการว่างงานเดือนมิถุนายนทรงตัวที่ 3.6% โดยตำแหน่งงานเปิดใหม่เดือน พฤษภาคมอยู่ที่ 9.8 ล้านตำแหน่ง ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า เป็นต้น นอกจากนี้ทาง IMF ได้ปรับประมาณการ GDP โลกปี 2023 ขึ้นเป็น 3.0% จากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 2.8% ในเดือนเมษายนด้วย  

 

ด้านการลงทุน ดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวขึ้นประมาณ 3% ในเดือนกรกฎาคม โดยดัชนีรายภูมิภาคต่างปรับตัวขึ้น ส่วนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 0.06% หรือ 6 bps เป็น 4.9% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาพนักลงทุนในตลาดพันธบัตรประเมินความเสี่ยงที่เศรษฐกิจถดถอยลดลงจากการที่เงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว ทำให้มีโอกาสที่ Fed จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งตลาดทองคำตอบรับในทิศทางเดียวกัน โดยราคาทองคำปรับตัวขึ้น 2.7% เป็น 1,972 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ค่าเงินสหรัฐฯ อ่อนค่าลงเล็กน้อย  

 

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเดือนกรกฎาคมปรับตัวขึ้นตามบรรยากาศการลงทุนที่ดีในต่างประเทศ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นหนุนราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มพลังงานปรับสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มขึ้นหลังรายงานกำไร 2Q23 ปรับขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวหลังพรรคก้าวไกลเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องนโยบายที่ไม่เป็นมิตรกับตลาดทุน 

 

มุมมองการลงทุนในเดือนสิงหาคม เรื่องของการเมืองในประเทศไทยจะยังคงเป็นกระแสหลักที่มีผลต่อการลงทุน ในขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ Fed น่าจะชะลอลงบ้าง แต่ก็ขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจเป็นสำคัญ สำหรับผลการประชุมของ กนง. มีการปรับขึ้นตามคาดการณ์อยู่ที่ 0.25% 

 

จากที่กล่าวมา เห็นได้ว่าปัจจัยการลงทุนยังเป็นเรื่องเดิมที่รอความชัดเจน ผมยังให้  น้ำหนักการลงทุนในหุ้นคงไว้ที่ 45% โดยแบ่งเป็น สหรัฐฯ และจีน รวมกันไม่เกิน 15% ประเด็นคงเหมือนเดิม เรื่องปัญหาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงของจีน ญี่ปุ่น คงน้ำหนักไว้ที่ 10% เพราะเป็นประเทศที่มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นสูง และได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวหลังฟื้นตัวจากโควิด ประเทศไทย 20% ตราสารหนี้และตลาดเงิน 40% แบ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 20% เป็นตราสารหนี้ระยะกลางของเอกชนที่อยู่ในระดับ Investment Grade ประมาณ 10%, ตลาดเงิน 10%, ทอง น้ำมัน และ REIT รวมกันประมาณ 15% โดยเน้นไปที่ REIT

 

The post การเมืองกระแสหลัก ‘กด’ การลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลื่นลมแปรปรวน แนะติดตามการเมืองในประเทศ https://thestandard.co/opinion-turbulent-times/ Fri, 07 Jul 2023 06:18:33 +0000 https://thestandard.co/?p=813614 Opinion

การลงทุนในเดือนมิถุนายนยังคงความผันผวนต่อเนื่องจากเดือน […]

The post คลื่นลมแปรปรวน แนะติดตามการเมืองในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Opinion

การลงทุนในเดือนมิถุนายนยังคงความผันผวนต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า พิจารณาได้จากการเคลื่อนไหวของ SET Index ที่แกว่งตัว Sideways ถึง Sideways Up ในช่วงครึ่งเดือนแรก ก่อนปรับฐานลงแรงในช่วงครึ่งเดือนหลัง และสามารถปรับตัวขึ้นมาได้ในช่วง 2 วันสุดท้ายของเดือน ภาพการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นผลมาจากปัจจัยหลายปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมขอเริ่มที่ปัจจัยต่างประเทศกันก่อนครับ 

 

จากเรื่องของสหรัฐฯ ที่ยังวนกันไปมาในเรื่องอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังมีท่าทีที่จะยังไม่ยุติการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ค่ากลางของ Dot Plots ปรับขึ้นจากเดิมอีก 0.50% แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ย มีโอกาสจะปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 5.50-5.75% ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางอังกฤษ หรือ BOE ปรับขึ้นดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 5% ถือว่าเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์และนักลงทุน  

 

โดยธนาคารกลางในหลายประเทศต่างก็ส่งสัญญาณมาทางเดียวกันคือ ออกมาเป็น Hawkish ทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะรุ่น 1-3 ปี ขณะที่ปัจจัยด้านราคาน้ำมันกลุ่ม OPEC โดยซาอุดีอาระเบียจะปรับลดกำลังการผลิตแบบสมัครใจอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ มองได้ค่อนข้างชัดถึงแนวโน้มราคาและการใช้พลังงานที่จะปรับตัวลดลงอันเนื่องมาจากความกังวลที่มีต่อความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า  

 

ปัจจัยอื่นๆ ก็มีเรื่องความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลังและอาจจะพาเอาเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของเอเชียแผ่วตามไปด้วย เรื่องนี้ยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ ซึ่งผมขอดูอีกสักเดือนก่อนจะมาให้น้ำหนักเรื่องนี้เพิ่มขึ้น เรื่องสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ยังคงมาเรื่อยๆ ไม่แผ่ว ท้ายสุด เรื่องของรัสเซีย-ยูเครนก็น่าจะไปดำเนินต่อไป โดยผมคาดว่าจะจบก็ต่อเมื่อเลิกมีฝ่ายสนับสนุนจากประเทศที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตร

 

หันมาที่ประเทศไทยกันบ้าง มีเรื่องน่าคิดพอสมควร คือการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หรือ MPC ออกมาพูดถึงประเด็นเรื่องเศรษฐกิจไทยและอัตราดอกเบี้ย โดยให้มุมมองว่าถ้าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะปกติ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงก็ควรเป็นบวก (ปัจจุบันติดลบ) เหมือนประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจใกล้เคียงกับประเทศไทย จากประเด็นนี้เองทำให้มีการวิเคราะห์ว่า MPC กำลังส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ปรับขึ้นจาก 2.00% เป็น 2.50% 

 

อย่างไรก็ตาม ผมยังคิดว่าทั้งหมดทั้งมวลก็คงต้องรอดูตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งออก ปริมาณนักท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง และนโยบายของรัฐบาลใหม่ 

 

เอาละ ขอหันมาแตะเรื่องการเมืองกันบ้าง เอาเป็นว่าสรุปเบ็ดเสร็จได้ว่าสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และเป็นไปตามกลุ่มที่เห็นกันอยู่ตอนนี้ ภาพรวมการลงทุนน่าจะดีขึ้นช่วงสั้น แต่ก็จะตามมาด้วยความกังวลอันนี้เป็นเรื่องยาว กังวลเรื่องอะไร เรื่องหลักก็น่าจะเป็นการรื้องบด้านการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นตัวเร่งที่สำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการบริโภค จะทำให้การอนุมัติและใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวล่าช้าออกไป เรื่องถัดมาก็คือนโยบายของรัฐบาล เดาว่าเรื่องแรกที่รัฐบาลจะเร่งทำน่าจะเป็นเรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

 

ดังนั้น ประเด็นเชิงนโยบายในส่วนของการเงินและการคลังส่วนที่นอกเหนือจากงบประมาณอาจจะเป็นเรื่องรองลงไป ความกังวลที่มีต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบการเงินนั้นน่าจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องกังวลมากนัก เพราะไม่ใช่อะไรที่ต้องเร่งรีบ สามารถที่จะค่อยๆ พูดคุยกันไปได้ 

 

สำหรับภาพการลงทุนในเดือนกรกฎาคมมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง โดยปัจจัยการเมืองในประเทศจะกลายเป็นปัจจัยหลัก เพราะเข้ามาสู่ช่วงการเลือกนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งรัฐบาล และการแถลงนโยบายรัฐบาล หากเป็นไปอย่างราบรื่นแรงกดดันที่มีต่อตลาดหุ้นน่าจะคลายตัวลงคงจะไปอยู่ในช่วงครึ่งหลังของเดือน สำหรับตลาดตราสารหนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลรุ่น 1-3 ปี จะมาอยู่ใกล้ๆ กับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนรุ่น 10 ปีขึ้นไปอาจจะไม่ค่อยแกว่งตัวมาก เพราะน่าจะกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ 

 

สำหรับมุมมองด้านการลงทุนนั้น ผมมองว่าความผันผวนที่อาจจะเกิดจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางการเมืองในประเทศ ทั้งนี้ ถ้ายังอยู่บนกฎกติกาปกติ ความผันผวนดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นาน ดังนั้นสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมยังคงแนะนำลงทุนในหุ้น 45% แบ่งเป็น สหรัฐฯ และจีน รวมกันไม่เกิน 15% เนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศและสงครามการค้า คงน้ำหนักญี่ปุ่นไว้ที่ 10% ประเทศไทย 20% ในส่วนของตราสารหนี้และตลาดเงิน 40% แบ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 20% เป็นตราสารหนี้ระยะกลางของเอกชนที่อยู่ในระดับ Investment Grade ประมาณ 10% ตลาดเงิน 10% ทอง น้ำมัน และ REIT รวมกัน 15% โดยเน้นไปที่ REIT คำแนะนำการจัดพอร์ตดังกล่าวข้างต้นนี้ ผมคาดการณ์จากสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่ยังสามารถดำเนินต่อไปอย่างปกติครับ 

 

หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยฉบับหน้าเราจะกลับมาคุยกันใหม่ครับ

The post คลื่นลมแปรปรวน แนะติดตามการเมืองในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิถุนายนปรับพอร์ต ‘แนวตั้งรับ’ https://thestandard.co/defensive-portfolio-set-up/ Fri, 09 Jun 2023 06:10:29 +0000 https://thestandard.co/?p=801137 แนวตั้งรับ

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่มีเหตุการณ์สำคัญหลายเห […]

The post มิถุนายนปรับพอร์ต ‘แนวตั้งรับ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวตั้งรับ

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่มีเหตุการณ์สำคัญหลายเหตุการณ์ โดยมีเรื่องหลักคือเรื่อง Debt Ceiling หรือเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ถัดมาเป็นเรื่องการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย ส่วนเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายทางการเงินของไทย รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และยุโรป กล่าวโดยสรุปคือยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดกันต่อไปครับ

 

เรามาเริ่มจากสหรัฐฯ ก่อนเลยครับ เพดานหนี้สาธารณะ หรือ Debt Ceiling เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง ไม่มีประเด็นด้านเศรษฐศาสตร์เลย เพราะการพิจารณางบประมาณประจำปีจบไปแล้ว แต่ก็เป็นเกมการหาเสียงมากกว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็เคยกลายเป็นตลกร้ายในสมัย บารัก โอบามา นั่นคือเหตุการณ์ Government Shutdown อันลือลั่น ผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องไปหลายปี นักการเมืองทั้งสองพรรคถูกประชาชนเทไปหลายรัฐ ทำเอาผู้แทนหน้าเก่าๆ หายไปจากสภาหลายคน รอบนี้ก็ผ่านไปได้แบบเฉียดฉิวมาก และทำให้ตลาดการเงินโลกปั่นปวนไปเหมือนกัน

 

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์หลายคนที่เห็นถ้อยแถลงของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ก็รู้สึกว่าความเข้มลดลง แต่ยังไม่ทันไร Fed Member หรือ Fed ที่เป็นตัวแทนรัฐในหลายพื้นที่ได้ออกมาพูดถึงอัตราเงินเฟ้อในหลายภูมิภาคของสหรัฐฯ ที่ยังคงสูงอยู่ ทำให้กระแสตีกลับมาว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก็เป็นได้

 

ขณะที่สถานการณ์ด้านยูโรโซนปัจจัยเรื่องอัตราเงินเฟ้อน่าจะเป็นเรื่องยากที่จะควบคุม เพราะยังกังวลต่อปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับสถาบันการเงิน ทำให้การใช้นโยบายทางการเงินดูจะขาดความเป็นเอกภาพ ทำได้แค่ประคองเศรษฐกิจไปก่อน ที่ดูดีและมีตำหนิน้อยหน่อยคือเอเชีย ที่มีติ่งปัญหาแค่เรื่อง Geopolitical หรือการเมืองระหว่างประเทศ โดยมีจีนและสหรัฐฯ เป็นแกนกลางของปัญหา

 

มาต่อกันที่เรื่องในบ้านเราหน่อยครับ ร้อนแรงต่อเนื่องคือเรื่องการเมือง สืบเนื่องจากการเลือกตั้งในประเทศไทยผลออกมาก็ตามที่ทราบกันว่าน่าจะมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลอย่างชัดเจน แต่รอบนี้ปากกาผมหักคามือ เพราะไม่มี Election Rally แต่กลายเป็น Sell in May and Go Away มาแรงกว่า เพราะมีแรงขายออกจากตราสารทางการเงินทุกประเภทโดยนักลงทุนต่างชาติตลอดช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม และผมเดาว่าน่าจะต่อเนื่องมาจนถึงเดือนมิถุนายน โดยปัจจัยหลักมองว่าผลการเลือกตั้งก็เป็นส่วนหนึ่ง เรื่องนโยบายของพรรคแกนนำผมไม่ขอแตะ เพราะหาอ่านได้ทั่วไป จริงบ้าง ใส่ไข่บ้าง อันนี้ต้องไปแยกแยะกันเอง แต่เอาที่แน่ๆ คือ ความกังวลต่อการใช้งบประมาณที่น่าจะล่าช้าถึงช้ามาก มีโอกาสที่จะมีเวลาการใช้งบประมาณไม่ถึง 9 เดือน และอาจจะผลักดันงบประมาณออกไปได้ไม่ถึง 70% ซึ่งจะส่งผลถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

 

มาถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นเดือนที่มีการประชุมเยอะมาก ตั้งแต่ประชุม OPEC ในวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ตลาดไม่ได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย ต่อมาก็เป็น Fed ประชุมประมาณวันที่ 13-14 มิถุนายน ตอนแรกทรงดีมากว่าไม่น่าจะขึ้นแล้ว แต่จากข้อมูลที่ออกมาเรื่อยๆ ก็พบว่าน่าจะต้องปรับขึ้นอีกสักรอบ Fed Member หลายคนก็ออกมาขานรับการขึ้นอีกครั้ง กลางเดือนก็ประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยมีแนวจะคงนโยบายการเงินแบบตึงตัวไว้ก่อน มาทางเอเชีย ประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจจะปรับกรอบ Yield Curve Control ให้กว้างขึ้นอีกหน่อย เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยโลก

 

ปรับพอร์ตการลงทุนเดือนมิถุนายนเป็นแนวตั้งรับมากขึ้นครับ โดยจะปรับลดการลงทุนในหุ้นลงจาก 50% เป็น 45% แบ่งเป็นสหรัฐฯ และจีน รวมกันไม่เกิน 15% เนื่องจากประเด็นในเรื่องของความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ส่วนญี่ปุ่นคงน้ำหนักไว้ที่ 10% เพราะกลุ่ม Technology เริ่มฟื้นตัวขึ้น ไม่มีปัญหาเรื่อง Supply Chain แล้ว และประเทศไทย 20%

 

สำหรับตราสารหนี้และตลาดเงิน 40% แบ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 20% เป็นตราสารหนี้ระยะกลางของเอกชนที่อยู่ในระดับ Investment Grade ประมาณ 10% ตลาดเงิน 10% ทอง น้ำมัน และ REIT รวมกันประมาณ 15% โดยเน้นไปที่ REIT เพราะอัตราดอกเบี้ยไม่น่าจะสูงไปกว่านี้มากนัก ในขณะที่อัตราเงินปันผลเฉลี่ยของ REIT ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 6% และได้สัญญาณบวกจากการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

The post มิถุนายนปรับพอร์ต ‘แนวตั้งรับ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครึ่งเดือนแรกดูสดใสกว่าครึ่งเดือนหลัง https://thestandard.co/investment-first-half/ Fri, 05 May 2023 04:20:25 +0000 https://thestandard.co/?p=785374 ภาวะการลงทุน

เดือนเมษายน จัดว่าเป็นเดือนพักผ่อนของประเทศไทย ทำให้วัน […]

The post ครึ่งเดือนแรกดูสดใสกว่าครึ่งเดือนหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาวะการลงทุน

เดือนเมษายน จัดว่าเป็นเดือนพักผ่อนของประเทศไทย ทำให้วันทำการมีน้อย ก็ย่อมจะเป็นเดือนที่ภาวะการลงทุนจะออกไปทางเรื่อยๆ ไม่หวือหวามาก โดยเฉพาะปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เบาบาง โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพียง 4.5 หมื่นล้านบาท 

 

เรามาดูกันว่าปัจจัยต่างประเทศมีอะไรบ้าง ลองตามไปดูกันว่ามีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง 

 

เริ่มจาก OPEC+ ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันขนานใหญ่ราว 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ไปจนถึงสิ้นปี ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี สหรัฐฯ รายงานตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมีนาคมใกล้เคียงตลาดคาด แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับเป้าหมายของ Fed ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มความน่าจะเป็นในการที่ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก และทำให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับเพิ่มอย่างรวดเร็ว 

 

ข่าวที่ดี น่าจะมาจากตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของจีน ขยายตัวที่ระดับ 4.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ดีกว่าคาดทั้งคู่ ส่วนยอดค้าปลีกในเดือนมีนาคมขยายตัว 10.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 7.5% อย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ว่าภาคอุปสงค์ภายในประเทศโดยเฉพาะภาคการบริโภคมีการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับปัจจัยในประเทศที่สำคัญ ททท. รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติประจำเดือนมีนาคมที่ระดับ 2.2 ล้านคน ดีขึ้น 5% จากเดือนก่อน และดีกว่าในเดือนมกราคม ถือเป็นการสะท้อนภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคมมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนทั้งสิ้นอยู่ที่ 2.7 แสนคน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 1.6 แสนคน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 73% และผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาส่งสัญญาณที่ยังคงนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป โดยยังคงเน้นย้ำว่ามุมมองของ ธปท. ตอนนี้อยู่ที่การสร้างเสถียรภาพทางด้านราคาและเสถียรภาพในระบบสถาบันการเงิน เพิ่มความเป็นไปได้ที่ กนง. จะมีการปรับเพิ่มดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนพฤษภาคมนี้

 

สำหรับภาวการณ์ลงทุนในเดือนพฤษภาคม สัปดาห์แรกคงเริ่มจากการประชุม FOMC วันที่ 3 พฤษภาคม ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีทิศทางที่ผ่อนคลายลง แต่ทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ยังคงเป็นไปตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ 

 

สำหรับประเด็นร้อนที่จะต้องเฝ้าติดตามก็คงปัญหาการขาดสภาพคล่องของธนาคารขนาดกลางและเล็กของสหรัฐฯ ที่ยังคงสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินของสหรัฐฯ ได้ ขณะที่ประเทศไทย ผมมองว่าในด้านตลาดหุ้นก็น่าจะคึกคักขึ้น จากความเชื่อว่าจะเกิดปรากฏการณ์ Election Rally ที่มักเกิดขึ้นก่อนหน้าการเลือกตั้งจริงราว 2 สัปดาห์ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดแรงเก็งกำไรในกลุ่มหุ้นได้ 

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปราว 1 สัปดาห์ อาจจะเกิดความผันผวนได้จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาที่อาจจะไม่สามารถก่อให้เกิดกรณีที่พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลสามารถรวมเสียงได้เกินกว่า 375 เสียง ทำให้สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจเลือกนายกฯ และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีจะต้องไปรวมผลคะแนนโหวตของ ส.ว. 250 เสียงอีกต่อหนึ่ง หากเป็นเช่นนี้ คาดว่าจะเห็นปรากฏการณ์ Sell on Fact ในตลาดหุ้นเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นได้ราว 1 สัปดาห์ คล้ายกับสถิติที่เคยเกิดขึ้นในอดีต 

 

ในฝั่งต่างประเทศนั้น คาดว่าพอมาถึงวันสุดท้ายของเดือนยังมีการประชุม กนง. รออยู่ในวันที่ 31 พฤษภาคม ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ไปอยู่ที่ 2.00% ดังนั้นครึ่งเดือนแรกจะค่อนไปทางดีกว่าช่วงครึ่งเดือนหลัง 

 

ถึงแม้ว่าภาพการลงทุนในประเทศไทยจะดูดีจากภาพการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว แต่สภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก และสถานการณ์ยูเครน-รัสเซียที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้เรายังคงจัดพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวัง สัดส่วนการลงทุนประมาณ 50% กระจายลงหุ้นไทย 20% และอีก 30% แบ่งเป็น สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ประเทศละ 10% เท่าๆ กัน อีก 50% ที่เหลือ แบ่งเป็นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น 20% เป็นตราสารหนี้ระยะกลาง โดยเน้นที่เป็นตราสารที่มีระดับความเสี่ยงที่สามารถลงทุนได้ Investment Grade ประมาณ 15% ที่เหลืออีก 15% แบ่งเป็น ทองคำ น้ำมัน และ REITs อย่างละเท่าๆ กัน 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ครึ่งเดือนแรกดูสดใสกว่าครึ่งเดือนหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งสัญญาณดีเดือนเมษายน https://thestandard.co/opinion-good-signals-april/ Fri, 07 Apr 2023 04:09:21 +0000 https://thestandard.co/?p=773956

สำหรับเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีเหตุการณ์มากมาย เนื้อในใจคว […]

The post ส่งสัญญาณดีเดือนเมษายน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำหรับเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีเหตุการณ์มากมาย เนื้อในใจความคงมีเรื่องหลักๆ อยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกเป็นประเด็นของสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ถ้าเล่าเรื่องยาวก็คือกรรมเก่า แต่ถ้าเรื่องสั้นก็เป็นเรื่องสภาพคล่อง เรื่องที่สองก็คงเป็นเรื่องของแนวรบหลักของผู้ดูแลเศรษฐกิจในแต่ละประเทศกำลังเผชิญกันอยู่ คือ ภาวะเงินเฟ้อและความกังวลที่มีต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่พยายามจะให้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป (Soft Landing) เรื่องที่สามอันนี้ก็เป็นเรื่องในประเทศของเรา ซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งมาดูกันว่าอะไรมาดึงหรือมาฉุดเศรษฐกิจกันแน่ เกริ่นมาหลายบรรทัดแล้ว ก็ตามมาดูเนื้อหากันเลยครับ

 

เรามาเริ่มเรื่องปัญหาระบบสถาบันการเงินโลกกันเลย โดยเริ่มที่ธนาคาร SVB ที่เกิดปัญหาสภาพคล่องจากปัญหาคนแห่ถอนเงิน (Bank Run) ตามมาด้วยการสั่งปิดธนาคาร แถมมีการสั่งปิดเพิ่มอีกธนาคารคือ Signature Bank จากปัญหาที่คนกังวลเรื่องผลขาดทุนของธนาคารนำเงินฝากไปลงทุนในตราสารหนี้ และมีผลขาดทุน (Realized Loss) จากการที่ถูกบังคับให้ขายตราสารในราคาขาดทุน เพื่อนำเงินมาคืนผู้ฝากเงินจากภาวะดอกเบี้ยตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก จนสุดท้ายรัฐบาล ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสถาบันประกันเงินฝากของสหรัฐฯ ได้เข้าไปอุ้มผู้ฝากเงิน และอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดเพื่อพยุงความเชื่อมั่นของตลาด และป้องกันไม่ให้ปัญหาลามไปยังธนาคารอื่นๆ ตามมาด้วยธนาคาร Credit Suisse (CS) ที่มีปัญหาแต่เดิมอยู่แล้ว จนท้ายสุดทางการสวิตเซอร์แลนด์ได้สั่งให้ควบรวมกับธนาคาร UBS จากที่ธนาคารกลางได้เข้ามาแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดค่อยๆ คลายความกังวล 

 

จะพบว่าในช่วงหลังธนาคารกลางส่วนใหญ่จะพยายามเข้าอุ้มสถาบันการเงินที่มีปัญหาอย่างรวดเร็วและไม่ปล่อยให้ปิดตัวลงพร้อมกับหนี้สินมากมาย เพราะจากบทเรียนที่ผ่านมา การปล่อยให้ล้มไปตามธรรมชาติกลับก่อให้เกิดปัญหามากมายที่ต้องแก้ไขทั้งในด้านการเงินและรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นทุนมหาศาล ทำให้เลือกที่จะเข้าจัดการเองทันทีและรวดเร็ว 

 

ส่วนที่ผมพูดถึงกรรมเก่าที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือ ธนาคารเหล่านี้ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกธุรกิจเกิดใหม่ Start-up และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ซึ่งประสบปัญหาอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จุดร่วมเหล่านี้ก็เริ่มมาปะทุเอาช่วงที่ต้นทุนการเงินปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้แผนธุรกิจเดิมเริ่มมีปัญหา และนำมาซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ 

 

หันมาดูอีกด้านหนึ่งของประเทศที่เป็นศูนย์กลางปัญหาเศรษฐกิจของโลก ณ ตอนนี้คือ สหรัฐฯ หลังจากจัดการกับปัญหาธนาคารได้ ก็หันมาจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจแบบกัดฟันสู้ โดย Fed ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 4.75-5% แต่ก็ส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว ท่ามกลางความกังวลจากปัญหาสถาบันการเงิน ทำให้คาดกันว่าจะเกิดภาวะการชะลอปล่อยสินเชื่อ (Credit Tightening) จากเงินฝากลดลง และธนาคารเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้ ส่งผทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างก็คาดการณ์ไปในทางเดียวกันว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็น่าจะใกล้ถึงจุดสิ้นสุด และอาจจะมีนัยไปถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าได้ ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้น

 

มาถึงประเทศไทย ก็ต้องพูดแบบตรงไปตรงมาว่าการท่องเที่ยวเป็นพระเอกตัวจริง ระดับราคาค่าห้องพักโรงแรมปรับตัวสูงขึ้นไปกว่าช่วงก่อนโควิดแล้ว ไม่นับรวมค่าจ้างของบุคลากรและค่าขนส่งโลจิสติกส์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวก็ปรับขึ้นแซงจุดสูงสุดในอดีตไปหมดแล้ว รวมๆ ก็น่าจะพอสู้ได้ 

 

สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นช่วงกลางเดือนพฤษภาคมก็น่าจะเป็นสีสันที่ดีต่อบรรยากาศการลงทุนในไทย ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นในช่วงสั้นๆ ห้ามหวังยาวนะครับ 

 

ส่วน กนง. ก็ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้อีก 0.25% ขึ้นมาเป็น 1.75% ซึ่งมองว่าอาจจะเป็นระดับสูงสุดของปีนี้ อย่างไรก็ตามยังมีการระบุถึงความกังวลที่มีต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเงินเฟ้อพื้นฐาน พร้อมมีการปรับเพิ่มคาดการณ์การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และสมมติฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้บรรยากาศการลงทุนในเดือนเมษายนน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี

 

สิ่งที่ต้องจับตาและนักลงทุนให้ความสำคัญ คือ ความกังวลเรื่องสภาพคล่องของธนาคารอื่นๆ เพิ่มเติม หลังจากที่ Silvergate Bank, Signature Bank, SVB และ CS โดยตลาดน่าจะคลายกังวลหลังทางการออกมาให้ความเชื่อมั่น เสริมสภาพคล่อง และรับประกันเงินฝากของธนาคาร ตามมาด้วยตัวเลข Manufacturing PMI (ดัชนีที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้สภาวะทางเศรษฐกิจของภาคการผลิต) ที่เริ่มขยับตัวขึ้นเล็กน้อยโดยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีน อินเดีย ไทย เวียดนาม ที่อยู่เกิน 50 ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ ญี่ปุ่น ยังอยู่ต่ำกว่า 50 ส่วนตัวเลข Service PMI (ดัชนีที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้สภาวะทางเศรษฐกิจของภาคบริการ) ได้ปรับตัวขึ้นเกิน 50 ทั้งกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

 

สำหรับมุมมองการลงทุนในเดือนเมษายน เรื่องของการแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ว่าภาพในประเทศไทยจะดูดี แต่ก็ประมาทไม่ได้ โดยพอร์ตคงน้ำหนักการลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น 20% และตราสารหนี้เอกชนระยะกลางเน้นที่มีระดับความเสี่ยงที่สามารถลงทุนได้ Investment Grade ประมาณ 15% อีก 15% แบ่งเป็นทองคำ น้ำมัน และ REITs อย่างละเท่ากัน สำหรับที่เหลืออีก 50% ลงในหุ้น แบ่งเป็นหุ้นไทย 20% และอีก 30% แบ่งเป็นสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ประเทศละ 10% เท่าๆ กัน

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post ส่งสัญญาณดีเดือนเมษายน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ ไทยลดลงเร็วกว่าสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจโตช้า อุปสงค์อ่อนแอ https://thestandard.co/thai-inflation-and-economic/ Mon, 01 Aug 2022 11:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=661206 เงินเฟ้อไทย

ภาพรวม เงินเฟ้อ และตลาดในเดือนกรกฎาคมอยู่ในโหมดฟื้นตัว […]

The post เงินเฟ้อ ไทยลดลงเร็วกว่าสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจโตช้า อุปสงค์อ่อนแอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อไทย

ภาพรวม เงินเฟ้อ และตลาดในเดือนกรกฎาคมอยู่ในโหมดฟื้นตัว โดยปรับตัวลงในช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม หลังตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาเดือนมิถุนายนออกมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 ทำจุดสูงสุดต่อเนื่องในรอบ 41 ปี และสูงกว่าคาดที่ร้อยละ 8.8 ทำให้ Fed Funds Futures ปรับการคาดการณ์ว่า Fed มีโอกาสจะขึ้นดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 1.0 ในการประชุมปลายเดือนกรกฎาคม และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากสัญญาณการกลับตัวของเส้นอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล หรือดูจากส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี กับ 2 ปี ที่ติดลบมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ตลาดก็กังวลเรื่องวิกฤตพลังงานในยุโรป และปัญหาอสังหาในจีนที่ผู้บริโภคมีการประท้วงไม่จ่ายค่างวดสำหรับอสังหาที่ยังสร้างไม่เสร็จด้วย นักลงทุนจึงมีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ได้แก่ หุ้น คริปโตเคอร์เรนซี และสินค้าโภคภัณฑ์ และโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย คือ พันธบัตรรัฐบาล และเงินสหรัฐฯ สำหรับ Dollar Index แข็งค่าขึ้นร้อยละ 1.7 จากเดือนที่ผ่านมา และหากนับจากต้นปี ค่าเงินสหรัฐฯ ก็แข็งค่ากว่าร้อยละ 13.6 หลังยูโรต่อดอลลาร์ (อ่อนลงร้อยละ 10 จากต้นปี) ดอลลาร์ต่อเยน (อ่อนลงร้อยละ 20 จากต้นปี) และปอนด์ต่อดอลลาร์ (อ่อนลงร้อยละ 11 จากต้นปี)


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นถึงโครงสร้างด้านพลังงานในยุโรป เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวมได้มีการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคม หลังสหรัฐฯ รายงานตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อ สำรวจโดย University of Michigan เดือนกรกฎาคมปรับตัวลงเป็นร้อยละ 2.8 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 1 ปี และลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ร้อยละ 3.1 ทำให้ตลาดคลายกังวล และปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เหลือแค่ร้อยละ 0.75 สำหรับการประชุมในเดือนกรกฎาคม ซึ่งท้ายสุดแล้วผลการประชุมก็ออกมาตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ และมีแนวโน้มที่เปลี่ยนไปจากเดิมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจ โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะยังคงมีอย่างต่อเนื่องเพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อ และ Fed ได้เห็นถึงการชะลอตัวลงบ้างในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภค 

 

นอกจากนี้ การที่รัสเซียกลับมาส่งออกก๊าซธรรมชาติผ่านท่อ Nord Stream 1 และอนุญาตให้ยูเครนส่งออกข้าวสาลีผ่านทางเรือในทะเลดำ โดยแลกกับที่ยุโรปปลด Sanction ให้กับธนาคารรัสเซียในส่วนของการเทรดอาหารและปุ๋ย ทำให้ตลาดคลายกังวลเรื่องวิกฤตพลังงานไปได้ส่วนหนึ่ง 

 

สินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัยปรับตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคม โดยดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวขึ้นร้อยละ 3.5 ในเดือนกรกฎาคม (ถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2022) โดยดัชนีรายภูมิภาคมีทั้งบวกและลบตามปัจจัยเฉพาะตัว ได้แก่ ดัชนี MSCI Asia ex Japan (ลดลงร้อยละ 1.7), MSCI Europe (ลดลงร้อยละ 2.2) และ MSCI USA (เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9) 

 

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นร้อยละ 0.07 เป็นร้อยละ 3.02 สะท้อนการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในขณะที่พันธบัตรระยะยาว อายุ 10 ปี กลับปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 0.22 เป็นร้อยละ 2.80 สะท้อนความกังวลต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ ปรับตัวลงร้อยละ 4.8 เพราะนักลงทุนมองว่าค่าเงินสหรัฐฯ ที่แข็งค่า และการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ทองคำมีความน่าสนใจน้อยลง ในส่วนของราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงร้อยละ 7.5 เทียบกับเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดกังวลเรื่องอุปสงค์น้ำมันที่ชะลอตัวจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น และการแข็งค่าของค่าเงินสหรัฐฯ ทำให้การซื้อน้ำมันในรูปสกุลอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินสหรัฐฯ มีราคาแพงขึ้นด้วย 

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยเดือนกรกฎาคมปรับตัวลดลงร้อยละ 0.5 (วันที่ 1-25 กรกฎาคม) ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ลดลงร้อยละ 0.28 มาอยู่ที่ร้อยละ 2.61 เพราะตลาดปรับมุมมองตามตลาดสหรัฐฯ ว่าเงินเฟ้อกำลังจะผ่านจุดสูงสุด และเริ่มสะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้น หลัง Fed เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับตัวลงเร็วกว่าสหรัฐฯ จากภาพรวมอุปสงค์ที่อ่อนแอกว่าและเศรษฐกิจโตช้ากว่า ค่าเงินบาทเทียบค่าเงินสหรัฐฯ ยังอ่อนค่าต่อเนื่องอีกร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา เป็น 36.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตามทิศทาง Dollar Index ที่แข็งค่า โดยนักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทย 1.8 พันล้านบาท แต่มีสถานะขายสุทธิตลาดตราสารหนี้ไทย 1.5 พันล้านบาท

 

ส่วนมุมมองการลงทุนในเดือนสิงหาคม ยังเน้นให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไว้ประมาณร้อยละ 40-50 มีมุมมองเป็นกลางต่อตลาดหุ้นจากมาตรการที่รัดกุมของธนาคารกลางและสงครามในยูเครน และคงน้ำหนักการลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ร้อยละ 35 และตราสารหนี้ระยะยาวที่ร้อยละ 5 เพราะมีมุมมองที่เป็นลบต่อพันธบัตรจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง ยกเว้นตราสารหนี้ระยะยาวที่มีมุมมองเป็นบวก เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย ทำให้อัตราเงินเฟ้อและผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวมีแนวโน้มลดลง สุดท้าย สินทรัพย์ทางเลือก ได้แก่ ทอง น้ำมัน และ REITs ควรจะลงทุนร้อยละ 10-15 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อจะคงอยู่ในระดับที่สูงเป็นระยะเวลานาน 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post เงินเฟ้อ ไทยลดลงเร็วกว่าสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจโตช้า อุปสงค์อ่อนแอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การกลับมาของตลาดหุ้นเอเชีย ไทย ญี่ปุ่น และจีน https://thestandard.co/return-of-asian-stock-markets-thailand-japan-and-china/ Thu, 02 Jun 2022 05:16:23 +0000 https://thestandard.co/?p=637029 ตลาดหุ้นเอเชีย

ภาพรวมการลงทุนในเดือนพฤษภาคม ยังอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ […]

The post การกลับมาของตลาดหุ้นเอเชีย ไทย ญี่ปุ่น และจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นเอเชีย

ภาพรวมการลงทุนในเดือนพฤษภาคม ยังอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงบนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่มาจากปัญหารัสเซียกับยูเครนซึ่งยังคงยืดเยื้อ และปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงันจากการล็อกดาวน์ของจีนภายใต้นโยบาย Zero COVID ขณะที่นักลงทุนยังมีความกังวลต่อการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย 

 

นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยอดซื้อบ้าน และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ต่างก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว อีกทั้งหลายๆ บริษัทในสหรัฐฯ เริ่มมีการปรับลดประมาณการยอดขาย และกำไรปีนี้ลงจากผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่อต้นทุนการผลิตและยอดขายด้วย 

 

ดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวลดลงร้อยละ 3.6 ในเดือนพฤษภาคม โดยลงในทุกภูมิภาคคือ MSCI Asia ex Japan (ลดลงร้อยละ 5) MSCI Europe (ลดลงร้อยละ 2) และ MSCI USA (ลดลงร้อยละ 4) เป็นผลมาจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้เม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดหุ้นวิ่งกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย จนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีปรับลดลงถึงร้อยละ 0.24 เป็นร้อยละ 2.48 และรุ่นอายุ 10 ปีปรับตัวลดลงร้อยละ 0.06 เป็นร้อยละ 2.77 ขณะที่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำปรับตัวลงร้อยละ 2.5 ในส่วนของราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 ในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากนักลงทุนต่างกังวลต่อการตึงตัวของอุปทานจากการที่รัสเซียจะถูกยุโรปคว่ำบาตรด้านพลังงาน 

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยเดือนพฤษภาคมปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 2-3 ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นร้อยละ 0.1 เป็นร้อยละ 2.94 ตามทิศทางเดียวกับ สหรัฐฯ ที่ยังคงเป็นผลมาจากความกังวลเรื่องการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เพื่อสกัดเงินเฟ้อ นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทย 1 หมื่นล้านบาท และมีสถานะซื้อสุทธิตลาดตราสารหนี้ไทย 3 หมื่นล้านบาท

 

สำหรับมุมมองของผมในเดือนมิถุนายนนี้ ผมมีมุมมองเดิมกับตลาดหุ้นทั่วโลก นั่นคือการเปิดเมืองยังทำให้ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น และกำไรสุทธิก็ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2565 โดยเฉพาะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ญี่ปุ่น จีน ไทย และเวียดนาม โดยดัชนีหุ้นในประเทศที่มีน้ำหนักอยู่ในกลุ่มวัฏจักร และกลุ่มหุ้นคุณค่าเป็นหลักจะสามารถทนทานต่อสภาวะแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย มากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีน้ำหนักสูงในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มเติบโตสูง 

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าการเริ่มกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน จากการทยอยคลายล็อกดาวน์ในเขตเซี่ยงไฮ้ และรัฐบาลจีนเดินหน้าอัดฉีดลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งการเดินหน้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเราเห็นได้จากธนาคารกลางจีน (PBoC) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 5 ปี อยู่ที่ระดับร้อยละ 4.45 จากเดิมที่ระดับร้อยละ 4.6 ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ PBoC เริ่มทำการกำหนดอัตราดอกเบี้ยใหม่ในปี 2019 การดำเนินนโยบายเหล่านี้เป็นการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ตลาดหุ้นจีนเริ่มน่าสนใจมากขึ้น 

 

ผมสรุปง่ายๆ คือ ตลาดหุ้นไทยและญี่ปุ่นมีความน่าสนใจจากแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้ GDP ของทั้งสองประเทศเติบโต รวมถึงค่าเงินเยนและบาทที่เริ่มกลับมาแข็งค่าหลัง Dollar Index เริ่มอ่อนตัว ขณะที่ตลาดหุ้นจีนกำลังเริ่มกลับมาดึงความน่าสนใจอีกครั้งจากการใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจหลังคลายมาตรการล็อกดาวน์ 

 

ด้านสินทรัพย์ตราสารหนี้ก็ยังคงภาพเดิม คือเน้นที่ตราสารหนี้ระยะสั้น สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงอาจถึงจุดในการเพิ่มพอร์ตการลงทุน หลังมีนักวิเคราะห์เริ่มคาดการณ์ถึงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากขึ้น และ ณ ระดับอัตราผลตอบแทนร้อยละ 3 ของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี นั่นก็เป็นระดับที่นักลงทุนส่วนใหญ่พึงพอใจในการเข้าซื้อพันธบัตรในส่วนของสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ และน้ำมัน ยังคงแนะนำให้มีติดพอร์ตบ้าง โดยเฉพาะน้ำมันเพราะสถานการณ์ รัสเซียกับยูเครน และประเด็นการตอบโต้ทางการค้าต่อรัสเซียยังเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันแกว่งตัวในระดับบนต่อไป และอีกหนึ่งสินทรัพย์คือ REITs ก็ยังมีติดพอร์ตเช่นกันครับ 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post การกลับมาของตลาดหุ้นเอเชีย ไทย ญี่ปุ่น และจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>