คมปทิต คงศักดิ์ศรีสกุล, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/kompathit-s/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 03 Feb 2024 07:50:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไมสหรัฐฯ ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 บินตรงจากสหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในซีเรีย-อิรัก https://thestandard.co/us-airplane-bomber-b1/ Sat, 03 Feb 2024 07:50:05 +0000 https://thestandard.co/?p=895705

บ่อยครั้งการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายของสหรัฐฯ ในตะวันออ […]

The post ทำไมสหรัฐฯ ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 บินตรงจากสหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในซีเรีย-อิรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

บ่อยครั้งการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง เรามักเห็นการเลือกใช้เครื่องบินขับไล่ที่บินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินหรือฐานทัพของพันธมิตร หรือใช้เรือพิฆาตในทะเลยิงจรวดร่อนถล่มเป้าหมาย แต่ปฏิบัติการล่าสุดที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีฐานกลุ่มติดอาวุธในซีเรียและอิรักเมื่อคืนวันศุกร์ (2 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่นนั้น มีเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล B-1 Lancer รวมอยู่ด้วย และเป็นกำลังหลัก อะไรคือเหตุผล?

 

“B-1 สามารถบรรทุกอาวุธได้เยอะและบินได้ไกล สามารถบินตรงจากสหรัฐฯ เพื่อไปโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ทำให้มีความเสี่ยงต่ำกว่า แต่สร้างอานุภาพการทำลายได้เยอะกว่า ในขณะที่เครื่องบินขับไล่ F-18 และ F-16 บรรทุกอาวุธได้จำกัด และต้องเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศกลางทาง ส่วนในกรณี F-18 ก็ต้องบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินที่แล่นเข้าไปในระยะที่ปฏิบัติการได้ ซึ่งหมายถึงต้องเข้าไปในน่านน้ำซีเรียและอิรัก อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตี” อนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์ทางทหารอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ให้ความเห็นกับ THE STANDARD 

 

สำหรับการโจมตีครั้งนี้ สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า เพื่อตอบโต้กรณีที่ทหารอเมริกันถูกโดรนโจมตีเสียชีวิตและบาดเจ็บที่ฐานทัพในจอร์แดน ซึ่งหลังเกิดเหตุ ขบวนการต่อต้านเพื่ออิสลาม (Islamic Resistance Movement) ออกมาอ้างความรับผิดชอบ โดยกลุ่มติดอาวุธนี้มีฐานอยู่ในอิรักและซีเรีย และมีกองกำลังกุดส์ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญ

 

ด้านกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) และเพนตากอน เผยว่า การโจมตีระลอกนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น โดยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 บินตรงจากสหรัฐฯ แบบไม่มีแวะจอด สามารถถล่มเป้าหมายกว่า 85 แห่งใน 7 พื้นที่ ใช้เวลาปฏิบัติการเพียง 30 นาที และได้แจ้งให้อิรักทราบล่วงหน้า ส่วนอิหร่านนั้นไม่มีการติดต่อสื่อสารใดๆ นับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีในจอร์แดน

 

ภาพ: Douglas C. Brunelle / Courtesy of U.S. Air Force / Getty Images

The post ทำไมสหรัฐฯ ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 บินตรงจากสหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในซีเรีย-อิรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนมีทางเลือกอะไรบ้างในการตอบโต้กลุ่มติดอาวุธที่โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน https://thestandard.co/biden-says-he-has-decided-us-response-to-jordan-attack/ Wed, 31 Jan 2024 08:41:04 +0000 https://thestandard.co/?p=894356

จากเหตุโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ที่ทำให้ทหารอเมร […]

The post ไบเดนมีทางเลือกอะไรบ้างในการตอบโต้กลุ่มติดอาวุธที่โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากเหตุโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ที่ทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 3 นายนั้น ทำให้ โจ ไบเดน ถูกกดดันจากนักการเมืองให้ออกมาตรการตอบโต้ ล่าสุดไบเดนตอบนักข่าวว่า เขาตัดสินใจแล้วว่าจะตอบโต้อย่างไร แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียด และนี่คือ 3 ออปชันที่ผู้นำสหรัฐฯ อาจเลือก

 

 

The post ไบเดนมีทางเลือกอะไรบ้างในการตอบโต้กลุ่มติดอาวุธที่โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขั้วการเมืองที่ 3 และผลเลือกตั้งไต้หวันที่อาจ ‘เป็นใจ’ ให้จีน https://thestandard.co/taiwan-election-result-might-support-china/ Thu, 18 Jan 2024 06:04:26 +0000 https://thestandard.co/?p=889166 เลือกตั้งไต้หวัน

พรรคหมินจิ้นตั่ง (DPP) ไม่ได้ชนะถล่มทลาย พรรคกั๋วหมินตั […]

The post ขั้วการเมืองที่ 3 และผลเลือกตั้งไต้หวันที่อาจ ‘เป็นใจ’ ให้จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งไต้หวัน

พรรคหมินจิ้นตั่ง (DPP) ไม่ได้ชนะถล่มทลาย

พรรคกั๋วหมินตั่ง (KMT) ไม่ได้แพ้ราบคาบ

และพรรคไถวันหมินจ้งตั่ง (TPP) ทำได้ดีเกินคาด

 

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้การเมืองไต้หวันดูมีสีสัน และเป็นไปได้ที่อาจทลายกำแพงการเมืองสองขั้วจากสองพรรคการเมือง ‘สถาบัน’ ที่ยืนหยัดมานานกว่า 2 ทศวรรษ 

 

อีกด้านหนึ่ง แม้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะไม่เข้าทางจีนเต็มร้อย แต่ก็ไม่ถึงกับ ‘หายนะ’ หรือสร้างความกระวนกระวายร้อนใจให้ปักกิ่งอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

 

ตรงกันข้าม การก้าวขึ้นมาอย่างโดดเด่นของขั้วการเมืองที่ 3 ในไต้หวัน อาจทำให้จีนมีความหวังมากขึ้นที่จะมีพรรคใหม่มาต่อกรกับหมินจิ้นตั่ง

 

ซึ่งนั่นอาจถือเป็นสัญญาณบวกหรือข่าวดีที่สถานการณ์บนช่องแคบไต้หวันอาจไม่ตึงเครียดกว่าที่เป็นอยู่ (อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีชนวนใหม่)

 

มีหลายแง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสายความมั่นคงยกเป็น ‘ตัวแปรชี้ชะตาโลก’ เราจึงชวน ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาวิเคราะห์ต่อในห้วงเวลาที่ช่องแคบไต้หวันปกคลุมไปด้วยบรรยากาศความไม่แน่นอนทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง 

 

ขั้วการเมืองที่ 3 ทางเลือกคนรุ่นใหม่

 

ดร.อาร์ม มองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สร้างเซอร์ไพรส์ว่าพรรคทางเลือกที่ 3 อย่าง TPP ของเคอเหวินเจ๋อ (柯文哲) ได้คะแนนจากโหวตเตอร์มากกว่าผลโพลหลายสำนักก่อนหน้าเปิดคูหา ด้วยจำนวนคนที่กาให้ 26.46% หรือ 3,690,466 เสียง แถมพรรคของเขายังเบียดแย่งที่นั่งในสภานิติบัญญัติได้ 8 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าทำผลงานได้ดีขึ้นเกินคาด และทำให้สปอตไลต์สาดส่องมาที่พรรคสีฟ้าอมเขียวนี้ พร้อมกับคำถามว่า ไต้หวันจะมีขั้วการเมืองที่ 3 ที่มีความสามารถในการแข่งขัน (Competitive) อย่างจริงจังแล้วหรือไม่

 

ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง พรรค TPP ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นคนหนุ่มสาวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะทางเลือกสายกลางที่ไม่มีนโยบายประกาศเอกราช แต่ก็ไม่รวมชาติกับจีน ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากกว่า หรือมากพอๆ กับปัญหาความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบกับจีนแผ่นดินใหญ่

 

ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ปรากฏว่าคนที่สนับสนุนพรรค TPP ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจมีความลังเลชั่งใจจนถึงนาทีสุดท้าย และหันไปเทคะแนนให้ DPP เพราะส่วนหนึ่งคิดว่า TPP คงไม่มีทางชนะ และถ้าให้เลือกระหว่าง DPP กับ KMT พวกเขายังเลือก DPP มากกว่า 

 

แต่มีแนวโน้มที่ TPP จะขึ้นมาแข่งขันกับสองขั้วการเมืองเดิมในอนาคต และทำให้คะแนนเสียงคู่คี่สูสีระหว่าง 3 พรรคใหญ่ จนเกิดสัดส่วนคะแนนโหวต 30-30-30 จากผลการเลือกตั้งปัจจุบันที่อยู่ที่ 40-30-20 ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับผลงานในฐานะฝ่ายค้านของ TPP ในช่วง 4 ปีข้างหน้านี้ด้วย ซึ่ง ดร.อาร์ม เชื่อด้วยว่า TPP มีโอกาสที่จะแซง KMT ขึ้นมาเป็นขั้วตรงข้ามของ DPP ในอนาคตก็เป็นได้

 

DPP ครองเก้าอี้ผู้นำ 3 สมัยติด แต่เป็นชัยชนะที่ไม่สวยหรู

 

อีกแง่มุมที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการที่หมินจิ้นตั่งสามารถครองอำนาจฝ่ายบริหารได้ 3 สมัยติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงในปี 1996 

 

เมื่อดูผิวเผินอาจมองเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ จากเดิมที่กั๋วหมินตั่งและหมินจิ้นตั่งมักจะผลัดกันครองอำนาจคนละ 8 ปี ทว่าเมื่อลงลึกในรายละเอียดจะเห็นว่าแคนดิเดตพรรคอย่าง ไล่ชิงเต๋อ (賴清德) ได้คะแนนเสียงลดลงเหลือเพียง 40.05% (5,586,019 เสียง) จากที่ไช่อิงเหวินเคยชนะถล่มทลายได้คะแนนเกิน 50% ในปี 2020 

 

ดร.อาร์ม มองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนว่าคะแนนนิยมในพรรค DPP ลดลงชัดเจน ปัจจัยสำคัญคือถูกพรรคที่ 3 อย่าง TPP ดูดคะแนนไป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นคนวัยหนุ่มสาว โดยในอดีตคนที่ไม่เลือกพรรคน้ำเงิน (KMT) ก็จะต้องเลือกพรรคเขียว (DPP) เพราะไม่มีทางเลือกอื่น แต่ในเวลานี้พวกเขามีทางเลือกที่ 3 เกิดขึ้นมา 

 

ขณะเดียวกัน ดร.อาร์ม ชวนตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การที่รอบนี้ไล่ชิงเต๋อ ผู้สมัคร DPP ได้คะแนนโหวตไปถึง 40% ส่วนหนึ่งอาจมาจากคะแนนเสียงของโหวตเตอร์ตรงกลางหรือผู้สนับสนุน TPP ที่แต่เดิมตั้งใจจะเลือก TPP แต่คิดว่า TPP คงไม่ชนะ จึงตัดสินใจกาให้ DPP แต่ถ้าในอนาคต TPP สามารถก้าวขึ้นมาเป็นอีกขั้วการเมืองที่เด่นชัดได้สำเร็จและมีโอกาสชนะ ก็มีแนวโน้มเช่นกันที่ TPP จะดูดคะแนนจาก DPP ได้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้การแข่งขันของ 3 พรรคสูสีมากขึ้น

 

นอกจากสนามเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ DPP ได้คะแนนลดลงแล้ว DPP ยังไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติด้วย โดยได้จำนวน สส. เพียง 51 ที่นั่ง ไม่ถึงเกณฑ์เกินครึ่งหนึ่งที่กำหนด (57 ที่นั่งขึ้นไปจาก 113 ที่นั่ง) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 ที่พรรคที่ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภา

 

เมื่อเทียบจำนวนที่นั่งกับการเลือกตั้งครั้งก่อน DPP ได้เก้าอี้ สส. ลดลงถึง 11 ที่นั่ง จากที่เคยได้ 62 ที่นั่ง ถือว่าทำผลงานได้ตกลงเช่นกัน

 

การที่ DPP ไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติก็จะทำให้การบริหารหลังจากนี้ยากลำบากมากขึ้นด้วย ซึ่ง ดร.อาร์ม มองว่ารัฐบาลของหมินจิ้นตั่งคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนในเรื่องจีน-ไต้หวันแบบพลิกฝ่ามือได้ เช่น การประกาศเอกราช หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการผ่านงบทหารก็อาจเผชิญกับอุปสรรคมากขึ้นเช่นเดียวกัน

 

ขณะเดียวกันหมินจิ้นตั่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับพรรคอื่นมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะกับ TPP ดังนั้นพรรคจึงอาจลดความร้อนแรงลงเพื่อเสาะหาการประนีประนอมมากขึ้น มีบางเรื่องที่ TPP อาจร่วมมือกับ KMT แต่ก็มีบางเรื่องที่ TPP กับ DPP อาจร่วมมือกัน เช่น ในเรื่องนโยบายที่ตอบสนองคนรุ่นใหม่

 

ซึ่งไล่ชิงเต๋อก็ประกาศแล้วว่าจะศึกษานโยบายของพรรคคู่แข่ง รวมถึงจะแต่งตั้งคนของพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลด้วย

 

กับคำถามว่า จีนจะแข็งกร้าวต่อรัฐบาลไต้หวันเช่นเดิมหรือไม่ แม้ว่า DPP จะผลักดันกฎหมายต่างๆ ได้ยากขึ้นในสภาที่ไม่ได้ครองเสียงข้างมาก ดร.อาร์ม ให้ความเห็นว่า จีนจะยังคงรักษาท่าทีที่แข็งกร้าวในระดับเดียวกับสมัยรัฐบาลไช่อิงเหวิน หรือยกระดับขึ้นต่อไล่ชิงเต๋อ แต่ไม่น่าจะไปถึงจุดที่มีสงคราม (จากปัจจัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน) แน่นอนว่าจีนยังคงต้องรักษานโยบายที่แข็งกร้าวหรือดุดันไว้ มิเช่นนั้นก็เหมือนส่งสัญญาณให้คนไต้หวันรู้ว่าจีนยอมผ่อนปรนต่อ DPP 

 

แต่หากว่าในอนาคตมีความเสี่ยงของสงครามเพิ่มขึ้นภายใต้รัฐบาลไล่ชิงเต๋อ และประชาชนเริ่มหวาดกลัวสงคราม ก็มีโอกาสที่คะแนนจากคนรุ่นใหม่จะไหลไปที่ TPP มากขึ้นอีก เพราะถ้าถามคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ แม้พวกเขาไม่ได้ต้องการรวมชาติกับจีน ไม่อยากสนิทกับจีน แต่ก็ไม่เข้าใจถึงเหตุจำเป็นที่ต้องไปยั่วยุ เป็นศัตรูกับจีน หรือทำให้เกิดความเสี่ยงของสงคราม 

 

ผลงานกั๋วหมินตั่งไม่แย่เสียทีเดียว

 

ในฐานะพรรคการเมืองเก่าแก่ในเอเชีย วันนี้กั๋วหมินตั่งกำลังเผชิญแรงกดดันที่มากขึ้น โดยเฉพาะความท้าทายในการดึงดูดคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ ขณะที่พรรคชูนโยบายญาติดีกับจีน ที่ว่ากันตามตรงก็ไม่ถูกใจวัยรุ่นหัวก้าวหน้ามากนัก

 

ความปราชัยในสนามเลือกตั้งประธานาธิบดี 3 สมัยติด ทำให้พรรคต้องกลับมาตั้งหลักทบทวนและทำการบ้านใหม่ แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้า คู่แข่งของ KMT ก็คงไม่ได้มีเพียง DPP อีกต่อไปแล้ว แต่อาจมี TPP รวมอยู่ด้วย

 

แต่ผลเลือกตั้งที่ผ่านมา ดร.อาร์ม คิดว่ากั๋วหมินตั่งทำได้ดีในระดับหนึ่ง แม้ว่าโหวโหย่วอี๋ (侯友宜) จะพ่ายต่อไล่ชิงเต๋อชนิดที่คะแนนห่างกันมากกว่าผลโพลก่อนเลือกตั้ง โดยโหวโหย่วอี๋ได้ไป 33.49% (4,671,021 เสียง) ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 มกราคม

 

โดยสนามเลือกตั้ง สส. จะเห็นว่ากั๋วหมินตั่งประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งหลายพื้นที่ และสามารถเพิ่มที่นั่งในสภานิติบัญญัติได้ถึง 14 ที่นั่ง เป็น 52 ที่นั่ง จากเดิมที่มีอยู่เพียง 38 ที่นั่ง ซึ่งสะท้อนว่ามีคนจำนวนมากเลือก สส. กั๋วหมินตั่ง แต่ไม่เลือกแคนดิเดตประธานาธิบดีของกั๋วหมินตั่ง 

 

ดังนั้นปัญหาของกั๋วหมินตั่งรอบนี้จึงน่าจะอยู่ที่คะแนนนิยมในตัวผู้สมัครด้วย โดย ดร.อาร์ม ตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่ในเขตนิวไทเปที่โหวโหย่วอี๋ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีอยู่ก็ยังพ่ายแพ้

 

ผลเลือกตั้งไม่ใช่ฉากทัศน์ที่ ‘หายนะ’ สำหรับจีน

 

ในมุมมองของจีนนั้นย่อมมีความกังวล หาก DPP ที่มีนโยบายแข็งกร้าวมีท่าทีปฏิปักษ์และถูกปักกิ่งตีตราว่า ‘พวกแบ่งแยกดินแดน’  สามารถครองอำนาจเป็นรัฐบาลได้ยาวนาน ในขณะที่พรรคกั๋วหมินตั่งแทบจะดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่ได้เลย

 

แต่ในเมื่อครั้งนี้เป็นชัยชนะที่ ‘ไม่แลนด์สไลด์’ จึงดูเป็นสัญญาณบวกสำหรับจีน และอาจทำให้การตอบสนองด้วยมาตรการทางทหารและเศรษฐกิจต่อไต้หวันลดความเข้มข้นลงก็เป็นได้  

 

“อย่างน้อยมีพรรคที่ 3 เกิดขึ้นมา ที่สามารถดึงคะแนนคนรุ่นใหม่ และพรรคใหม่นี้ก็ไม่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์หรือเป็นศัตรูกับจีนเหมือนกับที่พรรค DPP เป็น” ดร.อาร์ม ให้ความเห็น

 

หลังผลเลือกตั้งออกมา ฝั่งจีนดูยังไม่ได้ขยับอะไรที่มีนัยสำคัญมากนัก นอกจากส่งเครื่องบินทหารและเรือจำนวนหนึ่งป้วนเปี้ยนรอบเกาะไต้หวัน และมีถ้อยแถลงจากกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนที่บอกว่า ผลเลือกตั้งไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป้าหมายการรวมชาติของจีนได้ และชัยชนะของ DPP ก็ไม่ใช่ตัวแทนกระแสหลักในสังคมไต้หวัน เนื่องจากมองว่าเป็นเพียงเสียงของประชาชน 40% เท่านั้น 

 

ถึงแม้มีอดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาเข้าพบแสดงความยินดีกับไช่อิงเหวินและไล่ชิงเต๋อ แต่ก็เป็นการพบแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งจีนก็มีการตอบโต้ในทางการทูต สถานการณ์โดยรวมจึงดูยังไม่ตึงเครียดไปจากเดิมนัก

 

และในการตอบนักข่าวล่าสุด โจ ไบเดน ก็เน้นย้ำอีกครั้งว่าสหรัฐฯ ไม่สนับสนุน ‘เอกราช’ ของไต้หวัน สอดคล้องกับหลักการจีนเดียวที่วอชิงตันยึดถืออยู่

 

อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การตอบโต้ผลเลือกตั้งด้วยกิจกรรมทางทหารของจีนบริเวณช่องแคบไต้หวันอาจมีขึ้นในช่วงก่อนหรือหลังพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของไล่ชิงเต๋อในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเราคงต้องจับตาดูกันต่อไป 

 

แต่บทสรุปเลือกตั้งไต้หวันรอบนี้ดูเหมือนจะเป็นใจให้จีนไม่น้อย เมื่อรัฐบาลไล่ชิงเต๋อจะไม่มีอำนาจเต็มที่ในการเปลี่ยนจุดยืนต่อจีน จากระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างเข้มข้นในสภานิติบัญญัติที่มี สส. KMT และ TPP รวมกันมากกว่า และการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้ยากขึ้นนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ด้วย อีกทั้งพรรคขั้วที่ 3 อย่าง TPP ก็สามารถดึงคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ในแบบที่จีนคาดหวังจากกั๋วหมินตั่งได้ยาก ขณะเดียวกันพรรคนี้ยังชิงฐานเสียงส่วนหนึ่งมาจาก DPP ด้วย

 

การเมืองบทใหม่ของไต้หวันเริ่มขึ้นแล้ว พัฒนาการหลังจากนี้จึงมีความน่าสนใจและจะเป็นตัวกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรายังไม่ได้รวมตัวแปรสำคัญนั่นคือ สหรัฐฯ ที่ปีนี้เป็นปีเลือกตั้งประธานาธิบดีเช่นกัน ซึ่งหากโดนัลด์ ทรัมป์กลับมาได้ ก็อาจทำให้สถานการณ์บนช่องแคบคาดเดาได้ยากกว่าเดิม

 

ภาพ: ShutterStock, Getty Images

The post ขั้วการเมืองที่ 3 และผลเลือกตั้งไต้หวันที่อาจ ‘เป็นใจ’ ให้จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งไต้หวัน 2024 : ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติไต้หวัน จับตาก๊กมินตั๋งจับมือ TPP ถ่วงดุลรัฐบาล DPP https://thestandard.co/no-party-gets-majority-legislative-yuan/ Sun, 14 Jan 2024 02:19:25 +0000 https://thestandard.co/?p=887534 เลือกตั้งไต้หวัน 2024

ถึงแม้ ไล่ชิงเต๋อ จากพรรคหมินจิ้นตั่ง (DPP) จะชนะเลือกต […]

The post เลือกตั้งไต้หวัน 2024 : ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติไต้หวัน จับตาก๊กมินตั๋งจับมือ TPP ถ่วงดุลรัฐบาล DPP appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งไต้หวัน 2024

ถึงแม้ ไล่ชิงเต๋อ จากพรรคหมินจิ้นตั่ง (DPP) จะชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 เหนือ โหวโหย่วอี๋ ผู้สมัครจากก๊กมินตั๋ง (KMT) แต่สำหรับสภานิติบัญญัตินั้น ปรากฏว่าไม่มีพรรคใดที่ได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง หรือ 57 ที่นั่งขึ้นไปจาก สส. ทั้งหมด 113 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004

 

ผลการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติไต้หวัน (Legislative Yuan) พรรคที่ได้จำนวนที่นั่งมากที่สุดเป็นก๊กมินตั๋ง 52 ที่นั่ง ตามมาด้วย DPP 51 ที่นั่ง และพรรคไถวันหมินจ้งตั่ง (TPP) ได้ 8 ที่นั่ง

 

เท่ากับว่า DPP ที่เคยครองเสียงข้างมากในสภานับตั้งแต่ปี 2016 สูญเสียที่นั่งไปมากถึง 11 ที่นั่ง จาก 62 ที่นั่ง เหลือ 51 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งเมื่อวานนี้ (13 มกราคม) และอาจส่งผลให้การผลักดันนโยบายและกฎหมายต่างๆ ของพรรค DPP และไล่ชิงเต๋อต่อจากนี้อาจยากลำบากมากขึ้น

 

ขณะที่คาดว่าพรรค KMT กับ TPP อาจหันมาเจรจาข้อตกลงจับมือกันเพื่อตรวจสอบและคานอำนาจรัฐบาลพรรค DPP

 

ด้านไล่ชิงเต๋อ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ กล่าวต่อผู้สนับสนุนว่า “ผลการเลือกตั้งครั้งนี้บอกกับเราว่าประชาชนคาดหวังรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็ง เราเข้าใจและเคารพความคิดเห็นของประชาชนเหล่านี้”

 

นอกจากนี้ ไล่ชิงเต๋อยังยอมรับว่า การที่ DPP ไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติรอบนี้สะท้อนว่าพรรคยังพยายามไม่มากพอ อย่างไรก็ตาม เขามองว่าไต้หวันต้องสร้างสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารและร่วมมือ และจะศึกษานโยบายของพรรคตรงข้ามอย่างระมัดระวัง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

ภาพ: Annice Lyn / Getty Images

อ้างอิง: 

The post เลือกตั้งไต้หวัน 2024 : ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติไต้หวัน จับตาก๊กมินตั๋งจับมือ TPP ถ่วงดุลรัฐบาล DPP appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป้าหมาย ‘รวมชาติ’ สารปีใหม่จากสีจิ้นผิง และนัยต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน https://thestandard.co/xi-jinping-and-taiwan-election/ Tue, 09 Jan 2024 04:44:57 +0000 https://thestandard.co/?p=885639

นับถอยหลังอีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ การเลือกตั้งประธานาธิบดีไ […]

The post เป้าหมาย ‘รวมชาติ’ สารปีใหม่จากสีจิ้นผิง และนัยต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับถอยหลังอีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ การเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันที่ทั่วโลกจับตากำลังจะเกิดขึ้น ท่ามกลางการขับเคี่ยวของสองพรรคใหญ่อย่างหมินจิ้นตั่ง หรือ DPP (พรรครัฐบาลปัจจุบัน) และกั๋วหมินตั่ง (KMT) รวมถึงพรรคทางเลือกที่ 3 อย่างไถวันหมินจ้งตั่ง (TPP) ที่มีโอกาสสอดแทรกขึ้นมาเป็นม้ามืด ขณะที่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะกำหนดภูมิทัศน์การเมืองโลกและความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบระหว่างปักกิ่งและไทเปอย่างมีนัยสำคัญว่าจะยกระดับความตึงเครียดขึ้นหรือผ่อนคลายลงตลอด 4 ปีข้างหน้า

 

แม้โพลล่าสุด ไล่ชิงเต๋อ รองประธานาธิบดีคนปัจจุบันและแคนดิเดตใหม่พรรค DPP ที่ได้รับการวางตัวต่อจากไช่อิงเหวินจะมีคะแนนนำอยู่ แต่ โหวโหย่วอี๋ นายกเทศมนตรีนิวไทเปจากกั๋วหมินตั่ง ที่มีนโยบายละมุนละม่อมกับจีนมากกว่า ก็ไล่ตามมาชนิดไม่ทิ้งห่างนัก ขณะที่โค้งสุดท้ายของการหาเสียง ผู้สมัครแต่ละพรรคต่างงัดแคมเปญประชันนโยบายว่าจะจัดการความสัมพันธ์หรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับจีนอย่างไร เพื่อเอาชนะใจโหวตเตอร์

 

นอกจากไต้หวันที่ประชาชนกำลังจะได้เข้าคูหาเพื่อกำหนดอนาคตตัวเองตามวิถีประชาธิปไตยแล้ว ฝั่งจีนเองก็เฝ้าจับตาสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งดังที่กล่าวไปแล้ว แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวจากปักกิ่งในช่วงเวลานี้ก็ถูกนักวิเคราะห์จับสัญญาณหรือนำไปตีความเชิงนัยถึงจุดยืนหรือท่าทีของปักกิ่งต่อการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

การรวมชาติกับไต้หวันเป็น ‘สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้’

 

ในคำกล่าวเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2024 หรือ 13 วันก่อนถึงวันเลือกตั้งไต้หวัน สีจิ้นผิงใช้ถ้อยคำน้ำเสียงที่ดูหนักแน่นเน้นย้ำอีกครั้งว่าการรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวันเป็น ‘สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทางประวัติศาสตร์’ แต่เขาคาดหวังว่าเป้าหมายนี้จะบรรลุผลในแนวทางสันติตามที่เคยกล่าวไว้ในหลายโอกาสก่อนหน้านี้ กระนั้นก็ตามสีจิ้นผิงก็ยังคงแง้มประตูไว้บานหนึ่งว่าจีนพร้อมใช้กำลังกับไต้หวันทุกเมื่อหากจำเป็น

 

ในอดีตจวบจนปัจจุบัน ผู้นำจีนหลายรุ่น รวมถึงสีจิ้นผิง มักเรียกไต้หวันว่า ‘ไถวันถงเปา’ (台湾同胞) ซึ่งแปลว่าพี่น้อง (ที่คลานตามกันมา) ไม่ใช่คนอื่นคนไกล หรือก็คือไต้หวันเป็นเพื่อนร่วมชาติ ซึ่งในคำกล่าววันปีใหม่ สีจิ้นผิงก็ใช้คำเรียกนี้อีกครั้ง โดยบอกว่าเพื่อนร่วมชาติจากสองฟากฝั่งของช่องแคบควรจับมือร่วมใจกัน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความรุ่งโรจน์แห่งช่วงเวลาการฟื้นฟูชาติจีน

 

แต่สื่อตะวันตกตั้งข้อสังเกตว่า ในคำแปลภาษาอังกฤษฉบับทางการ มีการใช้คำว่า ‘All Chinese’ ที่แปลว่า ‘คนจีนทั้งหมดทั้งปวง’ แทนคำว่า ‘Compatriots’ ที่แปลว่า ‘เพื่อนร่วมชาติ’ ตามสคริปต์ต้นฉบับภาษาจีนที่สีจิ้นผิงกล่าว

 

สำนักข่าว Xinhua ยังพาดหัวภาษาอังกฤษถึงคำกล่าววันปีใหม่ของสีจิ้นผิงบนเว็บไซต์ด้วยวลีว่า ‘จีนจะรวมชาติได้อย่างแน่นอน’ ซึ่งจากบริบทแวดล้อมในช่วงก่อนถึงวันเลือกตั้งเพียงไม่กี่วันนี้ ก็สะท้อนถึงโทนที่แข็งกร้าวขึ้นจากฝั่งจีน และอาจนำไปตีความได้ว่าจีนพยายามกดดันหรือเตือนไม่ให้ผลการเลือกตั้งนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มทวีขึ้น

 

มีคำกล่าวว่าการเลือกตั้งไต้หวันครั้งนี้จะเป็นการเลือกระหว่าง ‘สงครามหรือสันติภาพ’ เพราะจีนมองว่าพรรค DPP และไล่ชิงเต๋อ แคนดิเดตคนใหม่ เป็นพวก ‘แบ่งแยกดินแดน’ และมีแนวคิดปฏิปักษ์ แม้ว่าไล่ชิงเต๋อจะยืนกรานว่าไต้หวันไม่จำเป็นต้องประกาศแยกตัวเป็นเอกราชหรือเปลี่ยนชื่อทางการของไต้หวันจากสาธารณรัฐจีน (Republic of China) ก็ตาม ซึ่งการประกาศเอกราชนั้นจะเป็นการล้ำ ‘เส้นแดง’ ที่จีนขีดไว้ และถือเป็นการประกาศสงครามกับจีนนั่นเอง

 

จีนและไต้หวันนั้นมีมุมมองต่างกัน ฝั่งจีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนมาตลอด และจีนคือจีนเดียว แบ่งแยกไม่ได้ ขณะที่ฝั่งไต้หวันมองว่าตนมีอธิปไตย ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของจีน มีอิสระในการปกครองตนเองตั้งแต่เจียงไคเชกพ่ายสงครามกลางเมืองต่อเหมาเจ๋อตงและหนีมาตั้งรัฐบาลบนเกาะไต้หวัน ถึงแม้ที่ผ่านมาไต้หวันจะไม่เคยประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากจีนอย่างเป็นทางการเลยก็ตาม

 

เลฟ นัคแมน ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเจิ้งจื้อในไทเป มองว่าการที่สีจิ้นผิงใช้คำพูดที่ดูแรงขึ้นในเวลานี้ ไม่เพียงเพราะใกล้จะถึงวันเลือกตั้งชี้ชะตาเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะแรงกดดันจากสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ลุ่มๆ ดอนๆ และความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานหนักระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรค DPP ของไต้หวันด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนความเห็นนักวิชาการฝั่งไทยนั้น ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เป็นเจ้าของเพจอ้ายจงที่ติดตามการเมืองฟากฝั่งปักกิ่งอย่างใกล้ชิด มองว่าคำพูดของสีจิ้นผิงในวันปีใหม่เป็นการแสดงจุดยืนของจีนมาตลอดอยู่แล้ว และการรวมชาติก็เป็นจุดหมายปลายทางที่เรียกว่า ‘ความฝันของจีน’ ซึ่งการกล่าวของผู้นำจีนเช่นนี้ก็เป็นการตอกย้ำเรื่องหลักการจีนเดียวเท่านั้น

 

ภากรมองว่าสารปีใหม่จากสีจิ้นผิงไม่น่าจะมีนัยสำคัญอะไรหรือส่งผลมากนักต่อการตัดสินใจเลือกพรรคหรือแคนดิเดตของประชาชนไต้หวัน เช่นเดียวกับนัคแมนที่คิดว่าประชาชนในไต้หวันไม่เชื่อว่าคำขู่หรือคำเตือนของสีจิ้นผิงจะเกิดขึ้นจริง เพราะพวกเขาเคยชินกับการใช้ถ้อยคำที่ดูเหมือนข่มขู่ของผู้นำจีนจนดูเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับคนไต้หวัน

 

‘ลมเปลี่ยนทิศ’ หรือจะเกิดปรากฏการณ์การเมืองใหม่?

 

ในอดีต การเลือกตั้งไต้หวันตั้งแต่ปี 1996 ยังไม่เคยมีพรรคไหนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ 3 สมัยติดต่อกัน หรือก็คือจะมีการสลับขั้วพรรคใหม่ระหว่างกั๋วหมินตั่ง (KMT) กับหมินจิ้นตั่ง (DPP) ขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลทุกๆ 8 ปี (ยกเว้นหลี่เติงฮุยจากกั๋วหมินตั่งที่ชนะเลือกตั้งโดยตรงสมัยเดียวในปี 1996) แต่หากการเลือกตั้งครั้งนี้ DPP ชนะอีกครั้ง ก็จะเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองใหม่ และสั่นคลอน ‘Status Quo’ ที่เป็นอยู่ระหว่างสองพรรคของไต้หวัน ซึ่งที่ผ่านมา Status Quo นี้สามารถสร้างสมดุลในความสัมพันธ์กับจีน เกิดเป็นวงจรดีและร้ายสลับกันไป และไม่เลวร้ายจนถึงขั้นไม่สามารถควบคุมได้

 

นอกจากประเด็นความสัมพันธ์กับจีนแล้ว คนหนุ่มสาวในไต้หวันยังสนใจปัญหาค่าแรงและราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นเหตุผลที่คนบางกลุ่มที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบันอยากลองเปลี่ยนรัฐบาลดูบ้าง ขณะที่พรรคทางเลือกที่ 3 อย่าง TPP ของเคอเหวินเจ๋อ อดีตนายกเทศมนตรีไทเป ก็ดูจะดึงดูดคนรุ่นใหม่และเป็นที่นิยมในหมู่คนหนุ่มสาวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจุดเด่นของ TPP คือชูนโยบายทางสายกลางที่ดูไม่สุดโต่งเหมือนหมินจิ้นตั่งที่จัดเป็นพรรคกลาง-ซ้าย หรือกั๋วหมินตั่งที่จัดเป็นพรรคการเมืองสายอนุรักษนิยม

 

และด้วยโพลล่าสุดที่ผู้สมัคร DPP นำกั๋วหมินตั่งไม่มาก ประกอบกับเราได้เห็นโมเมนตัมในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กั๋วหมินตั่งเป็นฝ่ายชนะ ก็ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ดูคู่คี่สูสีกว่าครั้งก่อนๆ สามารถออกได้หลายหน้า แม้ไล่ชิงเต๋อยังเป็นเต็งหนึ่งอยู่ก็ตาม แต่ก็มีโอกาสที่ลมจะเปลี่ยนทิศได้ และทำให้ 4 ปีข้างหน้าอาจเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน

 

อีกประเด็นที่คนข้างนอกจับตาคือการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งศาสตราจารย์นัคแมนมองว่าโลกสนใจว่าสถานะประชาธิปไตยของไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ท่ามกลางสงครามข่าวสารที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแทรกแซงการเลือกตั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นผู้คนจึงไม่สนใจแค่ว่าใครชนะ แต่ชนะอย่างไรด้วย

 

ในวันขึ้นปีใหม่ ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินที่กำลังจะหมดวาระหลังนั่งเก้าอี้ครบ 2 สมัย ได้กล่าวเตือนไปยังจีนเช่นกันว่า อย่าพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งไต้หวัน และย้ำด้วยว่าความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนนั้นขึ้นอยู่กับ ‘เจตจำนงของประชาชนชาวไต้หวัน’ ที่จะเป็นคนตัดสินใจกำหนดอนาคตของตัวเอง

 

เหนือสิ่งอื่นใด โลกก็กำลังเฝ้าดูว่าผลเลือกตั้งจะออกมารูปไหน และมีการประเมินจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงฝั่งตะวันตกว่าจีนจะตอบโต้หรือกดดันด้วยกิจกรรมทางทหารใดๆ หรือไม่ หากผลออกมาไม่ใช่สิ่งที่ปักกิ่งคาดหวัง ซึ่งจีนอาจรอดูไปจนกระทั่งพ้นวันที่ 20 พฤษภาคม หรือหลังประธานาธิบดีคนใหม่เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งแล้ว

 

มีความเป็นไปได้ด้วยว่ามาตรการตอบโต้จากจีนที่อาจคลุมตั้งแต่การซ้อมรบไปจนถึงเรื่องเศรษฐกิจนั้นอาจเบาบางลงหาก DPP ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่สูญเสียเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ เพราะลำพัง DPP ที่ไม่มีอำนาจในสภาเต็มที่จะผ่านกฎหมายต่างๆ ได้ยากลำบากมากขึ้นตลอด 4 ปีข้างหน้า

 

แต่หากหมินจิ้นตั่งควบทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีและครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ บรรยากาศต่อจากนี้ก็อาจตึงเครียดไปอีกนาน และบางที ‘สถานีถัดไป’ ที่จะเกิดสงครามใหญ่ต่อจากยูเครนและฉนวนกาซา ก็อาจจะเป็นช่องแคบไต้หวันตามที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงก็เป็นได้

 

เมื่อเดือนที่แล้ว Global Times สื่อกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้โควตคำพูดของ หวังไจ้ซี อดีตนายทหารและรองหัวหน้าฝ่ายกิจการไต้หวันของจีนระหว่างปี 2000-2008 ที่กล่าวไว้ว่า หากไล่ชิงเต๋อชนะ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะทางทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน และ “เราจำเป็นต้องตระหนักในเรื่องนี้”

 

ตรงกับความเห็นของ ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยเตือนไว้ว่า บางทีสงครามอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากชนวนการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่อาจเกิดจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะมาจากการซ้อมรบหรือกิจกรรมทางทหารอื่นใดที่ดูเป็นการยั่วยุของทั้งสองฝ่าย ซึ่งโอกาสเกิดสิ่งหลังนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ

 

นอกจากคู่ของจีนและไต้หวันแล้ว ทั่วโลกยังเฝ้าดูความสัมพันธ์จีนกับสหรัฐฯ สองมหาอำนาจใหญ่ที่มีความซับซ้อนในเรื่องไต้หวันด้วย ซึ่งที่ผ่านมาวอชิงตันดำเนินนโยบายที่มีความกำกวมระหว่างยึดหลักการจีนเดียว แต่ก็ไม่ปิดโอกาสที่จะใช้กำลังทางทหารกับจีนเพื่อปกป้องไต้หวันภายใต้กฎหมาย Taiwan Relations Act ปี 1979

 

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ระหองระแหงกันมานานจะกระเตื้องขึ้นในระหว่างที่สีจิ้นผิงเยือนซานฟรานซิสโกและจับมือกับ โจ ไบเดน อย่างชื่นมื่นเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่อย่าลืมว่าปลายปีนี้สหรัฐฯ ก็จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเช่นกัน ซึ่งทุกครั้งเรื่องของจีนและไต้หวันจะกลายมาเป็นประเด็นร้อนที่ผู้สมัครจากเดโมแครตและรีพับลิกันหยิบนำมาโจมตีและใช้หาเสียงเพื่อเรียกคะแนน ซึ่งโดยมากก็มักทำให้ความสัมพันธ์กลับมามึนตึงกันเป็นระยะ

 

ความสัมพันธ์สามเส้าจะเป็นอย่างไรต่อ และความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบที่สำคัญต่อการค้าและซัพพลายเชนโลกจะออกมาในรูปไหน

 

หากกั๋วหมินตั่งพลิกชนะ ‘สันติภาพกับจีน’ จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ โหวโหย่วอี๋ ประกาศไว้ในการหาเสียงที่เถาหยวนช่วงโค้งสุดท้าย

 

แต่หาก DPP ชนะ ไล่ชิงเต๋อ ย้ำบนเวทีหาเสียงเช่นกันว่า ไต้หวันจะรักษา ‘สถานภาพที่เป็นอยู่’ (Status Quo) กับจีน 

 

ทว่าด้วยนโยบายที่ดูแข็งกร้าวต่อปักกิ่งของ DPP ย่อมนำมาซึ่งความไม่แน่นอน และความเสี่ยงปะทุสงครามจากอุบัติเหตุต่างๆ ก็ยังมีอยู่ ขณะที่โหวโหย่วอี๋กล่าวโจมตีหมินจิ้นตั่งว่ากำลังนำไต้หวันเดินบนถนนสู่อันตรายและสงคราม

 

มีการประเมินตัวเลขคร่าวๆ ว่าหากเกิดสงครามใหญ่ในไต้หวัน จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราว 10% ของ GDP โลก มากกว่ามูลค่าความเสียหายจากสงครามยูเครน การระบาดของโควิด และวิกฤตการเงินโลก

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ประชาชนไต้หวันผู้มีสิทธิออกเสียงจะเป็นผู้ตัดสิน

 

#เลือกตั้งไต้หวัน 2024

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ภาพ: AFP / Getty Images

อ้างอิง:

The post เป้าหมาย ‘รวมชาติ’ สารปีใหม่จากสีจิ้นผิง และนัยต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิรัฐศาสตร์โลกปี 2024: จุดปะทุ ความเสี่ยงสงครามใหญ่ และโจทย์ใหญ่ของไทย https://thestandard.co/world-geopolitics-2024-war-risk-thailand-challenge/ Mon, 16 Oct 2023 06:24:36 +0000 https://thestandard.co/?p=855107 ภูมิรัฐศาสตร์โลกปี 2024

สงครามใหญ่ในยูเครนที่ทำโลกตกอยู่ในความผันผวนและไม่แน่นอ […]

The post ภูมิรัฐศาสตร์โลกปี 2024: จุดปะทุ ความเสี่ยงสงครามใหญ่ และโจทย์ใหญ่ของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิรัฐศาสตร์โลกปี 2024

สงครามใหญ่ในยูเครนที่ทำโลกตกอยู่ในความผันผวนและไม่แน่นอนตลอด 2 ปีที่ผ่านมายังไม่ทันจบ สงครามในฉนวนกาซาก็ปะทุขึ้นมาแทรกในแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองโลกที่ร้อนระอุ ซึ่งไม่ใช่แค่ร้อนเพราะภาวะโลกเดือดที่กลายมาเป็นวาระเร่งด่วนของมนุษยชาติเท่านั้น แต่ยังร้อนเพราะสงครามร้อนที่ไล่ปะทุขึ้นตามจุด Hotspot ในแต่ละภูมิภาคที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลารอวันระเบิด 

 

รายงานคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจที่สำรวจความเห็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ World Economic Forum ที่เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2023 พบว่า มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 9 จาก 10 คน เชื่อว่า ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จะสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลกในปีหน้า บรรยากาศทางการเมืองจึงมีความอึมครึมและขมุกขมัว เพราะมรสุมลูกใหญ่มีแนวโน้มถาโถมเป็นระลอก

 

แต่นอกจากปัจจัยทางการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจในหลายประเทศ รวมถึงยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 อย่างจีน ที่มีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจจะซึมยาวนั้น ก็เป็นอีกปัจจัยบั่นทอนที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกในปีหน้ายังไม่สดใส นอกจากนี้ภาวะโลกรวนที่ทำให้เกิดฝนตกหนัก พายุรุนแรง น้ำท่วมหนัก ภัยแล้ง และไฟป่า ที่มากผิดปกติ ก็ส่งผลกระทบต่อผลิตภาพโดยตรง ซึ่งก็กลายเป็นโดมิโนกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารด้วย

 

เราได้รวบรวมความเห็นของนักวิชาการไทยหลายคน เช่น ดร.สุรชาติ บำรุงสุข, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร, ดร.ปิติ ศรีแสงนาม และ ดร.มาโนชญ์ อารีย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศในแต่ละภูมิภาค เพื่อมองไปในปีหน้าว่าภูมิทัศน์การเมืองโลกจะเป็นอย่างไร และนี่คือเทรนด์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปี 2024

 

ความขัดแย้งที่ผูกเงื่อนซับซ้อนขึ้นและการปะทุที่คาดเดาได้ยาก

 

จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่เริ่มในปี 2018 มาถึงสงครามยูเครน-รัสเซียในปี 2022 ต่อด้วยสงครามอิสราเอล-ฮามาสในช่วงปลายปี 2023 ที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครตั้งตัวหรือคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ทำให้เกิดคำถามว่า สถานีต่อไปจะเป็นสงครามในช่องแคบไต้หวันหรือเปล่า?

 

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไต้หวันมีความพยายามสร้าง ‘ความปกติใหม่’ ในการยกระดับการแลกเปลี่ยนการเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร แม้จะยังไม่ล้ำ ‘เส้นแดง’ ที่จีนขีดไว้ แต่ทุกการขยับของไทเปที่ปักกิ่งมองว่าท้าทายโดยตรงนั้น ก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุที่นำไปสู่สงครามใหญ่ได้ เพราะจีนเองก็ยกระดับการปิดล้อมและซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันทั้งในแง่สเกลและความถี่เพื่อตอบโต้เช่นกัน ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้าหรือกระทบกระทั่งกันย่อมมีมากขึ้น

 

อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในสมการคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตามปกติในฤดูหาเสียงแทบทุกครั้งมักจะเป็นช่วงที่มีการสาดไฟใส่กัน แคนดิเดตประธานาธิบดีแต่ละคนจะหาเสียงด้วยชุดนโยบายที่แข็งกร้าวต่อจีน เรียกได้ว่าอาจเป็นการสุมไฟให้บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศร้อนฉ่าขึ้นตลอดทั้งปีก็เป็นได้

 

ส่วนสถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ยังมีแนวโน้มคุกรุ่นต่อเนื่อง เราเห็นการสูญเสียของทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ (ในกาซา) แต่นั่นเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่เท่านั้น ยังไม่ใช่สมรภูมิสู้รบเต็มรูปแบบที่จะสร้างความเสียหายหนักขึ้นอีก หากอิสราเอลตัดสินใจบุกฉนวนกาซาทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล ตามที่ประกาศไว้ 

 

ก็ต้องดูต่อไปว่าตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐอย่างฮิซบุลเลาะห์ รวมถึงตัวแสดงที่เป็นรัฐอย่างอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักของฮามาส จะเข้าร่วมในสงครามนี้ด้วยหรือไม่ หากเข้าร่วมก็มีโอกาสสูงที่สงครามจะขยายวงความขัดแย้งและสะเทือนราวแผ่นดินไหวไปทั่วทั้งตะวันออกกลางในปีหน้า เนื่องจากอิหร่านอาจดึงทั้งซีเรียและเลบานอนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

สงครามในยูเครนมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อในปี 2024 อย่างแน่นอน แต่ก็เกิดคำถามว่าจะขยายวงความขัดแย้งไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างรัสเซียกับ NATO หรือไม่ ที่ผ่านมาสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร NATO ได้ขยับขอบเขตในการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ยูเครนมากขึ้นเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่รถถัง เครื่องบินรบ ไปจนถึงขีปนาวุธพิสัยไกล 

 

ดังนั้นเราจึงไม่อาจตัดความเป็นไปได้เกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะผลักรัสเซีย ซึ่งเวลานี้อาวุธและกำลังพลร่อยหรอลงทุกขณะ ให้หันไปใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีกับยูเครน ซึ่งนั่นอาจเพิ่มขอบเขตความเสียหายมากขึ้นไปอีก และท้ายที่สุดอาจดึงมหาอำนาจอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในความขัดแย้งนี้ก็เป็นได้ 

 

ขณะเดียวกันการที่ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ขยับเข้าหา คิมจองอึน มากขึ้น ภายหลังรัสเซียถูกคว่ำบาตรและโดดเดี่ยวจากนานาชาติ ก็เพิ่มความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะเข้ามีบทบาทช่วยเป็นท่อน้ำเลี้ยงในการสนับสนุนอาวุธแก่รัสเซียเพื่อทำศึกกับยูเครนต่อ 

 

ส่วนในอีกด้านหนึ่ง การเยือนโรงงานผลิตเครื่องบินรบและอาวุธชั้นนำของคิมจองอึนในรัสเซียก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสองประเทศมีโอกาสร่วมมือกันพัฒนาอาวุธ ซึ่งก็จะช่วยยกระดับความทันสมัยของอาวุธยุทโธปกรณ์ของเกาหลีเหนือแบบก้าวกระโดด และอาจทำให้ดุลอำนาจทางทหารในคาบสมุทรเกาหลีเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตอันใกล้

 

ขณะเดียวกันการซ้อมยิงขีปนาวุธชนิดต่างๆ ของเกาหลีเหนือในช่วงปีที่ผ่านมาก็มีความถี่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังคาดเดาได้ยากขึ้น ซึ่งปีหน้าการทดสอบอาวุธเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้ก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางทหารกับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงสหรัฐฯ ด้วย และทำให้คาบสมุทรเกาหลีเป็นอีกหนึ่งจุดเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีโอกาสปะทุเป็นสงครามใหญ่ได้ทุกเมื่อ 

 

ทะเลจีนใต้ก็เป็นอีกหนึ่ง Hotspot ที่เสี่ยงจะเกิดการเผชิญหน้าทางทหารเช่นกัน ด้วยปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนบนน่านน้ำและเกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้ระหว่างจีน ที่อ้างสิทธิ์ในพื้นที่ส่วนใหญ่ (ราว 90%) กับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน และมาเลเซีย โดยพื้นที่ทะเลจีนใต้ นอกจากจะเป็นจุดยุทธศาสตร์แล้ว ยังเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ รวมถึงเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การที่จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารในบริเวณดังกล่าวถี่ขึ้นก็เพิ่มดีกรีความร้อนระอุในพื้นที่ขัดแย้งนี้อยู่เนืองๆ 

 

จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ นั้นยังมีความเปราะบางและเสี่ยงสูง เปรียบได้กับภูเขาไฟมีพลัง (Active Volcano) ที่พร้อมระเบิดทุกเมื่อ โดยคู่ขัดแย้งหรือตัวแสดงที่เป็นรัฐหรือไม่ใช่รัฐอาจถูกดึงเข้าสู่เวทีความขัดแย้งอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น อิหร่านในสงครามยูเครน-รัสเซีย และอิสราเอล-ฮามาส หรือเกาหลีเหนือในสงครามยูเครน ซึ่งจะกลายเป็นความขัดแย้งซ้อนความขัดแย้ง ผูกเงื่อนปมที่แก้ยากขึ้น ดังนั้นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ตลอดครึ่งทศวรรษหลังจะมีความสลับซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้น

 

ในยุคสงครามเย็นโลกแบ่งออกเป็นสองขั้วด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน แต่หลังจากนี้โลกได้เข้าสู่ยุคสงครามเย็นรอบใหม่ที่แบ่งเป็นหลายขั้วอำนาจ ในขณะที่กระแสโลกาภิวัตน์ถูกดิสรัปต์ตลอดเวลา นับตั้งแต่เกิดเทรนด์การกีดกันการค้าในสมรภูมิ Trade War ในยุค โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อด้วยการระบาดใหญ่ของโควิด มาจนถึงเทรนด์การกีดกันทางเทคโนโลยีในสมรภูมิ Tech War ซึ่งนำไปสู่แนวคิดแบ่งแยกเศรษฐกิจหรือซัพพลายเชนออกจากกันระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ หรือ ‘Decoupling’ ซึ่งการท้าทายกระแสโลกาภิวัตน์เหล่านี้จะหนักขึ้นเรื่อยๆ 

 

สหรัฐฯ-จีนแข่งขันดุเดือด สงครามชิปยกระดับเข้มข้น สะเทือนซัพพลายเชนในโลกที่แบ่งขั้ว

 

เทคโนโลยีคือหัวใจของทุกสิ่ง ดังนั้นสมรภูมิที่สำคัญที่สุดของทั้งสองฝ่ายคือสมรภูมิด้านเทคโนโลยี เพราะใครก็ตามที่ชนะในเกมเทคโนโลยี ก็ย่อมจะชนะในเกมเศรษฐกิจและเกมการทหารด้วย

 

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การห้ำหั่นระหว่างสหรัฐฯ และจีนในสมรภูมิชิปอันเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งหลายนั้นถือเป็นเพียงปฐมบทเท่านั้น เพราะในปี 2024 ทั้งคู่มีแนวโน้มที่จะยกระดับการกีดกันระหว่างกันอย่างดุเดือด เข้มข้น และรุนแรงมากขึ้น 

 

แน่นอนว่าการที่สหรัฐฯ ยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออกเครื่องจักรผลิตชิป รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องไปยังจีน และจีนตอบโต้ด้วยการควบคุมการส่งออกสินแร่หายากที่ใช้ในอุตสาหกรรมต้นน้ำผลิตชิปนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่า Tech War ทำให้เกิดการขาดแคลนชิปทั่วโลกในระยะสั้น รวมถึงอาจกระทบในระยะกลางด้วยหากจีนมีการปรับตัวรับมือ  

 

สำหรับในระยะยาวนั้น Tech War จะส่งผลต่อการกำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยีในอนาคตด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการแบ่งค่ายระหว่างมาตรฐานเทคโนโลยีสหรัฐฯ กับมาตรฐานของจีน ขณะเดียวกันความขัดแย้งยังเพิ่มความเร่งในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้วย เนื่องจากทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างก็จะทุ่มทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะใครที่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีสีเขียว พลังงานสะอาด ไปจนถึง Generative AI และเทคโนโลยีควอนตัมได้ ก็จะสามารถชี้ชะตาว่าใครจะชนะในสมรภูมิการเมืองโลกหลังจากนี้ 

 

นอกจาก Chip War และ Tech War แล้ว สองมหาอำนาจยังแข่งขันในด้านอวกาศ โดยตั้งเป้าส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์ทั้งคู่ (สหรัฐฯ เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต) แต่ที่น่าจับตาคือมหาอำนาจหน้าใหม่ในด้านอวกาศอย่างอินเดียที่ก้าวขึ้นมาร่วมแข่งขันกับสหรัฐฯ จีน รัสเซีย ยุโรป และญี่ปุ่น อย่างเต็มตัวในปีที่ผ่านมา ซึ่งเทคโนโลยีอวกาศนั้นเกี่ยวข้องกับความมั่นคงโดยตรง ทั้งในด้านการทหารจากเทคโนโลยีดาวเทียมและอาวุธ ไปจนถึงการสำรวจหาทรัพยากรบนดาวเคราะห์ต่างๆ เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการตั้งอาณานิคมนอกโลกในอนาคต ซึ่งการแข่งขันในด้านเทคโนโลยีอวกาศระหว่างประเทศต่างๆ จะมีความดุเดือดและเป็นเทรนด์ที่น่าจับตาในปีหน้าด้วย

 

เลือกตั้งสำคัญ ‘เซ็ตโทน’ ภูมิทัศน์การเมืองโลกครึ่งทศวรรษหลัง

 

ในปี 2024 จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในเขตเศรษฐกิจสำคัญทั้งมหาอำนาจเบอร์หนึ่งในแง่เศรษฐกิจและการทหารอย่างสหรัฐอเมริกา ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่อย่างอินเดียและรัสเซีย นอกจากนี้สหภาพยุโรป (EU) ก็จะมีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรปที่จัดว่าสำคัญไม่แพ้กัน 

 

แต่เปิดมาต้นปีสปอตไลต์จะสาดส่องไปที่ศึกเลือกตั้งผู้นำไต้หวัน แน่นอนว่าผลลัพธ์การหย่อนบัตรนี้จะเซ็ตโทนความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน รวมถึงความสัมพันธ์สามเส้า ปักกิ่ง-ไทเป-วอชิงตัน ตลอด 4 ปีข้างหน้า 

 

การเลือกตั้งของไต้หวันในเดือนมกราคมเป็นการขับเคี่ยวระหว่างพรรครัฐบาลเดิมอย่างหมินจิ้นตั่ง (DPP) ที่จะมีแคนดิเดตใหม่ที่รับไม้ต่อจาก ไช่อิงเหวิน กับพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในปัจจุบัน โดยก๊กมินตั๋ง หรือกั๋วหมินตั่ง (KMT) มีโอกาสจับมือกับแนวร่วมฝ่ายค้านอีกพรรค นั่นคือไถวันหมินจ้งตั่ง (TPP) ของ เคอเหวินเจ๋อ ซึ่งจะทำให้ฐานเสียงเพิ่มขึ้น และเพิ่มโอกาสในการต่อกรกับตัวเต็งจาก DPP อย่าง วิลเลียม ไล (ไล่ชิงเต๋อ)

 

ถ้าไล่ชิงเต๋อชนะก็มีโอกาสที่จะเกิดความตึงเครียดกับจีนยิ่งกว่าสมัยไช่อิงเหวิน แต่หากมีการสลับขั้วเป็นฝ่าย KMT ชนะ ก็มีแนวโน้มที่จะช่วยฟื้นสัมพันธ์กับจีนสู่ภาวะปกติ ซึ่งผลลัพธ์ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค เพราะไต้หวันมีความสำคัญในเชิงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์และความสำคัญในแง่ที่เป็นห่วงโซ่ทางเทคโนโลยีที่สำคัญ (เป็นแหล่งผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่) หากเกิดสงครามขึ้นที่นี่ย่อมเป็นสมรภูมิที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสมรภูมิที่กล่าวมาข้างต้น 

 

รัสเซียก็มีกำหนดจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภา (สภาดูมา) ในเดือนมีนาคม ซึ่งเครมลินเชื่อว่าการโหวตจะเป็นไปตามกำหนดการ แม้รัสเซียจะยังติดหล่มสงครามกับยูเครนอยู่ก็ตาม โดยจนถึงวันนี้ (15 ตุลาคม) ปูตินยังไม่ประกาศชัดว่าจะลงเลือกตั้งอีกสมัยหรือไม่ แต่มีโอกาสสูงที่ตัวเขา (หากลงสมัคร) หรือทายาทการเมืองที่ปูตินเลือกมาจะชนะแบบไร้คู่แข่ง ด้วยปัจจัยกระแสชาตินิยมที่จะช่วยค้ำจุนอำนาจผู้นำได้ต่อไปจนถึงปี 2030 เป็นอย่างน้อย ซึ่งก็จะเป็นเครื่องการันตีว่า รัสเซียจะไม่เบนออกจากเส้นทางในการรักษาสถานะความเป็นมหาอำนาจของโลก และนั่นก็แปลว่า ความหวังที่รัสเซียจะยุติสงครามกับยูเครนก็ดูจะริบหรี่ลงด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การปลุกกระแสชาตินิยมในช่วงที่รัสเซียผนวกดินแดนไครเมียจากยูเครน มาจนถึงการส่งทหารบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 จะช่วยให้ปูตินรักษาอำนาจไว้ได้โดยไม่ถูกท้าทาย แต่เวลานี้ประชาชนในรัสเซียเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่มาจากสงครามมากขึ้นเรื่อยๆ รัสเซียใช้จ่ายเพื่อการสงครามมากขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใด นอกจากนี้รัสเซียยังถูกนานาชาติคว่ำบาตรหนักขึ้น ซึ่งอาจส่งผลในระยะยาว 

 

ด้วยเหตุนี้จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดาผู้นำจะเผชิญกับความท้าทายจากแรงกดดันภายในมากขึ้น รวมถึงกระแสคลื่นใต้น้ำที่รอวันปะทุจากระบอบอำนาจนิยมที่ปิดกั้นเสรีภาพสื่อและกิจกรรมเคลื่อนไหวของฝ่ายค้าน 

 

อีกหนึ่งการเลือกตั้งสำคัญจะจัดขึ้นที่อินเดีย ประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีจำนวนประชากรแซงหน้าจีนไปแล้ว อินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี กำลังอยู่บนเส้นทางผงาดขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจใหม่ พวกเขามีตลาดขนาดใหญ่ แรงงานที่มีศักยภาพ และโนว์ฮาวเทคโนโลยี นอกจากนี้บทบาทเชิงรุกบนเวทีโลกของอินเดียก็กำลังเฉิดฉายและเป็นที่จับตาอย่างมากเช่นกัน โดยโมดีมีโอกาสลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย ขณะที่โพลคาดว่าพรรคภารติยะ ชนตะ (BJP) ของเขา มีโอกาสชนะเลือกตั้งอีกครั้ง

 

แต่สิ่งที่น่าจับตาอีกอย่างคือ คู่แข่งของเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน (BRI) ซึ่งเวลานี้ถูกท้าทายโดยอินเดียที่พยายามช่วงชิงความเป็นผู้นำใน Global South (โลกใต้) รัฐบาลของเขาชูแผนผลักดันสร้างทางรถไฟเชื่อมอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งเป็นอีกทางเลือกของ BRI โดย Global South จะกลายเป็นประชาคมระหว่างประเทศที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดระเบียบโลกใหม่ในอนาคต

 

ในช่วงปลายปีแน่นอนว่าสายตาทุกคู่จะจับจ้องไปที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นคู่ท้าชิงคู่เดิมอย่าง โจ ไบเดน และ โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ฝั่งรีพับลิกันก็ยังมีแคนดิเดตที่น่าจับตามองอย่าง รอน ดีแซนทิส ด้วย อย่างไรก็ตาม หนทางที่จะไปถึงตรงนั้นยังอีกยาวไกล โดยผู้สมัครแต่ละคนยังต้องผ่านฤดูเลือกตั้งขั้นต้นในแต่ละมลรัฐ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง ย่อมส่งผลต่อนโยบายของทุกประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกันดีกรีความร้อนแรงของความขัดแย้งในทุกภูมิภาคก็ล้วนเกี่ยวพันกับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันมีส่วนกำหนดทิศทางทั้งสิ้น

 

ทั้งหมดนี้คือเทรนด์ทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปี 2024 แล้วไทยพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับมรสุมการเมืองโลกลูกใหญ่ที่กำลังจะถาโถมเข้ามา

 

โจทย์ใหญ่ด้านการต่างประเทศของไทยกับความท้าทายที่รออยู่

 

‘ไผ่ลู่ลม’ เป็นคำนิยามที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการอธิบายลักษณะนโยบายการต่างประเทศของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็หมายถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปตามสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ แต่ในหลายบริบทนโยบายแบบนี้ก็มักถูกวิจารณ์ว่าไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน แม้หลายคนจะมองว่าเป็นความยืดหยุ่น ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นจุดแข็งก็ตาม

 

สำหรับรัฐบาลชุดที่แล้วก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อีกเช่นกันว่า ไทยพยายามทำให้ตัวเองไม่อยู่ในสปอตไลต์ของโลก นักวิชาการหลายคนมองว่า การทูตไทยมาถึงจุดตกต่ำ อยู่นอกจอเรดาร์ ตกแผนที่โลก และขาดนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่สร้างสรรค์

 

แต่มาวันนี้เมื่อเราได้รัฐบาลใหม่ มีการตั้งโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ว่า จุดยืนของไทยในสงครามยูเครนจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ หากวันนี้สหประชาชาติเปิดให้ลงมติอีกครั้ง ไทยจะโหวตอย่างไร จะงดออกเสียงเหมือนเดิมหรือไม่ ในขณะที่การงดออกเสียงนั้นอาจไม่ใช่การวางตัวเป็นกลางอย่างที่หลายคนเข้าใจ นอกจากนี้เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้น ไทยจะวางตัวอย่างไร

 

โจทย์ข้อต่อมา ซึ่งเป็นอีกตัวชี้วัดสำคัญในนโยบายต่างประเทศของไทยคือ รัฐบาลจะปรับนโยบายอย่างไรต่อปัญหาความรุนแรงหรือสงครามกลางเมืองในเมียนมา เราจะยังใช้การทูตที่เรียกว่า ‘การทูตเงียบ’ ต่อไปหรือไม่ ในขณะที่นักวิชาการมีข้อเสนอแนะให้ไทยยกระดับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมา ควบคู่ไปกับการร่วมแก้ปัญหาขัดแย้งในเมียนมาผ่านกลไกของอาเซียนแบบเชิงรุก

 

โจทย์ข้อต่อมา หากไทยถูกบีบให้ต้องเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะทำอย่างไร มีแนวทางในการหาจุดสมดุลในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และจีน เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุดได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือ เพราะวันนั้นอาจมาถึงไม่ช้าก็เร็ว

 

บนโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวนและมีความท้าทายอยู่มากมายบนความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เปราะบางและซับซ้อน โอกาสของไทยคืออะไร ไทยจะวางตำแหน่งตัวเองอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก

The post ภูมิรัฐศาสตร์โลกปี 2024: จุดปะทุ ความเสี่ยงสงครามใหญ่ และโจทย์ใหญ่ของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานเบื้องต้นสหรัฐฯ ชี้ หัวหน้าทหารรับจ้างวากเนอร์ถูกลอบสังหาร หนึ่งในความเป็นไปได้คือเครื่องบินอาจถูกลอบวางระเบิด https://thestandard.co/usa-say-wagner-plane-incident-was-assassinate/ Fri, 25 Aug 2023 01:22:33 +0000 https://thestandard.co/?p=833536 Yevgeny Prigozhin

Wall Street Journal รายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า […]

The post รายงานเบื้องต้นสหรัฐฯ ชี้ หัวหน้าทหารรับจ้างวากเนอร์ถูกลอบสังหาร หนึ่งในความเป็นไปได้คือเครื่องบินอาจถูกลอบวางระเบิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Yevgeny Prigozhin

Wall Street Journal รายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า จากข้อมูลข่าวกรองเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ว่า เหตุเครื่องบินตกใกล้มอสโกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 สิงหาคม) ซึ่งมี เยฟเกนี ปริโกชิน หัวหน้าทหารรับจ้างวากเนอร์ เป็นหนึ่งในผู้โดยสารนั้น อาจเป็นแผนลอบสังหาร โดยเครื่องบินลำดังกล่าวอาจไม่ได้ถูกยิงด้วยขีปนาวุธจากพื้นดิน แต่อาจถูกลอบวางระเบิดหรือก่อวินาศกรรมในรูปแบบอื่น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่ารายงานดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์

 

ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อีกสองคน ซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม เผยกับ Reuters ว่า พวกเขายังคงเชื่อว่าเครื่องบินถูกยิงด้วยขีปนาวุธ และเป็นขีปนาวุธแบบจากพื้นสู่อากาศที่ยิงมาจากบนแผ่นดินรัสเซีย 

 

ก่อนหน้านี้รัฐบาลรัสเซียระบุว่า กำลังสืบสวนหาสาเหตุการตกของเครื่องบินดังกล่าว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม บอกแค่เพียงว่าผู้โดยสารและลูกเรือ 10 คนเสียชีวิตและเก็บกู้ร่างได้ทั้งหมดแล้ว ขณะที่ช่องทางโซเชียลมีเดียที่ใกล้ชิดกับกลุ่มวากเนอร์ของปริโกชินอ้างว่า เครื่องบินลำดังกล่าวถูกยิงด้วยขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานของกองทัพรัสเซีย

 

ล่าสุดประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ออกมาแถลงแสดงความเสียใจต่อกรณีการเสียชีวิตของเหยื่อทั้ง 10 คนแล้ว ซึ่งถือเป็นการออกมาเคลื่อนไหวหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นครั้งแรกของผู้นำหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงรัฐบาลรัสเซีย หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 1 วัน 

 

ในสารแสดงความเสียใจ ปูตินระบุด้วยว่า “ปริโกชินเป็นคนที่มีโชคชะตาซับซ้อนและได้ทำผิดพลาดครั้งมหันต์” ซึ่งหมายถึงการที่เขาตัดสินใจก่อกบฏ โดยการประกาศเคลื่อนกองทัพวากเนอร์เข้ามอสโกในเดือนมิถุนายน แต่ก็เปลี่ยนใจและระงับแผนดังกล่าว ซึ่งภายหลังปริโกชินได้ลี้ภัยไปเบลารุส ก่อนที่จะเดินทางเข้าพบปูตินในเวลาต่อมา 

 

ด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้ หลังมีข้อกล่าวหามาจากทางฝั่งรัสเซีย

 

นอกจากรายงานข่าวกรองเบื้องต้นจากสหรัฐฯ แล้ว แหล่งข่าวกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรได้เปิดเผยกับ BBC ว่า เหตุเครื่องบินตกครั้งนี้อาจเป็นปฏิบัติการที่มีหน่วยงานความมั่นคงรัสเซีย (FSB) อยู่เบื้องหลัง

 

ภาพ: Investigative Committee of Russia / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

The post รายงานเบื้องต้นสหรัฐฯ ชี้ หัวหน้าทหารรับจ้างวากเนอร์ถูกลอบสังหาร หนึ่งในความเป็นไปได้คือเครื่องบินอาจถูกลอบวางระเบิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ-รัสเซีย พบกันครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามยูเครนปะทุ https://thestandard.co/us-russian-foreign-minister/ Thu, 02 Mar 2023 13:10:34 +0000 https://thestandard.co/?p=757832

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า แอน​โทนี บลิงเคน รัฐ […]

The post รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ-รัสเซีย พบกันครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามยูเครนปะทุ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า แอน​โทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้พบปะ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย นอกรอบการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ G20 ที่กรุงนิวเดลีของอินเดียในวันนี้ (2 มีนาคม) ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจ สืบเนื่องจากรัสเซียตัดสินใจส่งทหารบุกยูเครนเมื่อ 1 ปีก่อน ตลอดจนการตัดสินใจระงับข้อตกลงจำกัดหัวรบนิวเคลียร์ New START ของฝ่ายรัสเซียเมื่อเร็วๆ นี้  

 

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ที่เดินทางไปกับบลิงเคนเผยว่า บลิงเคนกับลาฟรอฟพูดคุยกันสั้นๆ ประมาณ 10 นาที โดยช่วงหนึ่งของบทสนทนา บลิงเคนเรียกร้องให้รัสเซียปล่อยตัว พอล วีแลน พลเมืองชาวอเมริกันที่ถูกกักขังในรัสเซีย รวมถึงขอให้มอสโกกลับเข้าร่วมสนธิสัญญา New START ซึ่งเป็นข้อตกลงด้านการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์หนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย

 

นอกจากนี้ บลิงเคนยังเน้นย้ำจุดยืนด้านนโยบายว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนยูเครนต่อไป โดยก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้อนุมัติส่งรถถังประจัญบานไปช่วยยูเครนต่อสู้กับผู้รุกราน รวมทั้งอนุมัติสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ และเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังเรียกร้องผ่านเวทีสหประชาชาติให้รัสเซียถอนทหารออกจากยูเครนทันทีด้วย 

 

ทั้งนี้ ครั้งสุดท้ายที่บลิงเคนและลาฟรอฟพบกันแบบตัวต่อตัว เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์กองทัพรัสเซียบุกโจมตียูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022    

 

ภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ-รัสเซีย พบกันครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามยูเครนปะทุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาธิการ NATO ยืนยัน ยูเครนจะเข้าร่วม NATO ในระยะยาว https://thestandard.co/ukraine-will-join-nato/ Wed, 01 Mar 2023 06:36:49 +0000 https://thestandard.co/?p=757081 เลขาธิการ NATO

หลังมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับกรอบเวลาของยูเครนในการเข […]

The post เลขาธิการ NATO ยืนยัน ยูเครนจะเข้าร่วม NATO ในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาธิการ NATO

หลังมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับกรอบเวลาของยูเครนในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ล่าสุด เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการ NATO ยืนยันว่า การเป็นสมาชิกของยูเครนเป็นเรื่องใน ‘ระยะยาว’ โดยเวลานี้ยูเครนจำเป็นต้องคงสถานะการเป็นรัฐเอกราชไว้ให้ได้ ในยามที่กำลังถูกรัสเซียรุกรานอย่างหนักในขณะนี้ 

 

ช่วงหลายปีที่ผ่านมายูเครนได้แสดงเจตจำนงที่จะเป็นรัฐสมาชิกองค์การพันธมิตรทางทหารอย่าง NATO มาตลอด ซึ่งรัสเซียวิตกว่าหากยูเครนเข้าร่วม NATO แล้ว จะทำให้รัสเซียไม่มียูเครนที่เป็นอดีตสหภาพโซเวียตเป็นรัฐกันชนอีกต่อไป ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่มอสโกตัดสินใจส่งกำลังทหารบุกยูเครนเมื่อ 1 ปีก่อน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่งหลังจากรัสเซียบุกโจมตียูเครนแล้ว ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ได้เรียกร้องให้ NATO พิจารณาคำขอเพื่ออนุมัติการเป็นสมาชิกให้เร็วขึ้น

 

“พันธมิตร NATO เห็นพ้องกันว่ายูเครนจะกลายเป็นสมาชิก NATO แต่ในขณะเดียวกันนั่นก็เป็นมุมมองในระยะยาว” สโตลเทนเบิร์กกล่าวกับผู้สื่อข่าวในระหว่างที่เขาอยู่ในกรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์

 

เขากล่าวว่า ปัญหาในตอนนี้ก็คือยูเครนจะต้องยืนหยัดในการเป็นรัฐที่มีเอกราชและอธิปไตยให้ได้

 

ก่อนหน้านี้มีความคลุมเครือว่าหากสงครามยุติลงแล้ว สมาชิกกลุ่ม NATO ที่มีสหรัฐฯ เป็นหัวหอกจะพิจารณาการเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของยูเครนจริงจังแค่ไหน ซึ่งสโตลเทนเบิร์กยืนยันในระหว่างแถลงข่าวร่วมกับ ซานนา มาริน นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ ว่า เมื่อสงครามจบ “เราต้องรับประกันว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย”

 

นอกจากยูเครนแล้ว ฟินแลนด์และสวีเดนที่เดิมมีจุดยืนเป็นกลางทางการเมืองมาตลอดก็มีความต้องการเข้าร่วมองค์การ NATO เช่นกัน โดยเหตุการณ์การรุกรานยูเครนของรัสเซียเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สองประเทศนี้ตัดสินใจเข้าร่วม NATO ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกรัสเซียบุกโจมตีในสักวันหนึ่ง

 

โดยเมื่อวานนี้ (28 กุมภาพันธ์) รัฐสภาฟินแลนด์ได้เริ่มการอภิปรายเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะเร่งกระบวนการยื่นขอเป็นสมาชิก NATO ของฟินแลนด์ โดยคาดว่าจะมีการลงมติภายในวันนี้ (1 มีนาคม)

 

ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีเพียงตุรกีและฮังการีที่ยังไม่ให้สัตยาบันรับรองการยื่นขอเป็นสมาชิก NATO ของฟินแลนด์และสวีเดน

 

ภาพ: Dursun Aydemir / Anadolu Agency via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เลขาธิการ NATO ยืนยัน ยูเครนจะเข้าร่วม NATO ในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.สุรเกียรติ์ ชี้โลกาภิวัตน์ถูกท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ ไทยต้องปรับตัว เลือกข้างฝ่ายที่ถูกต้อง อยู่ข้างกฎหมายระหว่างประเทศ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2022-19/ Sat, 26 Nov 2022 07:05:11 +0000 https://thestandard.co/?p=715848

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM วันที่ 2 เวที THE END […]

The post ดร.สุรเกียรติ์ ชี้โลกาภิวัตน์ถูกท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ ไทยต้องปรับตัว เลือกข้างฝ่ายที่ถูกต้อง อยู่ข้างกฎหมายระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM วันที่ 2 เวที THE END OF GLOBALIZATION?: จากยูเครนถึงไต้หวัน ไทยควรวางหมากอย่างไร ในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลก ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ GLOBALIZATION ON THE BRINK โดยชี้ว่า ปัจจุบันโลกาภิวัตน์มีความหมายที่แตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย คือโลกาภิวัตน์ไม่ได้หมุนตามกำไร หรือมีกำไรที่ไหนไปลงทุนหรือค้าขายที่นั่น แต่ปัจจุบันมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง และทำให้เกิดโลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่ขึ้น

 

ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยี ทำให้เกิดกระแส Decoupling หรือแนวคิดการแยกตัวทางเศรษฐกิจหรือแยกห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้โลกาภิวัตน์มีลักษณะที่แตกเป็นเสี่ยงเสี้ยว (Fragmented Globalization) ซึ่งกระทบกับทุกภาคส่วน รวมถึงภาครัฐและภาคเอกชนของไทยที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ

 

ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกหลายอย่างกำลังท้าทายโลกาภิวัตน์ โดยปัจจุบันโลกาภิวัตน์ถูกท้าทายโดยแนวโน้มใหญ่ของโลก ถูกท้าทายโดยค่านิยมระหว่างประเทศ ถูกท้าทายโดยการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกทางเศรษฐกิจ และถูกท้าทายโดยระเบียบโลกทางการเมือง

 

สำหรับความท้าทายจากแนวโน้มใหญ่ของโลกนั้น ดร.สุรเกียรติ์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าปัจจุบันหลายประเทศกำลังเผชิญกับเทรนด์สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในเอเชียมีจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไทย ที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โจทย์ใหญ่คือเรามีนโยบายรับมืออย่างไร เพราะผู้สูงอายุมักไม่ใช้เงิน ไม่ชอบความเสี่ยง ไม่ค่อยลงทุน ในขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เป็น Young Society ที่มีศักยภาพสูง ดังน้ันการตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศจึงอาจเปลี่ยนแปลงไป  

 

แต่ ดร.สุรเกียรติ์ มองว่าในบางแง่มุมโลกาภิวัตน์ก็มีความเข้มแข็งขึ้น เช่น ในมิติการขยายตัวของชนชั้นกลาง เพราะกลุ่มชนชั้นกลางมีความเชื่อมโยงกันสูง นอกจากนี้หลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียนั้นมีสังคมการเป็นเมืองมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเมือง การลงทุนของความเป็นเมืองมากขึ้น และอีกส่วนก็เชื่อมระหว่างเมืองในประเทศกับเมืองต่างประเทศ ซึ่งเสริมความเป็นโลกาภิวัตน์

 

นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มใหญ่อื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อโลกาภิวัตน์ เช่น หลังเกิดโรคระบาดโควิด เทรนด์ทางสังคมมีลักษณะที่เน้นความมั่นคงทางสุขภาพมากขึ้น ขณะที่สงครามในยูเครนทำให้เกิดเทรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร ตลอดจนปัญหาโลกรวนทำให้เกิดเทรนด์การใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น เกิดการเชื่อมโยงของโลกในเวที COP26 และ COP27 

 

ในด้านความท้าทายจากค่านิยมระหว่างประเทศนั้น ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า ประเทศที่ไม่มีประชาธิปไตยจะได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบด้านการลงทุน หรืออาจถูกประณามในเวทีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของธรรมาภิบาล ปัญหาคอร์รัปชัน และสิทธิมนุษยชน เช่นหลายประเทศละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ถูกนานาชาติคว่ำบาตร 

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการคว่ำบาตรของหลายประเทศมีลักษณะที่ไม่เป็นไปในทางเดียวกัน หรือมีลักษณะ Individual มากขึ้น เช่น สหรัฐฯ คว่ำบาตรเมียนมาแบบหนึ่ง ญี่ปุ่นคว่ำบาตรเมียนมาอีกแบบหนึ่ง เมื่อการคว่ำบาตรไม่เหมือนกัน คำถามคือ แล้วโลกาภิวัตน์จะไปต่ออย่างไร ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนผลิตสินค้าในเมียนมาเพื่อส่งออกไปจีน การลงทุนในเมียนมาเพื่อส่งออกไปไทย หรือลงทุนในไทยเพื่อส่งออกไปเมียนมา ก็เกิดขึ้นไม่ได้ 

 

ในด้านของสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นค่านิยมใหม่นั้น หากไม่มีแผนยุทธศาสตร์ ESG (Environmental, Social และ Corporate Governance) ที่ชัดเจน ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ต่างชาติไม่มาลงทุน ธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือภาครัฐอาจมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมกับบริษัทที่ปล่อยมลพิษ ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีแนวโน้มใช้จ่ายมากขึ้นกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 

 

ดร.สุรเกียรติ์ เตือนว่าหากเราไม่ปรับตัว ในอนาคตไทยอาจไม่สามารถส่งออกข้าวไปยุโรปได้ เพราะข้าวของเรามีมีเทน 

 

ประการต่อมาคือโลกาภิวัตน์ถูกท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกทางเศรษฐกิจ ซึ่งจริงๆ แล้ว ดร.สุรเกียรติ์ มองว่ามีการเปลี่ยนแปลงมานานแล้ว และกำลังจะเปลี่ยนต่อไป เช่น เศรษฐกิจแบบพหุภาคีนิยมกำลังเปลี่ยนไปสู่ภูมิภาคนิยม เดิมมีสหประชาชาติเป็นศูนย์กลางก็คลายความศักดิ์สิทธิ์ลง แต่ปัจจุบันมีการให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคแทน เช่น กลุ่ม RCEP, CPTPP หรือ APEC ที่ไทยเพิ่งเป็นเจ้าภาพ

 

“เราจะเห็นว่า ระเบียบโลกนั้นเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือ การค้าเสรี การลงทุน ซึ่งหดจากพหุภาคีนิยมมาเป็นภูมิภาคนิยม เช่น จีนตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเอเชียขึ้นมา ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีใครเสนอแนวคิดนี้ขึ้นมา รับรองได้ว่าธนาคารโลกย่อมไม่ยอมแน่ แต่เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน จีนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมากขึ้น เวลาเสนออะไรขึ้นมา ชาติตะวันตกก็อาจจะเห็นด้วย” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

 

โลกาภิวัตน์ยังถูกท้าทายโดยการต่างประเทศที่มาจากสงครามยูเครน-รัสเซีย เพราะมาตรการคว่ำบาตรส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการโอนเงินระหว่างประเทศ การเกิดวิกฤตพลังงาน และปัจจุบันห่วงโซ่อุปทานเกิดดิสรัปชัน ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มคิดที่จะพึ่งพาตนเองมากขึ้น สหรัฐฯ ต้องการแยกเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน หรือ Decoupling แต่เป็น Managed Decoupling หรือการแยกตัวแบบมีการบริหารจัดการ เช่น ต้องการค้าขายลงทุนกับประเทศที่เป็นมิตร (Friendshoring) เพราะฉะนั้นโลกจึงปั่นป่วนไปหมด

 

นอกจากนี้ โลกาภิวัตน์ยังถูกท้าทายจากการแข่งขันของมหาอำนาจในด้านการเมือง โลกแบ่งเป็นสองขั้ว คือกลุ่มประชาธิปไตยกับกลุ่มเผด็จการ ซึ่งในทางหนึ่งก็บีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเลือกฝ่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ ขณะที่เวทีพหุนิยมที่มีสหประชาชาติเป็นศูนย์กลางอ่อนแอลง ยกตัวอย่างเช่น การโหวตมติในเวทีคณะมนตรีความมั่นคงหรือเวทีสมัชชาใหญ่ไม่มีความเป็นเอกภาพ เมื่อมีมหาอำนาจคัดค้านก็ไม่สามารถทำอะไรต่อได้

 

เพราะฉะนั้น ดร.สุรเกียรติ์ ย้ำว่า ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความสลับซับซ้อน และความคลุมเครือ (VUCA World) จึงเขย่าโลกาภิวัตน์อย่างต่อเนื่อง

 

ช่วงสุดท้ายของปาฐกถา ดร.สุรเกียรติ์ ตั้งคำถามว่าไทยพร้อมแค่ไหนกับการเป็น Future Ready Thailand โดยมองว่าไทยยังขาดการวาดภาพอนาคต และที่สำคัญคือไทยต้องปฏิรูประบบราชการด้วย 

 

ดร.สุรเกียรติ์ ชี้ว่า การต่างประเทศไม่ใช่การต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น แต่ในบางครั้งกระทรวงการต่างประเทศรับบทเป็นเพียงผู้สนับสนุนหรือช่วยขับเคลื่อน โดยมีหน่วยงานอื่นหรือภาคเอกชนเป็นตัวนำ คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรที่ภาครัฐทั้งทบวง กระทรวง กรม หรือเอกชน ภาคประชาสังคมจะร่วมกันหาจุดยืนในด้านการต่างประเทศ ซึ่งเป็นการต่างประเทศของประเทศไทยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ผู้นำก็ต้องรับฟังมากขึ้น ต้องโน้มตัวลงมารับฟังมากขึ้น

 

อีกสิ่งสำคัญคือการวางจุดยืนของไทยในยุคที่เปลี่ยนแปลงไป เรามักพูดถึงการเป็นกลาง แต่อันที่จริงเรื่องบางเรื่องเราเป็นกลางไม่ได้ แต่เราต้องเลือกข้าง คือเลือกข้างที่ถูกต้อง เราเป็นประเทศเล็กแต่ต้องอยู่ข้างหลักการ อยู่ข้างกฎหมายระหว่างประเทศ เราต้องปรับตัวเพื่อเดินเข้าสู่ระเบียบใหม่ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้ได้

The post ดร.สุรเกียรติ์ ชี้โลกาภิวัตน์ถูกท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ ไทยต้องปรับตัว เลือกข้างฝ่ายที่ถูกต้อง อยู่ข้างกฎหมายระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำจีน-สหรัฐฯ พบจุดร่วมบนความขัดแย้ง สัญญาณบวกบนความสัมพันธ์ที่ผันผวน https://thestandard.co/joe-biden-xi-jinping/ Tue, 15 Nov 2022 12:14:09 +0000 https://thestandard.co/?p=709476 โจ ไบเดน สีจิ้นผิง

ไฟสปอตไลต์เวลานี้สาดส่องไปที่เกาะบาหลี สถานที่จัดประชุม […]

The post ผู้นำจีน-สหรัฐฯ พบจุดร่วมบนความขัดแย้ง สัญญาณบวกบนความสัมพันธ์ที่ผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โจ ไบเดน สีจิ้นผิง

ไฟสปอตไลต์เวลานี้สาดส่องไปที่เกาะบาหลี สถานที่จัดประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ในประเทศอินโดนีเซีย หากแต่สิ่งที่หลายคนจับตาอาจไม่ใช่ตัวประชุม แต่เป็นการพบกันนอกรอบของสองผู้นำมหาอำนาจเบอร์ 1 และ 2 ของโลก ท่ามกลางความตึงเครียดจากความขัดแย้งและการแข่งขันในทุกมิติระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่สร้างบรรยากาศอึมครึมไปทั่วโลก

 

ภาพการจับมือกันระหว่าง โจ ไบเดน และ สีจิ้นผิง ทำให้อุณหภูมิการเมืองโลกลดลงไปบ้าง หลังจากที่ร้อนระอุมาหลายเดือนจากไฟสงครามในยูเครน วิกฤตการณ์ในช่องแคบไต้หวัน รวมถึงการทดสอบขีปนาวุธต่อเนื่องของเกาหลีเหนือในช่วงหลัง ซึ่งทำให้คาบสมุทรเกาหลีตึงเครียดระลอกใหม่

 

อย่างน้อยการพบกันตัวต่อตัวของผู้นำจีนและสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ก็ทำให้เราสบายใจได้บ้างว่า สองมหาอำนาจยังแง้มประตูการทูตเพื่อสื่อสารกันอยู่ แม้ว่าประเด็นที่สองฝ่ายคุยกันและเห็นพ้องกันจะไม่มีอะไรใหม่นักก็ตาม

 

ทั้งคู่คุยอะไรกันบ้างในเวลา 3 ชั่วโมง?

 

จีน-สหรัฐฯ กับสถานะ ‘คู่แข่ง’ ที่จะขับเคี่ยวไปตลอด

สำหรับสหรัฐฯ แล้ว จีนไม่ใช่แค่ขั้วตรงข้ามของอุดมการณ์ทางการเมือง หรือเป็นคู่ขัดแย้งในประเด็นปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ที่ขึ้นมาท้าทายระเบียบโลกที่สหรัฐฯ สร้างมา อีกทั้งท้าชิงบัลลังก์เบอร์ 1 ของสหรัฐฯ ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหาร ครอบคลุมตั้งแต่วิทยาการ AI ไปจนถึงห้วงอวกาศ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญมองตรงกันว่า จีนอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีในการไล่ตามสหรัฐฯ จนทันก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่าจีนคือภัยคุกคามเบอร์ 1 ที่สหรัฐฯ ไม่อาจกาชื่อทิ้งได้อีกต่อไป

 

การแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทำให้หวนนึกถึงบรรยากาศการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าเวลานี้เรากำลังอยู่ในยุคสงครามเย็นครั้งใหม่แล้วหรือไม่

 

แต่หลังการพบปะระดับทวิภาคีกับ สีจิ้นผิง ที่บาหลี ไบเดนยืนยันกับนักข่าวที่ตั้งคำถามนี้ว่า จะไม่เกิดสงครามเย็นครั้งใหม่ขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ตามที่หลายฝ่ายกังวล

 

แม้มีประเด็นไม่ลงรอยเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ในซินเจียงและชนกลุ่มน้อยในทิเบต รวมถึงการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองฮ่องกง แต่ลึกๆ แล้วทั้งคู่ต่างตระหนักดีว่าเสถียรภาพของโลกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ

 

เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ไบเดนส่งสัญญาณที่จะประนีประนอมกับจีน โดยเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการขัดแย้งกับจีน แม้ว่าการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างสองประเทศจะดำเนินต่อไปก็ตาม

 

และที่บาหลีนี้ไบเดนกล่าวอีกครั้งว่า “เราจะแข่งขันกันอย่างแข็งขัน แต่ผมไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง แต่ต้องการจัดการกับการแข่งขันนี้อย่างรับผิดชอบ และผมต้องการทำให้แน่ใจว่าทุกประเทศจะปฏิบัติตามกฎกติการะหว่างประเทศ”

 

ซึ่งดูเหมือน สีจิ้นผิง ก็มีจุดยืนเดียวกัน โดยในช่วงต้นการประชุมผู้นำจีนยอมรับว่า “เราจำเป็นต้องวางแนวทางที่ถูกต้องสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในขณะที่โลกมาถึงทางแยก” 

 

สีจิ้นผิง กล่าวว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไม่ควรมีลักษณะที่เรียกว่า Zero-Sum Game หรือเมื่อมีฝ่ายหนึ่งได้ก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งเสียเสมอไป แต่โลกใบนี้กว้างใหญ่เพียงพอที่จะรองรับการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งจีนและสหรัฐฯ      

 

จุดยืนต่อไต้หวันยังไม่เปลี่ยน

ในส่วนประเด็นไต้หวัน ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์สามเส้าระหว่าง ‘ปักกิ่ง-วอชิงตัน-ไทเป’ มีความยุ่งยากซับซ้อนนั้น ไบเดนเชื่อว่าจีนจะไม่พยายามใช้กำลังเข้ารุกรานไต้หวันในเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน 

 

จุดนี้อาจช่วยคลายวิตกไปได้บ้าง หลังเกิดความกังวลว่าจีนอาจใช้ไม้แข็งกับไต้หวัน ภายหลังจากที่ช่องแคบไต้หวันเกิดความตึงเครียดจากกรณีที่ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เดินทางเยือนไทเปเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งทำให้จีนจัดซ้อมรบปิดล้อมไต้หวันครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

ไบเดนยืนยันกับสีว่า นโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อไต้หวันนั้นไม่เปลี่ยนแปลง โดยในอดีตรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีคนใดต่างก็ยึดถือหลักนโยบาย ‘ความคลุมเครือเชิงกลยุทธ์’ (Strategic Ambiguity) ซึ่งก็คือการรักษาความสัมพันธ์กับไต้หวันในระดับที่ไม่เป็นทางการ ภายใต้กฎหมาย Taiwan Relations Act ที่มีข้อผูกพันให้รัฐบาลสามารถจัดหาอาวุธเชิงรับให้ไต้หวันเพื่อป้องกันประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายที่คลุมเครือว่าสหรัฐฯ จะเข้าปกป้องไต้หวันหรือไม่ หากจีนใช้กำลังทหารรุกราน 

 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ โจ ไบเดน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ บรรดาผู้สังเกตการณ์มองว่า นโยบาย Strategic Ambiguity ที่มีต่อไต้หวันนั้นเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่คลุมเครือน้อยลง เพราะไบเดนพูดย้ำต่อสาธารณะหลายครั้งว่า สหรัฐฯ จะแทรกแซงทางทหาร หากจีนบุกโจมตีไต้หวัน แม้ว่าทำเนียบขาวจะออกมาปฏิเสธคำพูดของไบเดนทุกครั้งก็ตาม

 

ในการประชุมผู้นำจีน-สหรัฐฯ สีจิ้นผิง เน้นย้ำหลายครั้งรวมถึงในครั้งนี้ด้วยว่า สหรัฐฯ จะต้องยึดมั่นในหลักการจีนเดียว (One China Policy) ซึ่งหมายถึงการที่สหรัฐฯ ยอมรับว่ามีรัฐบาลจีนเป็นตัวแทนของคนจีนบนเวทีโลกเพียงรัฐบาลเดียว และจะไม่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันอย่างเป็นทางการ

 

พบ ‘จุดร่วม’ ในประเด็นยูเครน กดดันจีนหยุดเกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์

นอกจากประเด็นไต้หวันแล้ว โจ ไบเดน ยังหารือกับ สีจิ้นผิง ในประเด็นสงครามในยูเครนและการทดสอบขีปนาวุธบ่อยผิดปกติของเกาหลีเหนือ ซึ่งด้านหนึ่งก็สะท้อนว่า ถึงแม้จีนกับสหรัฐฯ จะแข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่ในอีกด้านหนึ่งสหรัฐฯ ก็ต้องการความร่วมมือและการสนับสนุนจากจีนในกลไกแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการทูตเช่นเดียวกัน 

 

ซึ่งการประชุมรอบนี้ไบเดนได้คำตอบเกี่ยวกับจุดยืนของจีนในสงครามยูเครนว่า จีนไม่เห็นด้วยกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในยูเครน ซึ่งเป็นจุดยืนเดียวกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันจีนก็ต้องการให้เกิดสันติภาพขึ้น แม้ว่าเวลานี้ยังไม่มีทางออกสำหรับปัญหาที่มีความซ้ำซ้อนนี้ก็ตาม

 

ส่วนประเด็นเกาหลีเหนือนั้นไบเดนเผยในการแถลงข่าวหลังพบสีว่า เขาไม่แน่ใจว่าจีนจะสามารถควบคุมเกาหลีเหนือได้หรือไม่ แต่ไบเดนหวังว่าปักกิ่งจะใช้อิทธิพลกดดันเปียงยางได้ เขาบอกกับ สีจิ้นผิง ว่าจีนมีพันธกรณีที่จะห้ามปรามเกาหลีเหนือไม่ให้ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหม่ ซึ่งเหมือนเตือนว่าจีนก็มีบทบาทรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย

 

ดังนั้นจึงต้องจับตาดูต่อว่าเกาหลีเหนือจะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรต่อจากนี้ แต่ไบเดนได้แจ้งกับผู้นำจีนแล้วว่า หากเกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ครั้งใหม่ สหรัฐฯ จะออกมาตรการตอบโต้ ซึ่งไม่ได้มุ่งเป้าไปที่จีนโดยตรง แต่เป็นการส่งสารถึงเกาหลีเหนือว่า สหรัฐฯ จะปกป้องพันธมิตรรวมถึงผืนแผ่นดินของชาวอเมริกัน

 

ไบเดน-สีจิ้นผิง พบกัน เป็นสัญญาณบวกจริงหรือ เราตั้งความหวังได้แค่ไหน? 

ถึงแม้การพบกันของ โจ ไบเดน และ สีจิ้นผิง จะไม่เกิดผลลัพธ์หรือข้อตกลงที่มีนัยสำคัญ ทว่าก็มีสัญญาณบวกที่ช่วยลดอุณหภูมิทางการเมืองระหว่างประเทศลง ขณะที่ประตูความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจเริ่มแง้มออก โดยสองชาติตกลงที่จะกลับมาเจรจาในปัญหาต่างๆ ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจีนในฐานะประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลกมีส่วนรับผิดชอบโดยตรงต่อปัญหานี้

 

เอียน ชง นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า การประชุมรอบนี้มีโทนบวกอยู่ โดยสองประเทศยอมรับว่ามีบางประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของสองชาติ ซึ่งรวมถึงเสถียรภาพของโลกที่จะไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ตึงเครียดจนควบคุมไม่อยู่

 

ขณะที่ ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ว่า ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังขึ้นอยู่กับการเมืองและสถานการณ์ภายในของสหรัฐฯ ด้วย โดยจะเห็นว่าไบเดนมีท่าทีอ่อนลงต่อจีน เพราะช่วงเวลานี้สหรัฐฯ เองก็กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สามารถดำเนินการทูตที่แข็งกร้าวกับจีนแบบเดิมได้ 

 

อย่างไรก็ตาม ชงเตือนว่าอย่าเพิ่งตั้งความหวังไว้สูงนัก เพราะความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ มีความผันผวนสูง หนทางข้างหน้าจึงอาจขรุขระ ไม่ราบเรียบ และจะมีลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ เช่นนี้ไปตลอด

 

ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ก็อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางความสัมพันธ์วอชิงตัน-ปักกิ่งในช่วง 2 ปีที่เหลือของไบเดนด้วย โดยหลายฝ่ายคาดว่า หากรีพับลิกันกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ตามคาด พวกเขาจะกดดันรัฐบาลไบเดนให้ดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวกับจีนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการผลักดันในสภาคองเกรสให้เพิ่มงบประมาณกลาโหม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและป้องกันภัยคุกคามจากจีน

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

อ้างอิง:

The post ผู้นำจีน-สหรัฐฯ พบจุดร่วมบนความขัดแย้ง สัญญาณบวกบนความสัมพันธ์ที่ผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนเตรียมพบสีจิ้นผิงที่บาหลีวันจันทร์หน้า ท่ามกลางความตึงเครียดจากการแข่งขันและปัญหาขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน https://thestandard.co/biden-xi-jinping-bali-14-nov/ Fri, 11 Nov 2022 00:35:23 +0000 https://thestandard.co/?p=707479

ทำเนียบขาวยืนยันว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ เตรีย […]

The post ไบเดนเตรียมพบสีจิ้นผิงที่บาหลีวันจันทร์หน้า ท่ามกลางความตึงเครียดจากการแข่งขันและปัญหาขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำเนียบขาวยืนยันว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ เตรียมพบประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ที่บาหลีในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะถือเป็นการพบปะกันต่อหน้าครั้งแรกระหว่างทั้งสองนับตั้งแต่ไบเดนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2020 โดยกำหนดการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจระหองระแหงจากปัญหาขัดแย้งหลายเรื่อง รวมถึงวิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันเมื่อเร็วๆ นี้ และกรณีการแบนส่งออกเทคโนโลยีสำคัญของสหรัฐฯ เพื่อขัดขวางการพัฒนากองทัพของจีน

 

แถลงการณ์ทำเนียบขาวระบุว่า ไบเดนและสีจิ้นผิงจะพบกันในวันจันทร์หน้า (14 พฤศจิกายน) ขณะที่การประชุมสุดยอดผู้นำ G20 จะเปิดฉากอย่างเป็นทางการที่บาหลีในวันที่ 15 พฤศจิกายน โดยแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่เผยว่า ประเด็นการพูดคุยของทั้งสองจะครอบคลุมเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือระลอกใหม่

 

นอกจากประเด็นความขัดแย้งแล้ว ผู้นำสองชาติจะหารือถึงความร่วมมือในมิติต่างๆ ด้วย เช่น การร่วมแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยจีนถือเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก

 

ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติมหาอำนาจตกต่ำสุดขีด หลัง แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เดินทางเยือนไต้หวันในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้จีนตอบโต้โดยการจัดซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้บรรยากาศในช่องแคบไต้หวันตึงเครียดอย่างหนัก ขณะที่การปิดล้อมในครั้งนั้นก็ส่งผลให้การส่งออกชิปของไต้หวันหยุดชะงัก

 

นอกจากนี้ความสัมพันธ์ปักกิ่ง-วอชิงตันยังย่ำแย่ลงอีก หลังรัฐบาลของไบเดนได้ออกมาตรการควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่เข้มงวดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของจีนอาจพบกับอุปสรรค

 

ภาพ: Lintao Zhang / Getty Images

อ้างอิง:

The post ไบเดนเตรียมพบสีจิ้นผิงที่บาหลีวันจันทร์หน้า ท่ามกลางความตึงเครียดจากการแข่งขันและปัญหาขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย แนะผู้นำต้องพร้อมรับฟัง ดึงสังคมมีส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพ APEC หวังเวทีนี้ช่วยให้ไทยเป็น Future Ready Thailand https://thestandard.co/surakiart-said-leader-must-listen/ Thu, 03 Nov 2022 07:57:32 +0000 https://thestandard.co/?p=703884

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรั […]

The post ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย แนะผู้นำต้องพร้อมรับฟัง ดึงสังคมมีส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพ APEC หวังเวทีนี้ช่วยให้ไทยเป็น Future Ready Thailand appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มองว่าผู้นำที่ดีไม่ว่าประเทศใดก็ตาม ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และควรเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพราะปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา พร้อมให้ข้อเสนอแนะว่าการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับผู้นำควรดึงสังคมเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าประชาชนได้เป็นเจ้าภาพจริงๆ

 

ในระหว่างการบันทึกเทปสัมภาษณ์พิเศษรายการ The Secret Sauce ที่ดำเนินรายการโดย เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD เมื่อวานนี้ (2 พฤศจิกายน) มีคำถามช่วงหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ของไทยระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้

 

ดร.สุรเกียรติ์กล่าวถึงประสบการณ์เมื่อครั้งที่ได้เป็นประธาน APEC ปี 2003 ว่า ได้ใช้เวลาเตรียมตัวเกือบ 2 ปี โดยมีการส่งทีมไปดูงานที่จีน ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดที่เซี่ยงไฮ้ในปี 2001 ต่อด้วยเม็กซิโกที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมในปี 2002 เพื่อดูว่าเขาทำอย่างไร เปรียบเทียบว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วจึงนำมาเป็นแนวทางจัดเองในปี 2003 

 

ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า “การจัดการประชุม APEC มี 2 มิติใหญ่ๆ คือในด้านพิธีการ ซึ่งหมายถึงโอกาสที่เราจะได้ต้อนรับเขา ได้โชว์วัฒนธรรมของเรา เพราะแต่ละคนมีผู้สื่อข่าวมาเป็นร้อย เท่ากับว่าเรามีผู้สื่อข่าวมาครึ่งหมื่นที่ติดตามผู้นำมา ซึ่งโจทย์คือทำอย่างไรจึงจะสามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมให้ต่างชาติได้เห็น ทำอย่างไรให้คนไทยได้ภาคภูมิใจกับการที่เราได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน APEC” 

 

ซึ่งในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา เราได้รับฟังความคิดเห็นว่าหลายภาคส่วนจะมีส่วนร่วมอย่างไร เพราะตอนจัดปี 2003 เราก็จัดประชุมในหลายระดับ เราให้นักศึกษามหาวิทยาลัยมาเป็นอาสาสมัครด้วย

 

“ผมเจอหลายคนเป็นอาจารย์ พวกเขาบอกว่า ณ วันนั้นพวกเขาเข้าโครงการในฐานะนักศึกษา ซึ่งได้เรียนรู้มาก ได้รู้จักการต่างประเทศ เรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คือตรงนี้มันก็เป็นโอกาสที่จะดึงสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่ว่ามีส่วนร่วมเพียงดูโทรทัศน์แล้วบอกว่าเราเป็นเจ้าภาพนะ ซึ่งพอเป็นวันหยุด ทุกคนก็ไปเที่ยวที่อื่น ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเจ้าภาพอะไร” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว  

 

อีกหนึ่งมิติที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้คือ “หัวข้อการประชุม เราอยากเห็นเรื่องอะไร ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ APEC สามารถช่วยเราได้ก็คือ ทำอย่างไรให้ APEC ช่วยให้เราเป็น Future Ready Thailand หรือเป็นประเทศที่พร้อมสำหรับอนาคต เช่น เรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งเราจะเห็นว่า APEC มีหลายเขตเศรษฐกิจที่เป็นผู้นำเทคโนโลยี เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง อเมริกา ทำอย่างไรที่พวกเขาจะนำเทคโนโลยี AI เหล่านี้มาช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย ไม่ใช่แค่ช่วยธุรกิจขนาดใหญ่อย่างเดียว แต่มาช่วยสตาร์ทอัพของเรา

 

“หรือทำอย่างไรให้ประเทศที่เก่งในเรื่องของ Green Economy อย่างออสเตรเลียและญี่ปุ่นมาช่วยเราในเรื่องของเศรษฐกิจสีเขียว นอกเหนือจากเรื่อง BCG แล้ว ยังมีอีกมากมาย ทำอย่างไรที่เราจะมีการค้าการลงทุนที่มีขยะน้อยลง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

 

ดร.สุรเกียรติ์ให้ข้อเสนอแนะว่า หากไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมอื่นๆ อีกในอนาคต ก็อยากจะเห็นกระบวนการมีส่วนร่วมที่มาจากฐานราก มาจากทุกภาคส่วนมากขึ้น

 

“และที่สำคัญคือผู้นำต้องมี Growth Mindset ต้องพร้อมที่จะรับฟัง มีความพร้อมที่จะเปิดฟัง ไม่เป็นคนน้ำเต็มแก้ว การที่เราไม่รู้อะไรไม่ใช่สิ่งน่าอาย การที่เราทำอะไรมาตลอดแล้วประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าเรารู้หมด เพราะว่าประสบการณ์ของเราเมื่อ 3 ปีที่แล้วอาจจะใช้ไม่ได้เลยกับประสบการณ์ของปีนี้ ประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นรัฐมนตรีมา เคยเป็นคณบดีมา อาจจะใช้ไม่ได้เลยกับอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ 

 

“สำหรับผม ผมคิดว่าทุกวันคือการเรียนรู้ จริงๆ ยุคนี้เป็นโอกาสทองของผู้นำที่จะได้เรียนรู้ทุกวัน เพราะความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวัน ถ้าเกิดผู้นำไม่ว่าประเทศใดก็ตามปฏิเสธที่จะเรียนรู้ของใหม่ๆ ปฏิเสธที่จะรับฟังความเห็นของทุกภาคส่วน ผมถือว่าขาดทุน ซึ่งก็จะทำให้ประเทศขาดทุนไปด้วย” ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

The post ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย แนะผู้นำต้องพร้อมรับฟัง ดึงสังคมมีส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพ APEC หวังเวทีนี้ช่วยให้ไทยเป็น Future Ready Thailand appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะพานแขวนถล่มในอินเดีย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 60 ราย https://thestandard.co/india-bridge-collapse/ Mon, 31 Oct 2022 00:57:58 +0000 https://thestandard.co/?p=702054 อินเดีย

เกิดเหตุสะพานแขวนถล่มในรัฐคุชราต ทางตะวันตกของอินเดีย ข […]

The post สะพานแขวนถล่มในอินเดีย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 60 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดีย

เกิดเหตุสะพานแขวนถล่มในรัฐคุชราต ทางตะวันตกของอินเดีย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยืนยันพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 60 ราย โดยขณะเกิดเหตุมีประชาชนหลายร้อยคนตกลงไปในแม่น้ำมัจฉุ เมืองโมรพี

 

ภาพวิดีโอจากชาวบ้านเผยให้เห็นผู้รอดชีวิตบางคนติดอยู่บนโครงสร้างสะพานแขวนซึ่งบางส่วนจมลงสู่แม่น้ำ ส่วนบางคนพยายามปีนขึ้นโดยเกาะสายเคเบิลที่ยังเหลืออยู่ ขณะที่ชาวบ้านที่ยืนดูอยู่บนฝั่งพยายามให้ความช่วยเหลือผู้ที่ลอยคอขึ้นเหนือน้ำ โดยมีรายงานว่าอาจมีประชาชนมากถึง 400 คนที่ตกลงไปในน้ำเมื่อตอนที่สะพานถล่ม

 

ทางการอินเดียระบุว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิต ซึ่งตอนเกิดเหตุเป็นช่วงเวลากลางคืน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการค้นหา

 

BBC รายงานว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เปิดใช้สะพานอีกครั้ง ภายหลังจากที่ปิดซ่อมไปช่วงหนึ่ง

 

สะพานดังกล่าวมีความยาว 230 เมตร สร้างขึ้นในสมัยที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 19

 

ด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ซึ่งอยู่ในบ้านพักที่รัฐคุชราตในระหว่างเยือน 3 วัน ได้แสดงความเสียใจต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น พร้อมประกาศจะจัดสรรเงินชดเชยให้แก่ผู้บาดเจ็บและญาติของผู้ที่เสียชีวิต

 

สำหรับสาเหตุที่ทำให้สะพานถล่มครั้งนี้ยังอยู่ในระหว่างสืบสวน ซึ่งหากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

 

ภาพ: Stringer / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

The post สะพานแขวนถล่มในอินเดีย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 60 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนเดินทางมาวางดอกไม้ไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน https://thestandard.co/itaewon-death-commemorate/ Sun, 30 Oct 2022 12:40:14 +0000 https://thestandard.co/?p=701996 อิแทวอน

ประชาชนทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติเดินทางมาวางดอกไม้เพื […]

The post ผู้คนเดินทางมาวางดอกไม้ไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิแทวอน

ประชาชนทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติเดินทางมาวางดอกไม้เพื่อแสดงความอาลัยในย่านอิแทวอน ในกรุงโซลอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าโศก หลังเกิดเหตุการณ์ล้มเหยียบทับกันของฝูงชนจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 151 ราย ในงานปาร์ตี้ฮาโลวีนเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (29 ตุลาคม)

 

ส่วนญาติของผู้สูญหายได้เดินทางไปศูนย์ชุมชนฮันนัมดงในกรุงโซล เพื่อติดตามข่าวความคืบหน้า ขณะที่บางคนร้องไห้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ด้านประธานาธิบดียุนซอกยอลของเกาหลีใต้ได้ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ โดยที่ทำการรัฐบาลในกรุงโซล รวมถึงเมืองต่างๆ มีการลดธงลง ขณะเดียวกันก็มีการสั่งการให้ทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยตามสถานที่จัดงานรื่นเริงต่างๆ ที่มีผู้คนรวมตัวเป็นจำนวนมาก

 

สำหรับสาเหตุที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด และยังอยู่ในระหว่างสืบสวน โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า พื้นที่จัดงานนั้นเป็นตรอกซอยและถนนแคบๆ ซึ่งไม่สามารถรองรับมวลชนขนาดมหาศาลได้ โดยปีนี้คาดว่ามีประชาชนมาร่วมงานมากถึง 1 แสนคน ซึ่งมากกว่าปีก่อนๆ หลายเท่าตัว และเมื่อเกิดความแออัดขึ้นก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะทำให้มีการผลักดันกันจนล้ม และเหยียบทับกันจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตได้

 

อิแทวอน อิแทวอน อิแทวอน อิแทวอน อิแทวอน

 

ภาพ: Getty Images, AFP 

The post ผู้คนเดินทางมาวางดอกไม้ไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิแทวอนในวันที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป กับเสียงสะท้อนและร่องรอยโศกนาฏกรรมเตือนใจเกาหลีใต้และโลก https://thestandard.co/itaewon-tragedy/ Sun, 30 Oct 2022 09:12:46 +0000 https://thestandard.co/?p=701959 อิแทวอน

“ผมเห็นคนตายต่อหน้า และนอนไม่หลับเลยทั้งคืน”   ดาโ […]

The post อิแทวอนในวันที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป กับเสียงสะท้อนและร่องรอยโศกนาฏกรรมเตือนใจเกาหลีใต้และโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิแทวอน

“ผมเห็นคนตายต่อหน้า และนอนไม่หลับเลยทั้งคืน”

 

ดาโน ลีมันน์ ผู้จัดการร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านอิแทวอน ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ เล่าย้อนเหตุการณ์เศร้าสลดที่เขาจะไม่มีวันลืม

 

เดิมค่ำคืนที่ผ่านมาควรจะเป็นอีกหนึ่งวันของการฉลองฮาโลวีนที่สนุกสุดเหวี่ยงเหมือนทุกๆ ปี และก็ดังเช่นทุกๆ ครั้งที่ผู้คนแต่งหน้าแต่งตัวเป็นผี ซอมบี้ และปีศาจออกมาประชันความครีเอตและหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน 

 

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นที่ ‘อิแทวอน’ ย่านท่องเที่ยวยามราตรียอดนิยมในกรุงโซล ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานใหญ่ และเป็นจุดรวมตัวของชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทุกสารทิศ

 

BBC ประเมินว่ามีประชาชนราว 100,000 คนที่เดินทางมารวมตัวฉลองปาร์ตี้ฮาโลวีนเมื่อคืนวันเสาร์ (29 ตุลาคม) ขณะที่อิแทวอนไม่สามารถรองรับมวลชนที่มากมายขนาดนี้ได้ เพราะมีลักษณะเป็นตรอกซอยและถนนแคบๆ 

 

มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แตกตื่น คนเหยียบล้มทับกัน จนขาดอากาศหายใจและหัวใจหยุดเต้น รวมอย่างน้อย 151 คน และมีคนไทยเป็นหนึ่งในนั้นด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 82 คน และมีผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง

 

พัคจุงฮุน หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าสิ่งที่เห็นกับสำนักข่าว Reuters ว่า ที่นี่โดยปกติจะมีผู้คนมหาศาลมาฉลองเทศกาลคริสต์มาสและงานพลุต่างๆ กันอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้คนน่าจะมากกว่าเดิมสิบเท่า

 

โดยเมื่อคืนนี้ถือเป็นปาร์ตี้ฮาโลวีนครั้งแรกในรอบ 3 ปีในอิแทวอนที่ไม่มีกฎข้อบังคับด้านการเว้นระยะห่าง หรือการสวมหน้ากากอนามัย หลังจากที่รัฐบาลเคยบังคับมาตรการควบคุมโรคในช่วงที่โควิดระบาดก่อนหน้านี้ ดังนั้นผู้คนจึงแห่กันไปเที่ยวงานอย่างล้นหลาม

 

แม้สาเหตุที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้ยังอยู่ในระหว่างสอบสวน และรอการยืนยันจากทางการ

 

แต่ จูเลียต เคย์เยม ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติและนักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยระดับชาติ ให้ความเห็นกับ CNN ว่า บางทีเหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่มีตัวจุดชนวนหรือสร้างความแตกตื่นตั้งแต่แรกอย่างที่หลายคนสันนิษฐานไว้ก็ได้

 

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ยืนยันว่าไม่พบเหตุแก๊สรั่วหรือไฟไหม้ตามที่มีการแชร์กันในโลกโซเชียลมีเดีย หลังจากตำรวจได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินว่ามีคนจำนวนมากล้มลงหมดสติ และบางคนถูกเหยียบจากความแตกตื่น

 

เคย์เยมกล่าวว่า ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดกันอยู่นอกบาร์ ผับ และร้านอาหารในอิแทวอนนั้น บางที ณ จุดจุดหนึ่งอาจมีคนจำนวนมากพยายามเดินออกมาหรือหนีให้พ้นจากสถานที่แออัดดังกล่าว และเมื่อเกิดความแตกตื่นขึ้น บวกกับลักษณะของถนนและซอยที่แคบ และบางช่วงเป็นทางตัน ก็อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้  

 

“ความตื่นตระหนกมักเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งในโศกนาฏกรรมแบบนี้ และโดยส่วนใหญ่แล้วก็ไม่มีเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงไปกระตุ้นให้เกิดความแตกตื่นด้วย” เคย์เยมกล่าว

 

การที่ผู้คนจำนวนมากเบียดเสียดกัน เมื่อมีคนล้มก็จะเกิดการเหยียบกันตามมา (Stampede) จนขาดอากาศหายใจ ซึ่งจุดเกิดเหตุเป็นซอยแคบๆ โดยเฉพาะบริเวณทางลงถนนหลักใกล้โรงแรม Hamilton ซึ่งมีความกว้างเพียง 4 เมตรเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า พวกเขาได้รับรายงานเกี่ยวกับเหตุชุลมุนที่เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 22.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งโพสต์ข้อความลงบน Twitter ว่า ในซอยดังกล่าวมีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปจำนวนมาก จากนั้นคนก็เริ่มผลักกันไปมา จนสักพักก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น และคนก็ล้มทับกันราวกับโดมิโน โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีคนที่ล้มลงไปอยู่ด้านล่าง และเริ่มมีการเหยียบกัน

 

ข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ ระบุว่า เหตุเหยียบกันตาย หรือ Stampede นั้น สาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้มาจากการเหยียบกันด้วยเท้า แต่เป็นเพราะผู้คนเบียดเสียดกันจนหน้าอกถูกกดทับและขยายเพื่อหายใจไม่ได้ จนเกิดภาวะขาดอากาศหายใจ ซึ่งเมื่อขาดอากาศนานเกินไปก็จะทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

 

คำถามที่เกิดขึ้นในสังคมในเวลานี้จึงอาจไม่ใช่เรื่องของสาเหตุที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม แต่เป็นเรื่องของมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย และการควบคุมฝูงชนในสถานที่ที่มีการจัดงานรื่นเริง และมีฝูงชนมารวมตัวกันมากมายแบบนี้ 

 

เคย์เยมตั้งคำถามว่า ทางการควรจะคาดคะเนไว้ล่วงหน้าว่าจะมีผู้คนมารวมตัวอย่างมหาศาลก่อนคืนวันเสาร์

 

“มันเป็นความรับผิดชอบส่วนหนึ่งของทางการในการควบคุมจำนวนผู้คนที่มาร่วมงานแบบเรียลไทม์ เพื่อที่ว่าพวกเขาจะสามารถตระหนักถึงความจำเป็นและเร่งด่วนในการนำผู้คนออกไปอย่างทันท่วงที” เคย์เยมกล่าว

 

ล่าสุดประธานาธิบดียุนซอกยอลของเกาหลีใต้ได้สั่งการให้ตรวจสอบ และทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยตามสถานที่ที่ใช้จัดงานเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ แล้ว ซึ่งหลังจากนี้คงจะมีมาตรการและแนวทางในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต ไม่ว่าจะที่อิแทวอน หรือที่อื่นใดก็ตาม

 

อย่างไรก็ดี ลีซังมิน รัฐมนตรีมหาดไทยและความปลอดภัยของเกาหลีใต้ ยอมรับว่า โศกนาฏกรรมที่อิแทวอนไม่ใช่ปัญหาที่สามารถแก้ไขโดยการส่งตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไปเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าได้ เพราะเมื่อวานนี้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายและการประท้วงในหลายพื้นที่ของกรุงโซล ขณะที่คนมารวมตัวที่อิแทวอนมากกว่าปกติ ซึ่งก็มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลความปลอดภัยในระดับ ‘ปกติ’ อยู่แล้ว

 

จากนี้อิแทวอนอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

จูอาจัง ชาวบ้านคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ The Washington Post ว่า คนเกาหลีอาจจะไม่มาที่นี่อีกในวันฮาโลวีนปีหน้า เพราะให้เกียรติผู้เสียชีวิต

 

สำหรับครอบครัวผู้สูญเสียและอีกหลายคนแล้ว อิแทวอนจะกลายเป็นสถานที่ที่ทิ้งรอยบาดแผลเตือนใจพวกเขาไปตลอดกาล

 

แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นที่เกาหลีใต้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทย เพราะเหตุการณ์เหยียบกันหรือคนเบียดเสียดแน่นกันแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ โดยเฉพาะในงานเทศกาลหรือตามอีเวนต์ที่มีการรวมตัวของฝูงชน เช่น คอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬา หรืองานฉลองเคานต์ดาวน์ปีใหม่ ซึ่งภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรใช้กรณีอิแทวอนนี้เป็นบทเรียนอย่างจริงจัง

 

คำถามที่ตามมาคือ แล้วอีแทวอนจะเป็นบทเรียนสุดท้ายหรือไม่ 

 

อิแทวอน อิแทวอน อิแทวอน

 

ภาพ: Getty Images, AFP

อ้างอิง:

The post อิแทวอนในวันที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป กับเสียงสะท้อนและร่องรอยโศกนาฏกรรมเตือนใจเกาหลีใต้และโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีผู้เสียชีวิตแล้ว 59 ราย ในงานปาร์ตี้ฮาโลวีนที่อิแทวอน กรุงโซล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เรียกประชุมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน https://thestandard.co/59-dead-itaewon/ Sun, 30 Oct 2022 02:35:08 +0000 https://thestandard.co/?p=701846

สำนักข่าว Yonhap ของเกาหลีใต้รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตที […]

The post มีผู้เสียชีวิตแล้ว 59 ราย ในงานปาร์ตี้ฮาโลวีนที่อิแทวอน กรุงโซล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เรียกประชุมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว Yonhap ของเกาหลีใต้รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วจำนวน 59 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 150 ราย หลังเกิดความแตกตื่นจากฝูงชนจำนวนมากที่หลั่งไหลมางานปาร์ตี้ฮาโลวีนในเขตอิแทวอน กรุงโซล ช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา 

 

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุประธานาธิบดียุนซอกยอลได้เดินทางมาทำเนียบประธานาธิบดีและเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งเคลื่อนย้ายและช่วยชีวิตผู้คนเป็นอันดับแรก

 

นอกจากนี้ประธานาธิบดียังประกาศมาตรการรับมือฉุกเฉิน เช่น เคลียร์เส้นทางสำหรับรถพยาบาล และควบคุมไฟสัญญาณจราจร เพื่อเปิดทางให้เดินทางได้อย่างทันท่วงที

 

ก่อนหน้านี้สำนักข่าว BBC รายงานว่า มีประชาชนมากถึง 100,000 คนที่ออกมาร่วมฉลองเทศกาลฮาโลวีนในย่านอิแทวอน โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่จำนวนมากกำลังปั๊มหัวใจประชาชนหลายคนที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นถนน ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินรายงานว่า ทางหน่วยงานได้รับโทรศัพท์จากประชาชนที่อยู่ในย่านอิแทวอนกว่า 81 สาย ซึ่งแจ้งว่าพวกเขากำลังหายใจไม่ออก

 

ชเวชอนซิก เจ้าหน้าที่จากสำนักงานดับเพลิงแห่งชาติ ระบุว่ามีประชาชนราว 50 คนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจนต้องเร่งทำ CPR เพื่อช่วยชีวิต

 

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกตื่นยังไม่ทราบแน่ชัด และยังต้องรอคำยืนยันจากทางการเกาหลีใต้

 

ภาพ: Jung Yeon Je / AFP

อ้างอิง:

The post มีผู้เสียชีวิตแล้ว 59 ราย ในงานปาร์ตี้ฮาโลวีนที่อิแทวอน กรุงโซล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เรียกประชุมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครเป็นใครใน 7 คีย์แมนโปลิตบูโรชุดใหม่จีน https://thestandard.co/politburo-standing-committee-2/ Mon, 24 Oct 2022 09:51:55 +0000 https://thestandard.co/?p=699427 คณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง

จีนเปิดตัวคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง (Politburo Sta […]

The post ใครเป็นใครใน 7 คีย์แมนโปลิตบูโรชุดใหม่จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง

จีนเปิดตัวคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) ชุดใหม่ หลังเสร็จสิ้นการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ที่จัดขึ้นทุกๆ 5 ปี โดยปีนี้ได้กรรมการหน้าใหม่ 4 คน รวมกับสมาชิกเก่า 3 คน ซึ่งรวมถึง สีจิ้นผิง ในตำแหน่งเบอร์ 1 ของโปลิตบูโร

 

เราไปทำความรู้จักกันทีละคนกับคีย์แมนทั้งเจ็ดของจีนที่จัดว่าเป็นกลไกทรงอิทธิพลสูงสุดที่กำหนดทิศทางก้าวต่อไปของจีนตลอดช่วง 5 ปีข้างหน้า

 

คณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง

 

สีจิ้นผิง: ชายผู้ได้ชื่อว่าทรงอำนาจที่สุดในโลก ได้รับการต่ออายุให้นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคสมัยที่ 3 ตามความคาดหมาย ซึ่งจะกรุยทางสู่การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนสมัยที่ 3 ในปีหน้า และเตรียมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเมืองจีนกับการเป็นผู้นำที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดต่อจาก เหมาเจ๋อตุง ในยุคที่ปกครองด้วยรัฐบาลคอมมิวนิสต์

 

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงชูนโยบายขจัดความยากจนให้หมดไปจากประเทศ และได้ประกาศชัยชนะในการนำพาจีนก้าวข้ามเส้นความยากจนสุดขีดตามเกณฑ์ของธนาคารโลกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้ขีดเป้าหมายสำคัญในการสร้างสังคมที่กินดีอยู่ดี (小康社会) ในปีดังกล่าว

 

สำหรับนโยบายและผลงานที่ถือเป็น ‘ซิกเนเจอร์’ ของสีจิ้นผิงนั้น คือนโยบายสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า ‘สีโคโนมิกส์’ โดยหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่สีริเริ่มขึ้นเพื่อสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจคือโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ หรือ Belt and Road อย่างไรก็ตามโครงการนี้ถูกวิจารณ์จากชาติตะวันตกและหลายประเทศว่าเป็นเครื่องมือในการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 

 

หมุดหมายถัดไปของสีจิ้นผิงคือการนำพาประเทศก้าวขึ้นไปเป็นชาติที่พัฒนาในทุกมิติในปี 2049 ซึ่งตรงกับช่วงครบรอบ 100 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ตามเขามีความท้าทายมากมายรออยู่ เช่น ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก ปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคไปสู่เป้าหมายของจีนทั้งสิ้น

 

หลี่เฉียง: ถือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสีจิ้นผิง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการใช้นโยบายล็อกดาวน์ศูนย์กลางทางการเงินของจีนอย่างเข้มงวดเป็นเวลา 2 เดือนจนเกิดความวุ่นวายและทำให้เศรษฐกิจสะดุด

 

การวางตัวหลี่เฉียงเป็นเบอร์ 2 ของโปลิตบูโร หมายความว่าเขามีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจีนคนใหม่ในต้นปีหน้า แทนที่หลี่เค่อเฉียงที่ก้าวลงจากตำแหน่งหลังอยู่ครบ 2 วาระ 

 

จ้าวเล่อจี้: ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบวินัยพรรค ซึ่งเป็นกลไกปราบคอร์รัปชันที่ทรงอิทธิพลที่สุด โดยที่ผ่านมาเขารับนโยบายของสีจิ้นผิงในการกวาดล้างเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต ขณะที่สื่อตะวันตกมองว่าศัตรูทางการเมืองของสีจิ้นผิงหลายคนมักตกเป็นเป้าหมายการตรวจสอบ

 

เป็นที่คาดหมายว่า จ้าวเล่อจี้จะได้รับการวางตัวเป็นประธานสภาประชาชนคนใหม่ ซึ่งถือเป็นผู้นำเบอร์ 3 ของจีน ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังตอกย้ำด้วยว่าสีจิ้นผิงยังคงให้ความสำคัญกับการปราบคอร์รัปชันในประเทศ

 

หวังฮู่หนิง: เป็นนักทฤษฎีคนสำคัญของพรรคที่เขียนนโยบายให้ทั้ง สีจิ้นผิง, หูจิ่นเทา และ เจียงเจ๋อหมิน ซึ่งเป็นผู้นำจีนรุ่นที่ 5, 4 และ 3 ตามลำดับ  

 

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า หวังฮู่หนิง ถือเป็นมันสมองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และได้รับสมญานามจากผู้สังเกตการณ์เรื่องจีนว่า China’s Kissinger ซึ่งการที่เขาสามารถทำงานให้กับผู้นำ 3 รุ่นได้นั้นถือว่าไม่ธรรมดา 

 

ไช่ฉี: เป็นเลขาธิการพรรคประจำกรุงปักกิ่ง และเป็นหนึ่งในคนที่สีจิ้นผิงไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุด โดยเขาเคยทำงานร่วมกับสีจิ้นผิงในฐานะรองเลขาธิการพรรคประจำมณฑลเจ้อเจียงในช่วงที่สีเป็นเลขาธิการพรรคประจำมณฑลดังกล่าว

 

ติงเซวียเสียง: เป็นอีกหนึ่งพันธมิตรคนสำคัญของสีจิ้นผิง ดร.ปิติมองว่า ติงเป็นหนึ่งในผู้นำชุดใหม่ที่น่าจับตา เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนและมีบทบาทในพรรคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในวันที่จีนต้องการเป็นผู้นำเรื่องวิทยาศาสตร์ในเวทีโลก 

 

หลี่ซี: ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และเป็นอีกคนที่ถือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสีจิ้นผิง โดยหลี่ได้รับการวางตัวให้เป็นประธานคณะกรรมการกลางตรวจสอบวินัยพรรค ที่จะควบคุมกลไกการปราบคอร์รัปชันของพรรคคนต่อไป

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

ภาพ: Getty Images

The post ใครเป็นใครใน 7 คีย์แมนโปลิตบูโรชุดใหม่จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก 7 คีย์แมนในโปลิตบูโรจีน สะท้อนอะไรบ้างในเกมรวบอำนาจสีจิ้นผิง https://thestandard.co/7-keymans-politburo/ Sun, 23 Oct 2022 11:27:40 +0000 https://thestandard.co/?p=699039

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ที่เพิ […]

The post รู้จัก 7 คีย์แมนในโปลิตบูโรจีน สะท้อนอะไรบ้างในเกมรวบอำนาจสีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ที่เพิ่งปิดฉากไปนั้นได้บทสรุปซึ่งมีทั้งผิดคาดและเป็นไปตามคาดหมาย โดยสีจิ้นผิงได้รับการต่ออายุให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการและเบอร์ 1 ของพรรคอีกสมัย กรุยทางสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองจีนกับการนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีจีนสมัยที่ 3 ในปีหน้า

 

แต่ประเด็นที่น่าจะเป็นไฮไลต์สำคัญและอาจอยู่เหนือความคาดหมายของใครหลายคนอยู่ที่รายชื่อคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) ซึ่งทำให้เราพอจะจับสัญญาณอะไรได้บางอย่างเกี่ยวกับทิศทางหรือนโยบายก้าวต่อไปของสีจิ้นผิง

 

ใครเป็นใครในกลุ่มสมาชิกถาวรโปลิตบูโรชุดใหม่

ภายหลังการประกาศรายชื่อคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ (Central Committee) เมื่อวานนี้ (22 ตุลาคม) ซึ่งไม่ปรากฏชื่อของหลี่เค่อเฉียง วังหยาง ลี่จ้านซู และ หานเจิ้ง นั้น ทำให้ตำแหน่งคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองว่างลง 4 ที่นั่งโดยอัตโนมัติ เพราะผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการที่ทรงอิทธิพลที่สุดของจีนชุดนี้ได้จะต้องเป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางด้วย (มีทั้งหมด 205 คน)

 

การเปิดตัวสมาชิกถาวรโปลิตบูโรในวันนี้ถือว่าผิดไปจากที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ไว้ โดย หูชุนหัว ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเต็งนายกฯ นั้นหลุดโผ โดย 4 คนที่เข้ามาใหม่ ประกอบด้วย หลี่เฉียง, ไช่ฉี, ติงเซวียเสียง และ หลี่ซี ขณะที่สมาชิกเก่าที่ยังอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ มี 3 คน คือ สีจิ้นผิง, จ้าวเล่อจี้ และ หวังฮู่หนิง

 

เมื่อเรียงลำดับจากใหญ่ไปเล็กสุดคือ สีจิ้นผิง, หลี่เฉียง, จ้าวเล่อจี้, หวังฮู่หนิง, ไช่ฉี, ติงเซวียเสียง และ หลี่ซี

 

เราไปทำความรู้จักกันทีละคนกับ 7 คีย์แมนจีนที่จัดว่าเป็นกลไกทรงอิทธิพลสูงสุดที่กำหนดทิศทางก้าวต่อไปของจีนตลอดช่วง 5 ปีข้างหน้า

 

สีจิ้นผิง – 习近平 (69 ปี): ชายผู้ได้ชื่อว่าทรงอำนาจที่สุดในโลก ได้รับการต่ออายุให้นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคสมัยที่ 3 ตามความคาดหมาย ซึ่งจะกรุยทางสู่การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนสมัยที่ 3 ในปีหน้า และเตรียมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเมืองจีนกับการเป็นผู้นำที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดต่อจาก เหมาเจ๋อตุง ในยุคที่ปกครองด้วยรัฐบาลคอมมิวนิสต์

 

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงชูนโยบายขจัดความยากจนให้หมดไปจากประเทศ และได้ประกาศชัยชนะในการนำพาจีนก้าวข้ามเส้นความยากจนสุดขีดตามเกณฑ์ของธนาคารโลกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้ขีดเป้าหมายสำคัญในการสร้างสังคมที่กินดีอยู่ดี (小康社会) ในปีดังกล่าว

 

สำหรับนโยบายและผลงานที่ถือเป็น ‘ซิกเนเจอร์’ ของสีจิ้นผิงนั้น คือนโยบายสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า ‘สีโคโนมิกส์’ โดยหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่สีริเริ่มขึ้นเพื่อสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจคือโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ หรือ Belt and Road อย่างไรก็ตามโครงการนี้ถูกวิจารณ์จากชาติตะวันตกและหลายประเทศว่าเป็นเครื่องมือในการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 

 

หมุดหมายถัดไปของสีจิ้นผิงคือการนำพาประเทศก้าวขึ้นไปเป็นชาติที่พัฒนาในทุกมิติในปี 2049 ซึ่งตรงกับช่วงครบรอบ 100 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ตามเขามีความท้าทายมากมายรออยู่ เช่น ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก ปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคไปสู่เป้าหมายของจีนทั้งสิ้น

 

หลี่เฉียง – 李强 (63 ปี): ถือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสีจิ้นผิง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการใช้นโยบายล็อกดาวน์ศูนย์กลางทางการเงินของจีนอย่างเข้มงวดเป็นเวลา 2 เดือนจนเกิดความวุ่นวายและทำให้เศรษฐกิจสะดุด

 

การวางตัวหลี่เฉียงเป็นเบอร์ 2 ของโปลิตบูโร หมายความว่าเขามีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจีนคนใหม่ในต้นปีหน้า แทนที่หลี่เค่อเฉียงที่ก้าวลงจากตำแหน่ง หลังอยู่ครบ 2 วาระ 

 

จ้าวเล่อจี้ – 赵乐际 (65 ปี): ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบวินัยพรรค ซึ่งเป็นกลไกปราบคอร์รัปชันที่ทรงอิทธิพลที่สุด โดยที่ผ่านมาเขารับนโยบายของสีจิ้นผิงในการกวาดล้างเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต ขณะที่สื่อตะวันตกมองว่า ศัตรูทางการเมืองของสีจิ้นผิงหลายคนมักตกเป็นเป้าหมายการตรวจสอบ

 

เป็นที่คาดหมายว่า จ้าวเล่อจี้จะได้รับการวางตัวเป็นประธานสภาประชาชนคนใหม่ ซึ่งถือเป็นผู้นำเบอร์ 3 ของจีน ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังตอกย้ำด้วยว่า สีจิ้นผิงยังคงให้ความสำคัญกับการปราบคอร์รัปชันในประเทศ

 

หวังฮู่หนิง – 王沪宁 (67 ปี): เป็นนักทฤษฎีคนสำคัญของพรรคที่เขียนนโยบายให้ทั้ง สีจิ้นผิง, หูจิ่นเทา และ เจียงเจ๋อหมิน ซึ่งเป็นผู้นำจีนรุ่นที่ 5, 4 และ 3 ตามลำดับ  

 

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า หวังฮู่หนิง ถือเป็นมันสมองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และได้รับสมญานามจากผู้สังเกตการณ์เรื่องจีนว่า China’s Kissinger ซึ่งการที่เขาสามารถทำงานให้กับผู้นำสามรุ่นได้นั้่นถือว่าไม่ธรรมดา 

 

ไช่ฉี – 蔡奇 (66 ปี): เป็นเลขาธิการพรรคประจำกรุงปักกิ่ง และเป็นหนึ่งในคนที่สีจิ้นผิงไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุด โดยเขาเคยทำงานร่วมกับสีจิ้นผิงในฐานะรองเลขาธิการพรรคประจำมณฑลเจ้อเจียงในช่วงที่สีเป็นเลขาธิการพรรคประจำมณฑลดังกล่าว

 

ติงเซวียเสียง – 丁薛祥 (60 ปี): เป็นอีกหนึ่งพันธมิตรคนสำคัญของสีจิ้นผิง ดร.ปิติมองว่า ติงเป็นหนึ่งในผู้นำชุดใหม่ที่น่าจับตา เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนและมีบทบาทในพรรคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในวันที่จีนต้องการเป็นผู้นำเรื่องวิทยาศาสตร์ในเวทีโลก

 

หลี่ซี – 李希 (66 ปี): ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และเป็นอีกคนที่ถือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสีจิ้นผิง โดยหลี่ได้รับการวางตัวให้เป็นประธานคณะกรรมการกลางตรวจสอบวินัยพรรค ที่จะควบคุมกลไกการปราบคอร์รัปชันของพรรคคนต่อไป 

 

หลี่เฉียง ผงาดเป็นเบอร์ 2 ตอกย้ำสีจิ้นผิงรวบอำนาจเด็ดขาด

การก้าวขึ้นมาของหลี่เฉียงถือว่าสวนทางกับที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ไว้ เพราะก่อนหน้านี้มีการจับตา วังหยาง, หานเจิ้ง และ หูชุนหัว ว่าจะมีคนใดคนหนึ่งขึ้นมาเป็นนายกฯ โดยแคนดิเดตเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่อยู่ขั้วตรงข้ามสีจิ้นผิง ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติในอดีตที่ผ่านมา จีนมักแบ่งสรรอำนาจที่อยู่บนสุดในลักษณะที่สร้างความสมดุล โดยหลี่เค่อเฉียงเป็นหนึ่งในตัวอย่าง ซึ่งเขาเริ่มต้นถนนสายการเมืองจากสันนิบาตยุวชนพรรคคอมมิวนิสต์ ต่างจากสีจิ้นผิงที่เป็นลูกหลานของอดีตผู้นำ

 

ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว บุคคลที่มีอายุ 68 ปีขึ้นไปในช่วงสมัยการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จะเกษียณอายุก้าวลงจากเก้าอี้ในโปลิตบูโรอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งลี่จ้านซูและหานเจิ้งที่อยู่ในคณะกรรมการถาวรกรมการเมืองนั้นมีอายุ 72 ปี และ 68 ปีตามลำดับ แต่สำหรับหลี่เค่อเฉียงและวังหยางที่อายุ 67 ปีทั้งคู่ การก้าวลงจากเก้าอี้ก่อนกำหนดถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างผิดคาด โดยเฉพาะวังหยาง ซึ่งได้รับการจับตามองว่าอาจเป็นว่าที่นายกฯ คนถัดไปด้วย

 

ดังนั้นการวางตัวหลี่เฉียงเป็นเบอร์ 2 จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสีจิ้นผิงกำลังกระชับอำนาจมากขึ้น และเมื่อพิจารณาจากรายชื่อกรรมการถาวรในโปลิตบูโรทั้งหมด จะเห็นว่าคนที่รายล้อมสีจิ้นผิงล้วนแล้วแต่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดหรือคนสนิทของสีจิ้นผิงทั้งสิ้น

 

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์ด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ว่า การวางตัวกรรมการถาวรกรมการเมืองรอบนี้ ถือว่าตอกย้ำชัดเจน 100% ว่าสีจิ้นผิงรวบอำนาจอย่างเด็ดขาด เพราะประกอบด้วยขั้วการเมืองหรือพรรคพวกของสีจิ้นผิงทั้งหมด

 

ดร.อาร์มยกตัวอย่างว่า แต่เดิมผู้คนคิดว่าหลี่เฉียงน่าจะไม่ได้รับโอกาส เพราะเกิดปัญหาการล็อกดาวน์ขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ดังนั้นการขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 จึงสะท้อนว่าสีจิ้นผิงให้ความสำคัญกับความใกล้ชิดและทำงานเข้าขากัน เพราะหลี่เฉียงเคยเป็นหัวหน้าทีมเลขาของสีจิ้นผิงในอดีต 

 

นอกจากนี้หลี่เฉียงยังเป็นนักการเมืองคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่เคยบริหารมณฑลเศรษฐกิจ (และเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ) ที่สำคัญครบทั้ง 3 แห่งคือ เจ้อเจียง, เจียงซู และเซี่ยงไฮ้ แต่ก็ถือว่าฉีกธรรมเนียมปฏิบัติของการเมืองจีน เพราะเขาไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานในส่วนกลางเลย และไม่เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีมาก่อน เหมือนกับนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ด้วย

 

ไร้เงาทายาทการเมือง 

ดร.อาร์มเคยวิเคราะห์ไว้ว่า การดูว่าจีนวางตัวทายาทการเมืองหรือไม่นั้น อาจพิจารณาได้จากประสบการณ์การบริหารมณฑลสำคัญและอายุของผู้ที่เข้ามาอยู่ในกรรมการถาวร หากมีอายุห่างจากคนอื่นๆ หลายปี ก็อาจบ่งบอกได้ว่าคนคนนั้นอาจได้รับการวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจทางการเมือง

 

อย่างไรก็ตาม จากการเปิดตัวกรรมการถาวรโปลิตบูโรรอบนี้ ดร.อาร์มมองว่าจีนไม่มีการวางตัวทายาทการเมืองของสีจิ้นผิง ไม่ว่าจะมองในเรื่องของอายุหรือคุณสมบัติของกรรมการชุดนี้

 

ดร.อาร์มระบุว่า ทายาทการเมืองจำเป็นต้องมีประสบการณ์หรือผ่านงานด้านการบริหารมณฑลมาก่อน ไม่ใช่คนที่ทำงานเฉพาะเพียงด้านเดียว เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์นี้จะเห็นว่ากรรมการบางคน แม้ดูอายุน้อยกว่าคนอื่น แต่ก็ยังไม่ผ่านคุณสมบัติ  

 

และการที่ไม่มีทายาทการเมือง ก็สะท้อนว่าสีจิ้นผิงไม่ต้องการให้มีใครขึ้นมาท้าทายอำนาจของตนในช่วงเวลานี้

 

ชัยชนะของสีจิ้นผิง

ก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้น มีนักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ไว้ว่า กลุ่มผู้นำจีนอาจมีการต่อรองเชิงอำนาจ และสีจิ้นผิงอาจมีท่าทีประนีประนอมมากขึ้น สืบเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวอย่างหนักอันเป็นผลพวงจากนโยบายควบคุมโควิดที่เข้มข้น (Zero-COVID) ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อแนวทางของสีจิ้นผิง

 

อย่างไรก็ตาม จากรายชื่อคีย์แมน 7 คนในโปลิตบูโรที่ออกมา ตอกย้ำว่าสีจิ้นผิงยังคงมีอำนาจสูง และไม่มีใครในพรรคขึ้นมาท้าทายได้ 

 

ดร.อาร์มกล่าวว่า หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักสังเกตการณ์ทั่วไปคือ หูชุนหัว ที่เคยได้รับการจับตาว่าอาจขึ้นมาเป็นนายกฯ คนใหม่และเป็นขั้วการเมืองตรงข้ามนั้น ไม่มีชื่อแม้กระทั่งในคณะกรรมการกรมการเมือง 24 คนด้วยซ้ำ 

 

ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือกรรมการโปลิตบูโรที่ควรจะมี 25 คน มาคราวนี้ก็ลดลงเหลือเพียง 24 คนเป็นครั้งแรก และไม่มีสมาชิกหญิงอยู่เลย ซึ่งก็ถือว่าฉีกธรรมเนียมปฏิบัติของการเมืองจีนเช่นกัน (กรรมการถาวรกรมการเมือง 7 คนมาจากคณะกรรมการกรมการเมืองที่มีสมาชิก 24 คน)

 

ดร.อาร์มมองว่า ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นถือเป็นฉากทัศน์ที่สีจิ้นผิงรวบอำนาจอย่างเด็ดขาดชัดเจน

 

จากนี้ไปทิศทางของจีนจึงน่าจะเป็นการสร้างความต่อเนื่องของนโยบายที่สำคัญๆ ในช่วง 10 ปีแรกของสีจิ้นผิง ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย Dual Circulation หรือยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีน

 

แม้ว่าการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ปิดฉากลงแล้ว แต่การเมืองบทใหม่ของคณะผู้นำชุดใหม่เพิ่งเริ่มต้น ซึ่งแต่ละก้าวย่างหลังจากนี้ย่อมส่งแรงกระเพื่อมไปยังมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และการทหาร ซึ่งเราต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: Kevin Frayer / Getty Images

อ้างอิง:

The post รู้จัก 7 คีย์แมนในโปลิตบูโรจีน สะท้อนอะไรบ้างในเกมรวบอำนาจสีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปริศนายังไม่คลี่คลาย? แม้ Xinhua ระบุ หูจิ่นเทาถูกเชิญออกจากหอประชุมพรรค หลังรู้สึกไม่สบาย https://thestandard.co/hu-jintao-invited-out-2/ Sun, 23 Oct 2022 06:37:49 +0000 https://thestandard.co/?p=698930 หูจิ่นเทา

หลังเกิดข้อสงสัยและคำถามมากมายจากกรณีที่ หูจิ่นเทา อดีต […]

The post ปริศนายังไม่คลี่คลาย? แม้ Xinhua ระบุ หูจิ่นเทาถูกเชิญออกจากหอประชุมพรรค หลังรู้สึกไม่สบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หูจิ่นเทา

หลังเกิดข้อสงสัยและคำถามมากมายจากกรณีที่ หูจิ่นเทา อดีตประธานาธิบดีและผู้นำรุ่นที่ 4 ของจีน ถูกเชิญออกจากหอประชุมใหญ่ในระหว่างพิธีปิดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ล่าสุดสำนักข่าว Xinhua ของทางการจีนออกมายืนยันว่า เขาถูกนำตัวออกไปเพราะรู้สึกไม่สบาย

 

อย่างไรก็ตาม การที่หูวัย 79 ปีเดินออกไปในลักษณะที่ดูไม่เต็มใจนัก ก็ยังไม่ทำให้ผู้คนหายเคลือบแคลง พร้อมเกิดเครื่องหมายคำถามว่า แล้วทำไมเขาจึงไม่อยากลุกจากที่นั่ง? 

 

เพราะในฟุตเทจวิดีโอเราจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยพยุงให้ลุกขึ้น แต่หูจิ่นเทาดูจะขัดขืนปฏิเสธ และท้ายที่สุดเมื่อยืนขึ้นแล้วเขาก็ยังไม่ไปไหน ก่อนที่สุดท้ายหูจะยอมเดินออกมาแบบไม่เต็มใจนัก หลังจากที่ก้มลงพูดอะไรบางอย่างกับสีจิ้นผิงที่นั่งอยู่ข้างเขา ซึ่งสีจิ้นผิงก็พยักหน้าตอบรับทันที

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันปิดการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยในวันแรกของการประชุม หูจิ่นเทา ซึ่งมีท่าทางอ่อนแอ เดินเข้ามาในมหาศาลาประชาชนด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาถูกพาตัวออกไปในช่วงสุดท้ายของการประชุมเพราะปัญหาด้านสุขภาพจริง ทำไมจึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหันท่ามกลางกล้องหลายตัวที่จับภาพอยู่? หรือเป็นเหตุฉุกเฉินหรือไม่?

 

เว็บไซต์ BBC ระบุว่า ภาพวิดีโออีกเวอร์ชันหนึ่งที่ยาวกว่าแสดงให้เห็นว่า ลี่ซานซู่ และ หวังฮู่หนิง สองเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรค ซึ่งนั่งอยู่ทางด้านซ้ายของหูจิ่นเทา มีท่าทีกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยในช่วงหนึ่ง ลี่พยายามที่จะยื่นมือเข้าไปช่วย แต่ถูกหวังดึงเอาไว้ราวกับจะบอกว่า “อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้”

 

ภาพวิดีโอในตอนหนึ่งยังเผยให้เห็นด้วยว่า หูเอื้อมมือไปหยิบกระดาษจดบันทึกของสีโดยไม่ตั้งใจ และมีท่าทางสับสน ก่อนที่สีจะจับมือของหูออกและดึงกระดาษกลับคืนมา

 

โดยปกติแล้ว การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นเหตุการณ์ที่มีการเขียนบทเอาไว้แล้ว ทำให้เชื่อว่าการที่อดีตผู้นำจีนถูกเชิญตัวออกจากห้องประชุมกลางคันในช่วงสุดท้ายของการประชุมนั้นไม่น่าจะใช่อุบัติเหตุ

 

ในช่วงเช้าของวันเดียวกันนั้น หูจิ่นเทายังได้เข้าร่วมการประชุมแบบปิดซึ่งไม่มีกล้องบันทึกเหตุการณ์ ก่อนที่ในช่วงสุดท้ายของการประชุม ช่างภาพจึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในห้อง และหลังจากที่ตั้งกล้องเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาหาหูและเชิญเขาออกไป

 

ปกติแล้วพรรคจะไม่เผยเรื่องส่วนตัวต่อสาธารณะ หากนี่เป็นการแสดงโดยเจตนา การเชิญอดีตผู้นำออกจากห้องประชุมก็อาจไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

 

หูจิ่นเทาเป็นประธานาธิบดีคนก่อนหน้าสีจิ้นผิง แต่ทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างมาก หูมีความเป็นผู้นำของส่วนรวม เขาต้องสร้างสมดุลระหว่างกลุ่มต่างๆ ในพรรค 

 

ช่วงเวลาการดำรงตำแหน่งของหูคือระหว่างปี 2003-2013 ถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเปิดกว้างสู่โลกภายนอก และเพิ่มความอดทนของจีนต่อแนวคิดใหม่ๆ

 

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ปักกิ่งในปี 2008 ถือเป็นจุดสูงสุดสำหรับการเปิดประเทศสู่สากล บริษัทต่างชาติเข้าไปตั้งธุรกิจ นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าประเทศ อินเทอร์เน็ตมีอิสระมากขึ้น สื่อท้องถิ่นเริ่มทำข่าวอย่างเหมาะสมรอบด้าน และชื่อเสียงของจีนในระดับโลกก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

แม้บางคนเรียกยุคสมัยของหูว่า ‘สูญเปล่า’ แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงสิบปีนั้นเป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง และปักกิ่งให้ความสำคัญกับชื่อเสียงในด้านอื่นๆ ด้วย

 

ตัดภาพมาที่สีจิ้นผิง เขานำพาประเทศไปในทิศทางที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง 

 

รัฐบาลปัจจุบันสนับสนุนการสร้างความรู้สึกชาตินิยม โดยไม่สนว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรเกี่ยวกับการบริหารจัดการของรัฐบาล นอกจากข้อความที่ต้องการจะสื่อว่า “ถึงเวลาของจีนแล้ว และการแทรกแซงประเทศนี้ถือเป็นความเสี่ยงของคุณเอง”

 

ยุคสมัยนี้มีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลางและไม่สามารถถูกท้าทายได้ ในฐานะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน สีกำจัดผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับเขาออกไปทั้งหมด ผ่านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน

 

และตอนนี้เขากำลังใช้การประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคเพื่อขจัดเศษซากที่เหลืออยู่ของกลุ่มคนที่เชื่อว่า จีนควรจะมีทางเลือกอื่นๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

 

หลักฐานหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ คือ การประกาศรายชื่อสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ (Central Committee) ชุดใหม่ ซึ่งปรากฏว่าไม่มีชื่อของ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรี และผู้นำเบอร์ 2 คนปัจจุบัน และไม่มีชื่อของ วังหยาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเต็งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อยู่ในคณะกรรมการ 205 คน โดยทั้งคู่ถูกมองว่าเป็นเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ และทั้งคู่เชื่อมโยงกับแนวคิดของฝ่ายบริหารในอดีต

 

สิ่งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า คณะกรรมการประจำกรมการเมือง (Politburo Standing Committee: PSC) ชุดใหม่ ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ จะเต็มไปด้วยผู้ที่จงรักภักดีต่อสีจิ้นผิง เป็นการการันตีความต่อเนื่องของเส้นทางการบริหารประเทศของสีจิ้นผิง ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับการปฏิรูปและการเปิดประเทศในยุคของหูจิ่นเทา

 

ภาพ: Lintao Zhang / Getty Images 

อ้างอิง:

The post ปริศนายังไม่คลี่คลาย? แม้ Xinhua ระบุ หูจิ่นเทาถูกเชิญออกจากหอประชุมพรรค หลังรู้สึกไม่สบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>