ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/jitipon-p/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 08 Feb 2024 01:47:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Magnificent Seven จะหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึงกี่โมง https://thestandard.co/opinion-magnificent-seven/ Thu, 08 Feb 2024 01:47:39 +0000 https://thestandard.co/?p=897312

นักลงทุนในตลาดช่วงนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักหุ้นกลุ่ม Magni […]

The post Magnificent Seven จะหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึงกี่โมง appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักลงทุนในตลาดช่วงนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven (M7) ที่ประกอบด้วย Apple (AAPL), Amazon.com (AMZN), Alphabet (GOOGL), Meta Platforms (META), Microsoft (MSFT), Nvidia (NVDA) และ Tesla (TSLA) ที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง 107% ในปี 2023 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ไม่นับรวม M7 (S&P 493) ปรับตัวขึ้นเพียง 15% ในช่วงเดียวกัน

 

เข้าปี 2024 หุ้นกลุ่ม M7 บวกต่อเนื่องอีก 8% ขณะที่ S&P 493 บวก 2% นักลงทุนหลายท่านจึงตั้งคำถามว่า ‘ความเหนือกว่าตลาด’ จะเกิดขึ้นต่อได้อีกแค่ไหน เพราะหุ้นสหรัฐฯ เริ่มติดแนวต้านที่จุดสูงสุดใหม่ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจยังไม่ลดดอกเบี้ย ส่วนเศรษฐกิจโลกก็อาจชะลอตัวลง เราจึงควรรู้ให้ทันว่าอะไรคือความแตกต่างของ M7 กับหุ้นที่เหลือในตลาดทั้ง 493 บริษัทที่เหลือ

 

เริ่มต้นมองไปที่รายได้ก่อน แน่นอนว่า M7 คือกลุ่มหุ้นที่มีการเติบโตสูงกว่า S&P 493 จริง

 

จากประมาณการของนักวิเคราะห์ใน Bloomberg คาดว่ารายได้เฉลี่ยของหุ้นกลุ่ม M7 จะเติบโตราว 12% ต่อปีในอีก 3 ปีข้างหน้า ต่อให้หักด้วยค่าเฉลี่ยการปรับลดประมาณการในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวราว 6% ออก รายได้ก็ยังเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ S&P 493 ที่ 3% อยู่

 

ประเด็นที่ต้องติดตามคือการเติบโตรายบริษัท หุ้นที่ความคาดหวังของการเติบโตไม่สูงมากคือ AAPL 5-10% ต่อปี หุ้นที่ความคาดหวังการเติบโตกลางๆ 10-15% คือ GOOG, AMZN, META และ MSFT ส่วนกลุ่มความหวังเติบโตสูงคือ TSLA ที่ราว 15-20% และ NVDA ที่ราว 20-200%

 

ประเด็นถัดมาคือระดับ Valuation นักลงทุนมองว่าเป็นปัญหาของ M7 อย่างไรก็ดี คุณภาพและโอกาสของการเติบโตเป็นสิ่งที่อธิบายมูลค่าที่สูงกว่าหุ้นทั่วไปได้

 

ถ้าเรียงระดับ Forward P/E ปี 2025 ปัจจุบันของหุ้นใน M7 ทั้งหมดจากต่ำไปสูงจะได้ลำดับคือ GOOGL 17x, META 24x, AAPL 25x, NVDA 27x, MSFT 30x, AMZN 35x และ TSLA 45x เฉลี่ยหุ้นในกลุ่ม M7 จะมี Forward P/E ราว 27x เทียบตรงๆ กับระดับ Forward P/E ของ S&P 493 ที่ 20x ถือว่าแพงกว่าราว 35% 

 

สิ่งที่อธิบายความแพงอย่างแรกคืออัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) ในช่วงปี 2017-2023 หุ้นกลุ่ม M7 สามารถทำ Net Margin ได้สูงถึงระดับ 15-20% ขณะที่ S&P 493 ทำได้เพียง 8-10% โดยเฉลี่ย ถ้า M7 รักษาระดับความต่างได้ก็ความมี P/E แพงกว่าอย่างน้อย 7-10%

 

ประเด็นที่สองคือสัดส่วนการลงทุนต่อกำไร (Investment Ratio) ที่สูง เพราะนอกจากหุ้นกลุ่ม M7 จะมีกำไรเติบโตดีกว่าหุ้นทั่วไปแล้ว บริษัทในกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่จะนำกำไรกว่า 60% ไปลงทุนต่อใน 3 ปีข้างหน้า แตกต่างจากหุ้นกลุ่ม S&P 493 ที่คาดว่าจะลงทุนเพียง 15-20% ของกำไร

 

ดังนั้นความแพงอาจไม่ใช่ปัญหาถ้าหุ้นในกลุ่มนี้ยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและลงทุนเหล่านี้ไว้ได้

 

อ่านมาถึงตรงนี้ นักลงทุนหลายท่านคงตั้งคำถามต่อว่า แล้วหุ้นกลุ่ม M7 นี้ไม่มีประเด็นที่ต้องระวังจริงหรือ 

 

ผมมองว่าจุดที่ต้องระวังอย่างแรกคือ ‘รายได้ไม่มาตามนัด’ เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นแล้วใน Dot Com Crisis  

 

ย้อนกลับไปช่วงปี 2000 หุ้นสหรัฐฯ ก็เคยมีดาวเด่น 5 บริษัทประกอบด้วย Microsoft (MSFT), Cisco Systems (CSCO), General Electric (GE), Intel (INTC) และ Exxon Mobil (XOM) หุ้นกลุ่มนี้เคยเป็นขวัญใจของนักลงทุนและมีขนาดรวมกันถึง 18% ของ S&P 500

 

ในช่วงนั้นตลาดก็ให้เป้าหมายการเติบโตของรายได้ใกล้เคียงกับกลุ่ม M7 ในปัจจุบันที่ 16% แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือบริษัทในกลุ่มนี้ไม่สามารถหาการลงทุนใหม่ได้จริง จนท้ายที่สุดการเติบโตผิดหวังต่อเนื่อง และลดระดับลงเหลือแค่เฉลี่ย 8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ S&P 500 เพียง 2% เป็นผลให้หุ้นทำผลงานได้แย่กว่าตลาดในอีก 2 ปีถัดมา

 

ประเด็นที่สองคือ ‘อารมณ์ของตลาด’ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากภาพเศรษฐกิจหรือกฎเกณฑ์การประกอบธุรกิจ 

 

เปรียบเทียบกับช่วง Tech Bubble ปี 2000 หุ้น 5 บริษัทใหญ่ข้างต้นเคยซื้อขายสูงสุด 43x แพงกว่าตลาดราว 73% โดยที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีช่วงที่ทำให้ตลาดปรับฐานอยู่ที่ 6%

 

แม้ปัจจุบันจะอ้างได้ว่า M7 แพงกว่าตลาดแค่ราว 35% และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีอยู่แค่ระดับ 4% แต่ก็ต้องระวังว่าอารมณ์ของตลาดอยู่ในช่วงที่ S&P 500 กำลังทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน ความผิดหวังเพียงเล็กน้อยอาจจุดประกายให้เกิดแรงขายที่รุนแรงได้

 

นอกจากนี้หุ้นกลุ่ม M7 หลายบริษัทยังต้องผ่านด่านเรื่องการผูกขาดธุรกิจ (Antitrust Lawsuits) ภายในช่วงกลางปี ถ้าอารมณ์ตลาดเปลี่ยนทิศมากังวลกับการกำกับควบคุมบริษัทเทคโนโลยีในอนาคต ความแข็งแกร่งในอดีตก็อาจเป็นเพียงแค่ความทรงจำ

 

โดยสรุป ผมมองว่าหุ้นกลุ่ม M7 มีพื้นฐานที่ดีกว่าหุ้นทั่วไปจริง และมีโอกาสพาหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แค่ต้องระวังว่าพื้นฐานที่ดีกว่านี้จะดีไปถึงเมื่อไรครับ

 

ผลการลงทุนกลุ่ม Magnificent Seven เทียบกับดัชนี S&P 500 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (Feb 2019 = 100)

 

อ้างอิง: 

  • Bloomberg 

The post Magnificent Seven จะหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึงกี่โมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกการลงทุน กระเรียนผงาด คชสารผยอง มังกรสะบัดหาง https://thestandard.co/investment-war/ Sat, 27 Jan 2024 07:26:18 +0000 https://thestandard.co/?p=892905 การลงทุน

เมื่อต้นปี 2024 ที่ผ่านมา กลายเป็นช่วงที่ตลาดการเงินมีก […]

The post ศึกการลงทุน กระเรียนผงาด คชสารผยอง มังกรสะบัดหาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุน

เมื่อต้นปี 2024 ที่ผ่านมา กลายเป็นช่วงที่ตลาดการเงินมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย และหนึ่งเทรนด์ที่นักลงทุนสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัดคือ การขายหุ้นจีน เข้าซื้อหุ้นอินเดียและญี่ปุ่น

 

เรียกว่าเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปีที่นักลงทุนลดการลงทุนในหุ้นจีนลง ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ตลาดหุ้นอินเดียมีขนาด Market Capitalization สูงขึ้นจนเท่ากับตลาดฮ่องกง ขณะเดียวกันก็ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปีที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเห็นหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในที่สุด

 

แค่เพียงเดือนเดียว เงินทุนเคลื่อนย้ายทำให้หุ้นญี่ปุ่นบวกไปแล้วกว่า 7% และหุ้นจีนลบ 10% จนนักลงทุนหลายท่านอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า เทรนด์สำคัญนี้จะอยู่กับตลาดไปอีกนานไหม และสายเกินไปที่จะปรับพอร์ตแล้วหรือเปล่า 

 

ผมจึงนำข้อมูลของทั้ง 3 ตลาดในปัจจุบัน (MSCI Japan, China และ India) มาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพและสามารถวางกลยุทธ์ตามไปพร้อมกัน

 

ศึกแรก เปรียบเทียบการเติบโตทั้ง 3 ตลาดมีจุดแข็ง-จุดอ่อนที่ต่างกัน

 

ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่ารายได้ของทั้ง 3 ตลาดเติบโตไม่เท่ากัน วัดจากยอดขาย (Forward Sales) อินเดียเป็นตลาดที่เติบโตดีที่สุดเฉลี่ย 9% ต่อปี จีนเป็นอันดับ 2 ที่ราว 5% ขณะที่ญี่ปุ่นเติบโตเฉลี่ยแค่ 1% ต่ำกว่าหุ้นโลก (MSCI ACWI) 

 

อย่างไรก็ดี ถ้ามองที่รายได้ (Forward EPS) หุ้นญี่ปุ่นจะขยับขึ้นมาเป็นตลาดที่มี Net Profit Margin ดีที่สุด เพราะ EPS เติบโตเฉลี่ย 4% ส่วนจีนและอินเดียจะมีการเติบโตของรายได้ใกล้เคียงกับยอดขาย

 

สำหรับมุมมองอนาคต แม้ตลาดยังคงมองว่าอินเดียจะมียอดขายเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มราว 10-15% ในอีก 3 ปีข้างหน้า แต่จีนพลิกกลับมาเป็นตลาดที่นักลงทุนให้มุมมองดีที่สุดด้านรายได้ จากการรวบรวมประมาณการโดย Bloomberg คาดว่าจีนจะมีการเติบโตของรายได้เฉลี่ย 5-15% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ดีกว่าทั้งญี่ปุ่นและอินเดียที่ตลาดคาดว่ารายได้จะเติบโตเฉลี่ย 3-9% 

 

สรุปประเด็นด้านเติบโตจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อินเดียชนะด้านยอดขาย ญี่ปุ่นชนะด้านการทำกำไร ส่วนจีนมีมุมมองการเติบโตต่อจากนี้สูงที่สุด

 

ศึกที่ 2 คือ ระดับมูลค่า หรือ Valuation ทั้ง 3 ตลาดมีโครงสร้างของความถูก-แพงที่แตกต่างเช่นกัน

 

เริ่มจากถูกที่สุดต้องยกให้หุ้นจีน ปัจจุบันซื้อ-ขายที่ระดับ Forward P/E เพียงราว 10x ถูกกว่าทั้งค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 12x และถูกกว่าหุ้นโลกตอนนี้ที่ 15x แต่ความถูกของหุ้นจีนมีสาเหตุจากโครงสร้างที่ประกอบด้วยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยถึง 30% ตามมาด้วยกลุ่มสื่อสารและการเงินอีก 33% ที่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจในประเทศสูง ถ้าการบริโภคไม่ฟื้นตัว โอกาสที่จะถูกแล้วถูกอีกก็มี

 

ฝั่งหุ้นญี่ปุ่นปัจจุบันถือว่าไม่ถูก เพราะซื้อกันในระดับ 15x เท่ากับค่าเฉลี่ยในอดีตและใกล้เคียงกับหุ้นทั่วโลก จุดเด่นคือประกอบด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตสูงรวมกันกว่า 35% ตามด้วยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย 15% และการเงิน 12% ที่ปัจจุบันซื้อ-ขายบน Valuation ระดับ Developed Markets (DM) แม้ราคาแพง แต่มีคุณภาพพอที่จะสามารถแพงขึ้นได้อีก

 

หุ้นอินเดียคือตลาดที่ซื้อ-ขายในระดับแพงกว่าที่อื่นมาโดยตลอด ปัจจุบันถือว่ายิ่งแพงมาก เพราะซื้อ-ขายกันอยู่ที่ระดับ 26x แพงกว่าทุกที่และแพงกว่าค่าเฉลี่ย P/E ในอดีตของตัวเองที่ 19x ถึงกว่า 37% ยิ่งถ้ามององค์ประกอบของตลาดที่อุดมไปด้วยกลุ่มการเงินและพลังงานกว่า 34% Valuation ไม่ควรแพง แต่กลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีสัดส่วนราว 23% คือกลุ่มดึงตลาด แบกรับความหวังด้านการเติบโตของอินเดียเอาไว้

 

โดยสรุปผมมองว่า จีนมีส่วนลดบน Valuation มากที่สุด ญี่ปุ่นมีจุดเด่นที่ซื้อ-ขายในระดับราคา DM ได้ ส่วนระดับราคาของอินเดียนั้นสูงอยู่แล้ว ต้องลุ้นให้รายได้เติบโตแบบนี้ได้ตลอด

 

ศึกที่ 3 เปรียบเทียบความสัมพันธ์กับตลาดการเงิน ทั้ง 3 ตลาดจะถูกตีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนอีกครั้ง

 

หุ้นญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์หลักกับทิศทางของนโยบายทางการเงินโลกมากที่สุดเมื่อวัดจากความเคลื่อนไหวไปพร้อมกับบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดฝั่งเอเชียที่ปรับตัวขึ้นได้พร้อมกับบอนด์ยีลด์ เพราะเงินเยนมักอ่อนค่าช่วยประคอง ขณะที่เมื่อยีลด์ลง ถ้าเงินเยนไม่แข็งค่ามาก หุ้นก็สามารถเข้าโหมด Risk-on ตามตลาดอื่นได้

 

ส่วนหุ้นอินเดียเป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ (Correlation) กับตลาดหุ้นโลกและหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ มากที่สุด ความสัมพันธ์นี้เด่นชัดมากขึ้นในช่วงหลังจากสหรัฐฯ และจีนมีความขัดแย้งด้านเทคโนโลยี (Tech War) จนทำให้บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ในสหรัฐฯ เลือกย้ายฐานการผลิตและการบริการมาที่อินเดีย 

 

หุ้นจีนเป็นตลาดเดียวที่คงความเป็นผู้นำเศรษฐกิจเอเชียดั้งเดิม การเคลื่อนไหวจะไปในทิศทางเดียวกับภาพเศรษฐกิจโลก ทิศทางราคาทองแดง ราคาทองคำ และสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมากที่สุดในทั้ง 3 ตลาด

 

ไม่น่าแปลกใจที่ช่วงนี้การปรับตัวขึ้นของดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ และหุ้นเทคโนโลยี ที่ดูจะเป็นบวกกับหุ้นญี่ปุ่นและหุ้นอินเดีย แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โอกาสของหุ้นจีนก็จะกลับมาบ้าง

 

ศึกสุดท้ายคือ นโยบายเศรษฐกิจและการเมือง ตลาดกำลังมองว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญของหุ้นจีน

 

เพราะแม้ทางการจีนจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุดในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็น การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าช่วยภาคอสังหา เพิ่มงบประมาณด้านการคลัง ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย หรือล่าสุดมีการตั้งกองทุนพยุงตลาดหุ้น

 

แต่นโยบายเหล่านี้กลับถูกตลาดตีความว่าเป็นนโยบายเชิงตั้งรับ เพราะจีนใช้เฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา ส่วนสิ่งที่นักลงทุนอยากเห็นกลับเป็นนโยบายระหว่างประเทศ เช่น การกลับไปประนีประนอมกับสหรัฐฯ แต่อาจเกิดขึ้นได้ยากในปีที่สหรัฐฯ มีเลือกตั้งใหญ่รออยู่ 

 

ด้านญี่ปุ่นและอินเดียไม่ได้มีนโยบายกระตุ้นทางการคลังหรือนโยบายการเงินชุดใหญ่แบบจีน และอินเดียจะมีการเลือกตั้งทั่วไปกลางปีที่อาจสร้างความผันผวน แต่ตลาดกลับเลือกมองว่าทั้งคู่ไม่มีจุดอ่อนด้าน Geo-Economics แบบจีน กลับกันคือได้ความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับสหรัฐฯ และเงินทุนที่เคลื่อนย้ายจากจีนเข้ามาแทนที่

 

ถึงตรงนี้ผมเชื่อว่านักลงทุนทุกท่านน่าจะเข้าใจเทรนด์ ‘ขายหุ้นจีน ซื้อหุ้นอินเดียและญี่ปุ่น’ ชัดเจนมากขึ้น เชิงกลยุทธ์สามารถสรุปเป็นแนวทางปรับพอร์ตทั้งระยะสั้นและระยะยาวตามเหตุผลของแต่ละตลาดได้

 

ในช่วง 3-12 เดือน ญี่ปุ่นและอินเดียได้เปรียบจากแนวโน้มการเมือง

 

นักลงทุนอาจเลือกจังหวะและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในญี่ปุ่นและอินเดียก่อน และสำหรับจีนควรจับจังหวะเก็งกำไรในช่วงสั้นเมื่อตลาดปรับฐาน เพราะปีนี้จีนต้องมีนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจแน่ๆ นอกจากนั้นรายได้ก็คาดว่าจะฟื้นตัวจากปีก่อนดีที่สุด

 

ส่วนในระยะยาว สิ่งสำคัญของการลงทุนคือ กำไรและ Valuation 

 

เพราะไม่ว่าการเมืองจะดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่ทำรายได้หรือจ่ายแพงเกินไป ก็ไม่ใช่การลงทุนที่ดีสำหรับอนาคต

 

ถ้าจะลงทุนถือ 5-10 ปี ผมเชื่อว่าหุ้นจีนและหุ้นญี่ปุ่นมีความได้เปรียบมากกว่า เพราะซื้อ-ขายในระดับราคาที่ไม่ได้แพงผิดปกติ รายได้เติบโตไม่จำเป็นต้องหวือหวา แต่ต้องสม่ำเสมอ ส่วนอินเดียผมมองว่าถ้าอยากถือระยะยาวควรลงทุนในช่วงเศรษฐกิจไม่ร้อนแรงหรือจังหวะที่ราคาไม่แพงจนเกินไป

 

แค่เดือนแรกของปีก็ตื่นเต้นขนาดนี้แล้ว ผมเชื่อว่าเทรนด์ตลาดการเงินและการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ จะมีให้เห็นอีกมาก ปี 2024 จะเป็นปีที่ลงทุนสนุกอย่างแน่นอนครับ

The post ศึกการลงทุน กระเรียนผงาด คชสารผยอง มังกรสะบัดหาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษิตที่จะทำให้คุณรู้ทันโลกการเงินในปี 2024 https://thestandard.co/financial-proverbs-for-2024/ Sun, 14 Jan 2024 07:27:59 +0000 https://thestandard.co/?p=887625

‘ภาษิต’ หรือคำโบราณว่าไว้ มักถูกหยิบยกขึ้นมาเมื่อมีการเ […]

The post ภาษิตที่จะทำให้คุณรู้ทันโลกการเงินในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ภาษิต’ หรือคำโบราณว่าไว้ มักถูกหยิบยกขึ้นมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

 

ในตลาดการเงินก็ไม่ต่างกัน เริ่มปี 2024 นี้ผมจึงขอหยิบ ‘ภาษิตต่างประเทศ’ ที่คุ้นหูในแต่ละเดือนมาวิเคราะห์คู่กับเหตุการณ์ปัจจุบัน และพยากรณ์ให้นักลงทุนรู้ทันตลาดไปพร้อมกัน

 

มกราคม ‘As goes January, so goes the year’ บอนด์ยีลด์ทั่วโลกเป็นตัวแปรที่ต้องจับตาที่สุด

 

ตลาดเชื่อว่าเดือนมกราคมเป็นเดือนที่กำหนดทิศทางของทั้งปีที่จะถึง ย้อนกลับไปในอดีตตั้งแต่ปี 1950 ภาษิตนี้เป็นจริงกว่า 75% แม้ในช่วงหลังปี 2000 ความสัมพันธ์นี้จะลดบทบาทลงมาก นักลงทุนได้ยินแต่ ‘January Effect’ ที่หมายถึงหุ้นขึ้นรับเดือนมกราคมแทน แต่ทิศทางในเดือนมกราคมก็ยังมีความสำคัญที่สุดเดือนหนึ่งของปี

 

สำหรับปี 2024 จับตาวันที่ 23 มกราคม ที่จะมีการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ครั้งแรก ตลาดคาดว่า BOJ จะส่งสัญญาณการปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้นรับปีใหม่ อาจเป็นการยกเลิกมาตรการควบคุมยีลด์ (YCC) หรือจบดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate)

 

ส่วนฝั่งสหรัฐฯ จะมีการรายงาน Treasury Refunding สำหรับปีนี้ในวันที่ 29 มกราคม ด้วยการใช้จ่ายภาครัฐของสหรัฐฯ ในปัจจุบันที่สูงกว่า 40% ต่อ GDP และระดับหนี้ภาครัฐที่สูงถึง 34 ล้านล้านดอลลาร์ ปริมาณบอนด์ที่ออกใหม่ต้องเพิ่มขึ้นมาก

 

กุมภาพันธ์ ‘The Groundhog Day Effect’ จับตาไปที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาจพุ่งขึ้นซ้ำรอยอดีต

 

เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่ไม่มีทิศทางชัดเจน ตลาดการเงินมักมีแนวโน้มที่คล้ายกับช่วงเดือนหรือปีที่ผ่านมา จึงได้ภาษิตนี้มาจากหนังเรื่อง Groundhog Day ที่เล่าเรื่องราวของผู้หญิงที่ตื่นมาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

สำหรับปี 2024 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันครบรอบสองปีที่รัสเซียบุกยูเครน เป็นคำถามว่า ประเด็นด้านความขัดแย้งทางการเมืองและสงครามจะถูกปลุกขึ้นมาร้อนแรงอีกหรือไม่

 

มีนาคม ‘Beware the Ides of March’ ความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน การเมือง และทิศทางดอกเบี้ย จะทำให้เงินดอลลาร์ผันผวนสูง

 

ภาษิตประจำเดือนนี้อยู่ในความเชื่อที่ว่า เดือนมีนาคมมักมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น เช่น วันที่ 15 มีนาคม วันที่ จูเลียส ซีซาร์ ผู้ปกครองโรมัน ถูกสังหาร หรือปี 2008 วันที่ 15 มีนาคม เป็นวันที่ธนาคาร Bear Stearns ถูกขายให้กับ JPMorgan Chase จุดเริ่มต้นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

 

ในปี 2024 มีหลายประเด็นที่ต้องติดตาม ไม่ว่าจะเป็นการเมืองสหรัฐฯ ที่คาดหมายกันว่าจะร้อนแรงขึ้นในวัน Super Tuesday ในวันที่ 5 มีนาคม เพื่อเลือกตัวแทนของพรรคลงสมัครแข่งขันเป็นประธานาธิบดี

 

นอกจากนั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ครั้งสำคัญในวันที่ 20 มีนาคม ตลาดคาดว่า Fed จะส่งสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินหรือลดดอกเบี้ย

 

เมษายน ‘April Showers Bring May Flowers’ ตลาดหุ้นเอเชียจะฟื้นตัวจากแรงส่งของภาคอุตสาหกรรมโลก

 

สำนวนเดือนเมษายนที่หมายถึงเหตุการณ์ไม่ดีในปัจจุบันอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต ใช้เปรียบเทียบกับเดือนเมษายนที่ตลาดมักมีความผันผวนเกิดขึ้นก่อน เช่น วิกฤตดอทคอม ปี 2000 หรือวิกฤตโควิด ปี 2020 ตลาดตกต่ำที่สุดช่วงเดือนนี้ ก่อนที่จะฟื้นตัวด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

เดือนเมษายนจะเป็นช่วงการรายงาน GDP ไตรมาสแรกทั่วโลก ภาพเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แนะนำจับตาไปที่ US ISM Manufacturing PMI ถ้ารายงานหดตัว (ต่ำกว่า 50 จุด) จะเป็นการหดตัวต่อเนื่องนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000

 

พฤษภาคม ‘Sell in May and Go Away’ เดือนนี้ต้องระวัง Magnificent Seven

 

ภาษิต ‘ขายเดือนพฤษภาคม’ เป็นหนึ่งในภาษิตที่คุ้นหูนักลงทุนที่สุด เตือนว่าแนวโน้มของตลาดหุ้นจะมีผลตอบแทนที่ต่ำในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม มีที่มาจากพฤติกรรมนักลงทุนสมัยก่อนที่หยุดพักผ่อน ในปัจจุบันแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับแนวโน้มตลาด

 

อย่างไรก็ดี สำหรับปีนี้วันที่ 1-3 พฤษภาคม จะเป็นวันครบกำหนดการไต่สวนบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Google และ Meta เรื่อง Antitrust อาจกดดันหุ้นทั้งตลาด เนื่องจากสัดส่วนของ Magnificent Seven อยู่ในระดับสูงถึงกว่า 30% ของ S&P 500

 

มิถุนายน ‘Never Sell a June Swoon’ จับตาเงินยูโรและหุ้นยุโรปเป็นพิเศษ

 

สำนวนเดือนมิถุนายนบอกว่าอย่าขายหุ้นแม้ว่าผลตอบแทนจะแย่ เพราะเดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่ไม่ดีไม่แย่สำหรับทั้งหุ้นไทยและสหรัฐฯ ในอดีต

 

สำหรับปีนี้ มีการประชุมของทุกธนาคารกลางสำคัญไล่ตั้งแต่ ECB วันที่ 6 มิถุนายน, กนง. วันที่ 12 มิถุนายน, FOMC วันที่ 13 มิถุนายน และ BOJ วันที่ 14 มิถุนายน ทุกที่มีโอกาสปรับนโยบายการเงินช่วงนี้ทั้งหมด ตลาดเชื่อว่า Fed จะส่งสัญญาณจบ QT ไปพร้อมกัน

 

นอกจากนั้น วันที่ 6-9 มิถุนายน จะมีการเลือกตั้ง European Parliament มีผลกับการกำหนดทิศทางและนโยบายของ EU ในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดคือประเด็นความมั่นคงและยูเครน

 

กรกฎาคม ‘The First Five Days of July’ ต้องจับตาต่อกับทิศทางเงินดอลลาร์ และตลาดหุ้นยุโรป

 

ภาษิตบนความเชื่อที่ว่า ช่วง 5 วันแรกของเดือนจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มหลักของช่วงที่เหลือ เป็นเทคนิคง่ายๆ ในการวิเคราะห์ตลาด แต่สำหรับเดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่พบความสัมพันธ์นี้เด่นชัดที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ตลาดกำลังมองหาทิศทางใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี

 

เดือนกรกฎาคมนี้ วันที่ 26 กรกฎาคม จะมีการเปิดการแข่งขันระดับโลกอย่าง Paris Olympic 2024 เป็นแรงส่งให้กับทวีปยุโรป และถ้า Fed ไม่ลดดอกเบี้ยแรงไปเสียก่อน เดือนนี้จะเป็นเดือนที่ส่วนต่างของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี และ 3 เดือน จะติดลบต่อเนื่อง 20 เดือน ถือว่าเป็นการติดลบที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์ นานกว่าครั้งก่อนคือช่วง Great Depression ปี 1929 สะท้อนความกังวลว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ยังไม่หายไป

 

สิงหาคม ‘When the cats are away, the mice will play’ หุ้นสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรกำหนดทิศทางของตลาดการเงิน

 

ภาษิตของเดือนสิงหาคมแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ‘แมวไม่อยู่หนูร่าเริง’

 

เดือนสิงหาคมมักเป็นเดือนที่นักลงทุนรายใหญ่ลาหยุดพัก ทำให้เป็นเดือนที่สภาพคล่องอยู่ในระดับต่ำ ตลาดจึงแกว่งตัวในกรอบแคบ

 

อย่างไรก็ดี ความแตกต่างของปีนี้อยู่ที่การเป็นปีเลือกตั้งสหรัฐฯ ปกติจะส่งผลบวกกับอารมณ์ของนักลงทุนรายย่อยมากที่สุด จากข้อมูลในอดีตนับตั้งแต่ปี 1872 เดือนสิงหาคมในปีเลือกตั้งสหรัฐฯ เป็นเดือนที่ผลตอบแทนเป็นบวกบ่อยที่สุด

 

ในปีนี้จะมี Democratic National Convention ในวันที่ 19 สิงหาคม เราจะเห็นทั้งโอกาสของผลเลือกตั้งและนโยบายของนักการเมืองชัดเจนขึ้น

 

กันยายน ‘September is the Cruelest Month’ ดอลลาร์จะสร้างโอกาสและความเสี่ยงในเดือนนี้

 

เดือนกันยายนมีคำเตือนว่า ตลาดหุ้นมักพบกับความไม่แน่นอนและแรงขายอย่างรุนแรง ภาษิตนี้ถูกย้ำเตือนอีกครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา เมื่อ S&P 500 ปรับตัวลงแรงถึง 4.9%

 

สำหรับในปีนี้ วันที่ 24 กันยายน จะมีการประชุมระดับสูงของ UN General Assembly อาจนำไปสู่ข้อตกลงสำคัญระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นจังหวะที่ Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันมาถึง 14 เดือน สถิติในอดีตชี้ว่าเป็นช่วงที่สภาพคล่องจะหยุดไหลเข้า Money Market Fund และอาจกลับมาเข้าหุ้น

 

ตุลาคม ‘October Effect’ เดือนแห่งทางแยกของ Emerging Markets

 

October Effect แม้จะเป็นชื่อเดือนเหมือน January Effect แต่กลับเป็นภาษิตใน ‘ทิศตรงข้าม’ เพราะเป็นการพูดถึงโอกาสที่ตลาดจะมีการปรับฐานแรง เช่น ในเหตุการณ์ Black Tuesday ในปี 1929 ตามด้วย Black Monday ในปี 1987 ไปจนถึงวิกฤต Great Financial Crisis ปี 2008 การปรับฐานของตลาดเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมโดยไม่ทันตั้งตัวทั้งสิ้น

 

สำหรับปี 2024 เหตุการณ์สำคัญคือการประชุม BRICS Summit ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพในวันที่ 1 ตุลาคม

 

ด้วยจำนวนประชากรกว่า 46% ขนาดเศรษฐกิจราว 37% ของโลก และหลายประเทศกำลังมีความขัดแย้งทางการเมืองและการทหาร ความร่วมมืออาจนำไปสู่ขาขึ้นรอบใหม่ของหุ้น EM แต่ในทางกลับกัน อาจสร้างแรงกดดันด้านการเมืองระหว่างประเทศบนตลาดการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

พฤศจิกายน ‘Remember, Remember, the Fifth of November’ ดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ และตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นสามตัวแปรที่ต้องจับตาไปพร้อมกัน

 

คำกล่าวสำหรับเดือนพฤศจิกายนเป็นส่วนหนึ่งของบทกวีที่เกี่ยวข้องกับ ‘Guy Fawkes Night’ ในสหราชอาณาจักร ที่วางแผนระเบิดรัฐสภาอังกฤษ แต่แผนการนี้ถูกพบและป้องกันได้

 

ในปีนี้วันที่ 5 พฤศจิกายน จะเป็นอีกหนึ่งวันที่โลกต้องจดจำ เพราะจะเป็นการเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐฯ

 

ในอดีตตลาดการเงินทั่วโลกมักแกว่งตัวแคบก่อนการเลือกตั้ง แต่สถิตินี้เปลี่ยนแปลงไปในการเลือกตั้งสองครั้งหลังสุดในปี 2016 และ 2020 ที่หุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเกิน 5% ในเดือนเดียว และปรับตัวขึ้นต่อ 9-14% ในสามเดือนถัดไป

 

และท้ายที่สุด ธันวาคม ‘Santa Claus Rally’ จบปีที่ธนาคารกลางออกมาให้ความเห็นด้านนโยบายการเงินปี 2025

 

เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในช่วง 7 วันทำการระหว่างหลังวันคริสต์มาสถึงวันปีใหม่

 

การปรับตัวขึ้นท้ายปีมีเหตุผลสนับสนุนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาส การปรับพอร์ตการลงทุนในช่วงปลายปี ไปจนถึงสภาพคล่องที่ลดลง ในอดีตเดือนธันวาคมจึงเป็นเดือนที่ดีที่สุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

 

สำหรับปี 2024 จะจบปีด้วยการประชุมของทุกธนาคารกลางสำคัญ ไล่ตั้งแต่ ECB วันที่ 12 ธันวาคม, BOT วันที่ 18 ธันวาคม และ FOMC กับ BOJ วันที่ 19 ธันวาคม โดยทั้งหมดจะเผยแนวโน้มนโยบายการเงินในปี 2025 ให้เห็น

 

โดยสรุป ช่วงครึ่งแรกของปีภาษิตมักออกไปในแนวให้กำลังใจ เข้าซื้อเมื่อตลาดปรับฐาน ส่วนภาษิตในช่วงครึ่งหลังของปีมักเป็นคำเตือนให้ระวังการปรับฐานแรง

 

ปีนี้ผมมองว่านโยบายการเงินที่ตลาดจับตามากในช่วงครึ่งแรกจะลดบทบาทลง สวนทางกับนโยบายระหว่างประเทศและความเสี่ยงทางการเมืองที่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

 

ปี 2024 เป็นปีที่ตราสารหนี้ลงทุนได้ง่ายขึ้นเพราะไม่ได้มีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ในฝั่งของหุ้นทั่วโลกควรระวังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และนโยบายเศรษฐกิจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนกลุ่มการลงทุน

 

และถ้าให้ผมเลือกหนึ่งภาษิตสำหรับปีนี้ ผมขอเลือก ‘The Time to Buy is When There’s Blood in the Streets’ หรือเวลาที่เหมาะสมของการลงทุนปีนี้คือช่วงเวลาที่ตลาดปรับฐาน ขอให้ทุกคนรู้ทันโลกการเงินปี 2024 นะครับ

The post ภาษิตที่จะทำให้คุณรู้ทันโลกการเงินในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโยบายการเงินโลกกับความคาดหวังของตลาดทุนปี 2024 https://thestandard.co/global-monetary-policy-2024/ Mon, 25 Dec 2023 04:25:27 +0000 https://thestandard.co/?p=880550 นโยบายการเงินโลก

‘นโยบายการเงิน’ เป็นประเด็นสำคัญต่อโลกอย่างมากในปี 2024 […]

The post นโยบายการเงินโลกกับความคาดหวังของตลาดทุนปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโยบายการเงินโลก

‘นโยบายการเงิน’ เป็นประเด็นสำคัญต่อโลกอย่างมากในปี 2024

 

เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศหลักชะลอตัวลง จึงควรผ่อนคลายทางการเงินบ้าง อย่างไรก็ดี ความคาดหวังของตลาดดูจะนำหน้าทั้งผู้กำหนดนโยบายและเศรษฐกิจไปมาก เห็นได้จากราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินที่ปรับตัวขึ้นก่อนอย่างรวดเร็ว

 

ถ้านโยบายการเงินผ่อนคลายได้ไม่เท่ากับความคาดหวัง ความผันผวนย่อมต้องเกิดขึ้น เราจึงควรรู้ก่อนว่าสิ่งที่เป็นอยู่ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น และสิ่งที่ถูกคาดหวังกับแต่ละธนาคารกลางคืออะไร และเป็นโอกาสหรือความเสี่ยงสำหรับนักลงทุน

 

เริ่มต้นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed เศรษฐกิจชะลอ เงินเฟ้อทรงตัวสูง ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยแล้ว แต่ตลาดหวังว่าจะผ่อนคลายมากกว่านี้

 

ประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดของ Fed ชี้ว่าปี 2024 จะเป็นปีที่ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยลง 75 bps ต่อด้วยการลดดอกเบี้ยอีก 175 bps ในปี 2025-2026

 

ในมุมเศรษฐกิจ เงินเฟ้อสหรัฐฯ คาดว่าจะชะลอตัวลงไปต่ำกว่า 3% (ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 3.1%) ตั้งแต่ท้ายไตรมาสแรก อย่างไรก็ดี Fed อาจรอให้การว่างงานขยับขึ้นเหนือ 4% (ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.7%) ถึงจะมีเหตุผลพอสำหรับการลดดอกเบี้ย ด้วยเงื่อนไขและลำดับการประชุม การลดดอกเบี้ยครั้งแรกจึงน่าจะเกิดขึ้นในการประชุมรอบ 11-12 มิถุนายน

 

จุดเปราะบางของตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่บอนด์และหุ้นที่ปรับตัวขึ้นนำนโยบายการเงิน ล่าสุดบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 2 ปี ร่วงลงจากระดับ 5.2% มาอยู่ที่ระดับ 4.3% ยีลด์ 10 ปีแตะ 3.9% และดัชนี S&P500 เหลือ Long-Term Earning Yield (LTEY) เพียง 3.3% โอกาสผิดหวังกับ Fed จึงมีมากที่สุด

 

ธนาคารกลางที่สองคือ ECB เงินเฟ้อลด เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย แม้ยังไม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย แต่ตลาดไม่คาดว่าจะลดดอกเบี้ยได้เท่า Fed

 

ปี 2023 เป็นปีที่เงินเฟ้อในยุโรปลดลงเร็วมาก จากต้นปีที่ 8.0% ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 2.8% ปีหน้าคาดว่าจะเห็นต่ำกว่า 3.0% ขณะที่ประเทศใหญ่ในยุโรปเลือกใช้นโยบายการคลังที่เข้มงวดก่อน จึงอาจไม่เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจน

 

แต่ด้วยแนวโน้มการเติบโตและเงินเฟ้อที่ลดลงพร้อมกัน การผ่อนคลายทางการเงินไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจยากสำหรับ ECB การลดดอกเบี้ยเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การประชุมรอบ 7 มีนาคม ที่จะเห็นเงินเฟ้อต่ำกว่า 2.0%

 

แม้ฝั่งตลาดบอนด์ยุโรปจะตอบรับอย่างรวดเร็วไม่ต่างกับสหรัฐฯ ยีลด์เยอรมนีอายุ 10 ปี ลดลงเหลือต่ำกว่า 2.0% จากที่เคยขึ้นไปถึง 3.0% ช่วงเดือนตุลาคม แต่ดัชนี STOXX 600 ไม่ได้แพง ส่วน EUR/USD ขยับขึ้นมาที่ 1.09 สูงจากต้นปีที่ 1.06 สะท้อนว่าตลาดไม่ได้คาดหวังว่า ECB จะลดดอกเบี้ยมากกว่า Fed โอกาสสมหวังจึงมีอยู่

 

ธนาคารกลางที่สามคือญี่ปุ่น (BOJ) เงินเฟ้อทรงตัวสูง ยังไม่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ตลาดลดความคาดหวังกับนโยบายการเงินที่เข้มงวดลง

 

จากมุมของตัวเลขเศรษฐกิจ ความเข้มงวดทางการเงินสามารถเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจไม่มีความเสี่ยงถดถอย และเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้ถึงปีหน้าคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงกว่า 3.0%

 

เงื่อนไขด้านเวลาคาดว่าจะอยู่หลังการเจรจาขึ้นค่าแรง (ชุนโตะ) ช่วงไตรมาสแรก แต่ด้วยการที่นโยบายกำลังสวนทางกับธนาคารกลางใหญ่อย่าง Fed และ ECB จึงอาจเป็นไปได้ที่ BOJ จะรอดูภาพตลาดหลังธนาคารใหญ่ลดดอกเบี้ยก่อน การปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดจึงอาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2024

 

บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นอายุ 10 ปีที่ย่อตัวจากระดับสูงสุดของปีที่ 0.9% ลงมาที่ระดับ 0.6% สะท้อนความซับซ้อนของนโยบายการเงินได้ดีที่สุด ตัวแปรที่ส่งสัญญาณความหวังว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วคือ JPY ที่แข็งลงจากสูงสุด 6% มาอยู่ที่ 142 JPY/USD แต่ยังถือว่าอ่อนค่า 7% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

 

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะพบกับเศรษฐกิจฟื้นตัวแต่เงินฝืด โชคดีที่ตลาดไม่ได้คาดหวังกับการลดดอกเบี้ยมากนัก

 

แม้แนวโน้มเงินเฟ้อไทยจะปรับตัวลงต่อเนื่องจาก 2.2% เมื่อต้นปีนี้ เหลือเพียงไม่ถึง 1.0% ในปัจจุบัน ชี้ชัดว่าการลดดอกเบี้ยสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ปี 2024 เศรษฐกิจไทยจะต้องพบกับความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการคลัง การขยับนโยบายการเงินจึงคาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี

 

อย่างไรก็ดี ตลาดดูจะไม่ได้ตั้งความหวังไว้มาก เห็นได้จากดัชนี SET ที่ปรับตัวลงในปีนี้กว่า 15% บอนยีลด์อายุ 2 ปีทรงตัวที่ 2.3% และเงินบาทคาดว่าจะปิดสิ้นปีใกล้เคียงกับต้นปี

 

ทั้งหมดนี้ผมมองเป็นความเสี่ยงและโอกาสในตลาดการเงิน 3 เรื่อง

 

  1. ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตต่อเนื่อง ทั้งหุ้นและบอนด์สหรัฐฯ มีโอกาสถูกขายทำกำไรจากความคาดหวังที่สูง
  2. ตลาดมองบวกกับ EUR และมองลบกับ JPY มากเกินไป เพราะ ECB ไม่มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ การลดดอกเบี้ยจึงอาจเกิดขึ้นได้ก่อนและมากกว่าที่อื่น ขณะที่ BOJ ยิ่งเข้มงวดช้า โอกาสที่ JPY จะแข็งยิ่งมาก
  3. บนความไม่คาดหวัง หุ้นและบอนด์ไทยอาจเป็นสินทรัพย์ที่ได้แรงหนุนมากกว่าปกติ ถ้า ธปท. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยครับ

The post นโยบายการเงินโลกกับความคาดหวังของตลาดทุนปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจะแพงทะลุระดับ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในทศวรรษนี้ https://thestandard.co/fed-gold-price/ Tue, 19 Dec 2023 03:01:00 +0000 https://thestandard.co/?p=878328 ราคาทองคำ

ช่วงต้นปี 2023 ถ้าให้สมมติฐานว่า ดอกเบี้ยของธนาคารกลางส […]

The post ทองคำจะแพงทะลุระดับ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในทศวรรษนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองคำ

ช่วงต้นปี 2023 ถ้าให้สมมติฐานว่า ดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะขึ้นมาถึงระดับ 5.50% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวบวกเกิน 20% ขณะที่เงินเฟ้อจะปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

 

แล้วตั้งคำถามว่า ‘ราคาทองคำควรเป็นเท่าไร’ คงไม่มีใครกล้าตอบเต็มปากว่าทองคำจะปรับตัวขึ้นจนทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้แน่

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ คือราคาทองคำเปิดปีที่ระดับ 1,824 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงไปทำจุดต่ำสุดเพียง 1,811 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 2,072 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ในวันที่ 1 ธันวาคม และทรงตัวเหนือ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปัจจุบัน

 

นั่นหมายความว่า โครงสร้างราคาทองคำอาจไม่เหมือนอดีต ความสัมพันธ์ของทองคำกับตลาดการเงินและเศรษฐกิจช่วงนี้จึงสำคัญมาก เพราะไม่ใช่เพียงแค่จะกำหนดทิศทางของราคาทองในระยะสั้น แต่อาจส่งสัญญาณถึงกรอบการซื้อขายทองคำในทศวรรษข้างหน้า

 

ราคาทองมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบใด และจุดสูงสุดในอนาคตควรอยู่ตรงไหนจึงเป็นคำถามที่เราต้องคิดหาคำตอบเอาไว้ก่อน

 

สำหรับกรอบราคาทองคำปี 2024 ผมประเมินว่าอยู่ที่ระดับ 1,900-2,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จาก 4 เรื่องหลักประกอบด้วย แนวโน้มราคา เศรษฐกิจ ค่าเสียโอกาสการลงทุน และความเสี่ยงเรื่องไม่คาดฝัน

 

ในรอบปีที่ผ่านมา ทองคำทำผลตอบแทนไม่ดีแค่สองช่วงคือตลาด Risk-off (หุ้นลง ยีลด์ลง) และ Monetary Tightening (หุ้นลง ยีลด์ขึ้น) ติดลบในกรอบ 0.2-1.0% ต่อสัปดาห์ แต่ในช่วงที่หุ้นขึ้น ไม่ว่ายีลด์จะไปทางไหน ทองคำก็ปรับตัวบวกขึ้นได้เฉลี่ย 1.2-2.0% ต่อสัปดาห์

 

รูปแบบของการเคลื่อนไหวนี้เกิดจากหลายเหตุผล ตั้งแต่ดอกเบี้ยระดับ 5% ไม่ได้กดดันทองคำมากเท่ากับที่คิด ความเสี่ยงไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ่อยกว่าปกติ และแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัวที่มีความเสี่ยงถดถอยรออยู่ ดูจะเป็นภาวะที่ดีกับทองคำมากที่สุด

 

ในปี 2024 กรณีที่แย่ที่สุดจึงควรเป็นการที่ ดอกเบี้ยไม่ลด เศรษฐกิจไม่ถดถอย แต่ดอลลาร์แข็งค่า สถานการณ์คล้ายคลึงกับปีนี้ แต่ตัดประเด็นสงครามออกไป ราคาจึงอาจไม่ไปไหนถึงอ่อนตัวลง 5-10% ไปที่ 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ส่วนกรณีที่ดีที่สุด ผมมองว่าจะเกิดขึ้นถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยสั้นๆ แต่ Fed ลดดอกเบี้ยเร็ว กดดันดอลลาร์อ่อนค่า ในอดีตเหตุการณ์ลักษณะนี้มักเกิดขึ้นหลังการจ้างงานขยายตัวเต็มที่ไปแล้วราว 5-13 เดือน ด้วยแนวโน้มของทองคำที่เป็นขาขึ้นอยู่ ราคาทองคำจะสามารถบวกต่อได้ 15-20% หรือสูงสุดราว 2,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ส่วนราคาทองคำจะไปได้ไกลแค่ไหนในอีก 10 ปีข้างหน้า ผมประเมินว่าระดับ 3,000-3,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นไปได้ด้วยสองประเด็นหลัก คือการถือครองของธนาคารกลางต้องเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ต้องไม่ลดลง

 

ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 ราคาทองคำปรับตัวขึ้นโดยเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นเป็นเท่าตัวได้ในระยะยาว

 

เหตุผลหลักคือ ทองคำสามารถปรับบริบทของตัวเองเปลี่ยนไปได้ตามตลาด เช่นในช่วงแรกเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ ต่อมาก็เป็นสินทรัพย์รักษาความมั่งคั่ง หรือช่วงทศวรรษล่าสุดก็กลายเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงดอกเบี้ยต่ำ

 

ในอนาคต เรื่องใหม่ที่จะทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นได้ในเชิงโครงสร้าง คือการถือครองของธนาคารกลางที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

 

รายงาน Gold Reserves Survey จาก World Gold Council ล่าสุด ชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการถือครองทองคำมากขึ้นต่อเนื่องด้วยหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็น การกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์ สภาพคล่องที่สูงกว่าสินทรัพย์ทางเลือกอื่น นอกจากนี้ยังปรับตัวลงน้อยในช่วงวิกฤต ทำให้สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว

 

ด้วยบริบทที่ทั่วโลกต้องการลดการกระจุกตัวของดอลลาร์ ธนาคารกลางทั่วโลกที่ถือครองทองคำอยู่ระดับ 10-15% จึงอาจเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 25% (เท่ากับสัดส่วนของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางของประเทศในกลุ่ม Emerging Markets

 

ส่วนในเชิงเหตุการณ์ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น หรือความเสี่ยงไม่คาดฝันที่มีมากขึ้นก็เป็นปัจจัยบวกต่อราคาได้

 

แนวโน้มนี้ชัดเจนในช่วงโควิดและวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน หรือสงครามในกาซา ทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่มความกลัวให้กับตลาด ยิ่งในช่วงที่ตลาดมีโครงสร้างกระจุกตัวในหุ้นรายตัวบางประเทศมาก ความสำคัญของทองคำในเรื่องการไม่มี Credits และ Default Risk จะโดดเด่นมากขึ้น

 

ดังนั้น ด้วยราคาทองคำเฉลี่ย 120 เดือนย้อนหลังที่ 1,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นไปได้ที่จะเห็นทองคำปรับตัวขึ้นถึง 3,000-3,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ใน 10 ปีข้างหน้า

 

โดยสรุป ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

ถ้านักลงทุนยังกังวล ผมแนะนำจัดสัดส่วนให้เหมาะสมไม่เกิน 10-20% ของพอร์ต และจับตาความเสี่ยงหลักของทองคำ คือเศรษฐกิจของผู้ซื้อ เช่น จีน เอเชีย และ EM เช่น ในวิกฤตปี 1997 และ 2013 ราคาทองคำปรับตัวลงได้ถึง 25-35%

 

สำหรับสมมติฐานปี 2024 ตลาดคาดว่าเศรษฐกิจโลกชะลอลงกว่าปี 2023 แต่ Fed  จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาที่ 4.5% สหรัฐฯ มีเลือกตั้งใหญ่ท้ายปี เดาราคาทองคำ แล้วมารอลุ้นผลปลายกันครับ

 

ราคาทองคำ

การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำและพันธบัตรรัฐบาลในช่วงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย

 

อ้างอิงกราฟ: NBER, WGC, and CGS Macro and Wealth Research

The post ทองคำจะแพงทะลุระดับ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในทศวรรษนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Match 5 ธีมลงทุนรับปี 2024 https://thestandard.co/5-thematic-investing-2024/ Sun, 26 Nov 2023 06:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=869722

ปี 2023 กำลังผ่านพ้นไป ได้เวลาที่ Thematic Investor ต้อ […]

The post Match 5 ธีมลงทุนรับปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2023 กำลังผ่านพ้นไป ได้เวลาที่ Thematic Investor ต้องเรียนรู้จากอดีต ค้นหาบทเรียนจากการลงทุน เพื่อมองไปถึงปีหน้า

 

สำหรับปีนี้ จากดัชนีธีมลงทุนที่ผมติดตามอยู่กว่า 200 แบบ ธีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดคือ Magnificent 7, FANG+, Semiconductors, Blockchain, และ Next Generation Internet ส่วนธีมที่ทำผลงานย่ำแย่คือ Cannabis, Hydrogen, Thai Industrials, Solar และ China Real Estate

 

บทเรียนสำคัญจากปี 2023 ชัดเจนในสามเรื่อง 1. ถ้าใครไม่มีหุ้นใหญ่สหรัฐฯ ในปีที่แนวโน้มไม่ชัดเจนมีโอกาสทำผลงานแพ้ตลาดอย่างมาก 2. ความสัมพันธ์ระหว่างธีมอนาคตกับตัวแปรตลาด อาจไม่เป็นไปตามแนวคิดของอุตสาหกรรมเก่า และ 3. ฟองสบู่ทางการเงิน อยู่รอดได้นานขึ้นในยุคข้อมูลข่าวสาร

 

สำหรับปี 2024 ตลาดคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว เงินเฟ้อจะลดลง และหลายประเทศเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ตลาดมีแนวโน้มซื้อขายในกรอบกว้าง ผมจึงเลือก 5 ธีมลงทุน ประกอบด้วย Magnificent 7, AI, Technology, Clean Tech, และ Health Care รวมเป็น M-A-T-C-H ผสมผสานธีมผลงานดี และธีมที่มีโอกาสกลับตัว มาให้ทุกคนได้คิด และเลือกลงทุนในปี 2024

 

Magnificent 7 เป็นธีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุด มีโอกาสไปต่อ อย่างน้อยช่วงครึ่งปีแรก

 

ผลตอบแทนของ Bloomberg Magnificent 7 ตั้งแต่ต้นปีบวกไปถึง 102% จุดสำคัญของการลงทุนในกลุ่มนี้ไม่ใช่กำไรที่เติบโตสูงจากเทคโนโลยี เช่น NVIDIA เพียงอย่างเดียว แต่มีแรงหนุนหลักจากหุ้น Quality Growth อย่าง Meta, Microsoft รวมถึง Alphabet

 

หุ้นใหญ่พื้นฐานมั่นคง ควรทำผลงานได้ดีช่วงปลายของเศรษฐกิจ (Late Cycle) ธีมนี้จึงเป็นธีมที่ไม่มีไม่ได้ในปีหน้า หรือใครที่กังวลความเสี่ยงเรื่องมูลค่า อาจเลือกลงทุนเฉพาะหุ้นบางบริษัทที่ไม่แพงได้เช่นกัน

 

AI เป็นธีมแห่งทศวรรษที่ต้องมีติดพอร์ตไว้แน่นอน โอกาสของการลงทุนอยู่ที่มูลค่าตลาดที่ AI จะสร้างได้

 

Index Artificial Intelligence ทำผลงานได้ดีถึง 47% ในขณะที่ P/E เฉลี่ยของหุ้นอยู่ที่ระดับ 34x ถือว่าไม่ได้แพงมาก

 

เปรียบเทียบกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีต ผู้ชนะที่แท้จริงในธีม AI กำลังจะถือกำเนิดขึ้น จึงเป็นธีมที่มีโอกาสไปต่อได้ในระยะยาว

 

ในปี 2024 ผมมองว่าการลงทุนในธีม AI จะขยับไปสู่การนำเทคโนโลยีไปเพิ่มประสิทธิภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงมากขึ้น อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือซอฟต์แวร์ ค้าปลีก บริการ และการขนส่ง ผู้ชนะตัวจริง คือผู้ที่สามารถนำ AI ไปเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจตัวเองได้มากที่สุด

 

Technology เป็นธีมที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง การลงดอกเบี้ยจะเป็นแรงหนุนเพิ่มเติม 

 

MSCI ACWI Information Technology ทำผลงานบวก 42% 

 

ในปีที่ผ่านมา ความแตกต่างจากสองธีมแรก คือการกระจายการลงทุนออกนอกสหรัฐฯ มากกว่า 20% ทำให้มีโอกาสรับแรงหนุนจาก Valuation เพิ่มเติม 

 

ผมเชื่อว่าปี 2024 จะเป็นปีที่ Tech เอเชียปรับตัวขึ้นได้มากกว่าฝั่งตะวันตก จากแรงหนุนด้านการฟื้นตัวของภาคการผลิต ละบริโภค นอกจากนี้การปรับตัวลงของเงินเฟ้อ จะเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย และเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดถ้านโยบายการเงินผ่อนคลาย

 

Clean Energy ธีมเปลี่ยนพลังงานโลก มีโอกาสกลับตัวในปีหน้า สลับกับเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่คาดว่าจะลดลง 

 

สำหรับปีนี้ Index Global CleanTech ปรับตัวลงถึง 33% ค้านกับความเชื่อว่าธีมที่เป็นตัวแทนพลังงานใหม่ควรได้แรงหนุนถ้าราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น

 

บทเรียนในปี 2023 สอนเราว่า ราคาสินค้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นสร้างแรงหนุนให้การลงทุนในกลุ่มพลังงานเก่า (Old Energy) ในช่วงที่สภาพคล่องไม่เพิ่มขึ้น พลังงานทางเลือกจึงเป็นกลุ่มที่ถูกลดความสำคัญลง และถูกขายมากที่สุด 

 

หลังจากราคาปรับตัวลงมาก Long-Term P/E เหลือเพียง 17x ถ้าราคาน้ำมันลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจ Clean Energy ก็มีโอกาสฟื้นในปี 2024 ได้เช่นกัน 

 

Healthcare มีโอกาสฟื้นตัวในช่วงปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ รายได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

 

MSCI ACWI Information Technology ทำผลงานไม่ดี -2.5% ในปี 2023 ผิดจากที่ตลาดมองไว้มาก

 

ประเด็นสำคัญคือเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา บวกกับรายได้ที่ปรับตัวลดลงจากช่วงวิกฤตโควิด ทำให้ดีลนี้หมดความน่าสนใจ

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าเหตุผลการลงทุนจะกลับทิศในปี 2024 ถ้าเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงถดถอย กลุ่มบริการสุขภาพที่มี Beta ต่ำจะมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ Healthcare เป็นธีมที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับในอดีตและธีมอื่นๆ ล่าสุดมี LTPE เพียง 27x บนการเติบโตของรายได้ที่คาดว่าจะกลับมาสูงกว่า 10%

 

ถึงตรงนี้ผมเชื่อว่า Thematic Investor คงมองเห็นโอกาสสำหรับการลงทุนในปี 2024 บ้างไม่มากก็น้อย 

 

ไม่ว่าพอร์ตปัจจุบันของเราจะเป็นแบบไหน ส่วนประกอบของ M-A-T-C-H สามารถนำไปปรับผสมเข้ากับพอร์ตของทุกท่านได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่การผสมผสานให้มีทั้งธีมไปต่อและธีมกลับตัว กระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวครับ

The post Match 5 ธีมลงทุนรับปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 ความท้าทายกับคำถามเดียวว่า ควรมีหุ้นจีนในพอร์ตเราไหมในอีก 10 ปีข้างหน้า https://thestandard.co/chinese-stocks-in-the-next-10-years/ Wed, 08 Nov 2023 07:05:32 +0000 https://thestandard.co/?p=863638

ปี 2023 กำลังจะจบไป และหนึ่งในการลงทุนที่ทำให้นักลงทุนผ […]

The post 3 ความท้าทายกับคำถามเดียวว่า ควรมีหุ้นจีนในพอร์ตเราไหมในอีก 10 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2023 กำลังจะจบไป และหนึ่งในการลงทุนที่ทำให้นักลงทุนผิดหวังมากที่สุดคงไม่พ้นหุ้นจีน ที่ทำผลงานดีแค่เดือนแรกแต่หลังจากนั้นก็ปรับฐานมาตลอดปี

 

ยิ่งมองย้อนกลับไปทั้งทศวรรษที่ผ่านมา ดัชนี MSCI China ปัจจุบันอยู่แค่ระดับใกล้เคียงกันกับเมื่อ 10 ปีที่แล้วเสียด้วย ยิ่งทำให้นักลงทุนต้องกลับมาคิดว่า ทศวรรษหน้าจำเป็นต้องมีหุ้นจีนอยู่ในพอร์ตไหม หรือถ้าอยากมี ต้องเป็นหุ้นจีนแบบไหนกันแน่

 

เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนที่เรากำลังจะต้องเผชิญในอนาคตก่อน เรากำลังจะพบกับ ‘3 ความท้าทาย’ ที่หนีไม่ได้

 

เรื่องแรก เศรษฐกิจจีนจะไม่เติบโตมหัศจรรย์เหมือนทศวรรษก่อน

 

จุดสำคัญคือตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังโควิด

 

ทุกสัญญาณพลิกกลับมาเป็นขาลง ไม่ว่าจะเป็นยอดซื้อ ราคาบ้าน หรือการก่อสร้าง การเติบโตในกลุ่มอสังหาที่เคยเป็นลมหนุนกับเศรษฐกิจ 2-3% ในช่วงทศวรรษก่อน จะเป็นลมต้านของเศรษฐกิจราว 1-2% ไปอย่างน้อยถึงช่วงกลางทศวรรษ 2030

 

นอกจากนั้น โครงสร้างประชากรก็ผ่านจุดสูงสุด 1.42 พันล้านคนไปแล้วในปี 2021 ต่อจากนี้มีแต่จะทรงตัวไปจนถึงปี 2050

 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยทั้งปริมาณ ราคา และการกู้ยืมที่ลดลง จะกดเศรษฐกิจจีนให้เติบโตเพียง 4.0-4.5% ตลอดทั้งทศวรรษ

 

ความท้าทายที่สองคือนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปเป็นการตั้งรับ

 

นั่นเป็นเพราะว่าระดับหนี้ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสร้างความกังวลเรื่องเสถียรภาพ

 

ย้อนกลับไปเมื่อต้นวิกฤต GFC ระดับหนี้ของเอกชนจีนรวมทั้งหมดอยู่ไม่ถึง 150% GDP แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาถึง 289% GDP หนี้เหล่านี้กว่า 20% เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหา อีกกว่า 25% มาจากรัฐบาลท้องถิ่น เป็นไปได้ยากที่จะปรับตัวลดลง

 

ในมุมมองของภาครัฐ ทางเลือกมีแค่สองแบบคือ กระตุ้นต่อและลุ้นว่าจะไม่เข้าสู่วิกฤตและทศวรรษที่อาจหายไปแบบญี่ปุ่น หรือยอมเติบโตน้อย มีคนตกงานบ้าง แต่ไม่เสี่ยงเข้าสู่วิกฤต

 

เป็นไปได้สูงที่รัฐจะเลือกตั้งรับและกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะเพื่อการปรับโครงสร้าง หรือเมื่อมีปัญหา

 

ความท้าทายที่สามคือปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ยากจะคืนดีกับสหรัฐอเมริกา

 

ย้อนกลับไปก่อนที่จีนจะเข้าสู่ WTO การค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเติบโตขึ้นมามากกว่าถึง 10 เท่าตัว แม้จะย้อนกลับไปตั้งแต่ในช่วงปี 2017 ที่เริ่มมีปัญหาสงครามการค้า การซื้อขายระหว่างกันก็ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงกว่า 30%

 

แต่ล่าสุดปัญหาในเชิงความคิดและการแข่งขันทางเศรษฐกิจดำเนินมาถึงจุดที่สหรัฐฯ หันไปพึ่งประเทศอื่น จนความเป็นคู่ค้าหลักของจีนจบลงไปตั้งแต่ปี 2022

 

ความท้าทายนี้ในโลกเศรษฐกิจอาจแก้ไขได้ด้วยการหาคู่ค้าใหม่ที่มีขนาดใหญ่มาแทนที่ แต่ในโลกของการเงิน ยากมากที่จะหาประเทศหรือผู้บริหารเงินขนาดใหญ่นอกเหนือจากสหรัฐฯ

 

ความท้าทายเหล่านี้ทำให้มุมมองรายได้ในอนาคตมีโอกาสที่จะชะลอตัวลง การลงทุนจะอ้างอิงกับนโยบายภาครัฐมากขึ้น และที่น่ากังวลที่สุด ถ้าไม่มีเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างชาติ มูลค่าตลาดอาจเปลี่ยนแปลงไม่ได้ 

 

ในมุมมองของผม หุ้นจีนมีความยากลำบากต่อไปในทศวรรษหน้า ไม่ต้องสะสมเกินสัดส่วนปกติ แต่ถ้าใครอยากลงทุนจีนเป็นพิเศษต้องเลือกธีมลงทุนให้ดี

 

ธีมลงทุนแรก China Consumption เน้นไปที่เอกลักษณ์ความเป็นจีน

 

เปรียบเทียบกับช่วงทศวรรษที่หายไปของญี่ปุ่น บริษัทที่อยู่รอดหรือทำผลงานได้โดดเด่นส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทอยู่ในธุรกิจระดับโลกแต่มีความเก่งเฉพาะด้าน

 

สำหรับในจีนธุรกิจกลุ่มนี้คือกลุ่มอาหาร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และของใช้ฟุ่มเฟือย ไปถึงธีมกั๋วฉาว (Guo Chao) ที่จับความเป็นจีนขึ้นมาเป็นจุดขาย

 

ธีมลงทุน China Going Global ให้ความสำคัญกับประเทศฝั่งเอเชีย

 

เน้นไปที่กลุ่ม Exporters การท่องเที่ยว และบริการที่สามารถใช้ได้ร่วมกันทั้งในเอเชีย ส่วนใหญ่มักอยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ การเดินทาง บริการการท่องเที่ยว และบริการด้านสุขภาพ 

 

และธีมที่ขาดไม่ได้คือ China New Technology

 

แม้กระแส Generative AI ในจีนจะเกิดช้ากว่าทั่วโลก แต่ด้วยกฎหมาย ขนาดประชากร และโครงสร้างพื้นฐาน ในที่สุดจีนจะผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน AI ในอนาคตแน่นอน

 

กลุ่ม Little Giant กว่า 10,000 บริษัทจะได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลและเงินทุนจากรัฐบาลกลาง เป็นกลุ่มแรกที่จะร่วมสร้างอุตสาหกรรมใหม่

 

มุมมองของผม คิดจะลงทุนในจีนบน 3 ความท้าทาย คำตอบเดียวคือต้องกล้าปรับพอร์ต เลือกเฉพาะธีมลงทุนที่เหมาะสมครับ

 

นักลงทุนท่านใดสนใจลงทุนหุ้นขนาดเล็กในจีนผ่าน CGS Fullgoal CSI 1000 ETF ตัวย่อ GRU (สกุลเงินดอลลาร์) ในตลาดสิงคโปร์ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) โทร. 0 2841 9000 กด 1 และกด 4 เพื่อติดต่อบริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ในเวลาทำการครับ

 

The post 3 ความท้าทายกับคำถามเดียวว่า ควรมีหุ้นจีนในพอร์ตเราไหมในอีก 10 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความชันแบบหมี รีบหนีหรือตั้งรับ https://thestandard.co/how-to-invest-in-bear-steepen/ Sun, 29 Oct 2023 05:51:50 +0000 https://thestandard.co/?p=859998 ตลาดหมี

เข้าสู่ช่วงปลายปี 2023 ทั้งเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเ […]

The post ความชันแบบหมี รีบหนีหรือตั้งรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหมี

เข้าสู่ช่วงปลายปี 2023 ทั้งเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และความผันผวนของตลาดการเงินกำลังสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอย่างมาก

 

หนึ่งในประเด็นที่เป็นผลรวมของทุกความเสี่ยงคือ การที่บอนด์ยีลด์สหรัฐอเมริการะยะยาวปรับตัวขึ้นสูง เร็ว และแรงกว่าบอนด์ยีลด์ระยะสั้น หรือที่ตลาดเรียกกันว่าความชันแบบหมี หรือ ‘Bear Steepen’  

 

เนื่องจากความชันของยีลด์เป็นได้ทั้งความเสี่ยงและโอกาส นักลงทุนจึงต้องรู้ให้ทันว่าครั้งนี้ Bear Steepen เกิดขึ้นเพราะอะไร และควรวางกลยุทธ์การลงทุนรับมือแบบไหน

 

เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเหตุการณ์ Bear Steepen ในอดีตก่อน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุหลักคือ เศรษฐกิจดี เงินเฟ้อขึ้น หรือดอกเบี้ยแท้จริงปรับตัวสูง

 

ในการประเมินรูปแบบของบอนด์ยีลด์ ส่วนใหญ่ในตลาดจะใช้ส่วนต่างระหว่างยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี และ 2 ปี เป็นตัวแปรหลักในการวัดความชัน 

 

การปรับตัวขึ้นของความชันนี้เกิดขึ้นไม่บ่อย ยิ่งเป็น Bear Steepen ยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่พบเจอได้ยากและแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยก่อนหน้า GFC เพราะส่วนใหญ่ต้องเกิดจากจังหวะที่ดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในระดับต่ำหลังวิกฤตเศรษฐกิจและเศรษฐกิจฟื้นตัวด้วยเงินเฟ้อ ยีลด์ระยะยาวจึงปรับตัวขึ้นตามแนวโน้มของ Breakeven Inflation เช่นในปี 2009, 2012 และ 2015

 

นอกจากเหตุผลด้านเศรษฐกิจ เหตุการณ์ที่จะสร้าง Bear Steepen ได้ต้องอยู่ในช่วงที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับสมดุล แต่ยีลด์ระยะยาวขึ้นต่อจากนโยบายเศรษฐกิจบางอย่างที่ไม่ได้ทำให้ดอกเบี้ยต้องขึ้นต่อ แต่ยีลด์แท้จริง (Real Yields) ปรับตัวขึ้นได้ เช่นในปี 1986, 2016 และ 2023

 

สำหรับการลงทุนใน Bear Steepen ต้องดูไปพร้อมกับความสัมพันธ์ของหุ้นและบอนด์

 

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1950 โดยรวม Bear Steepen เป็นบวกกับการลงทุน สินทรัพย์กลุ่มที่ทำผลตอบแทนเด่นประกอบด้วยหุ้นญี่ปุ่น (TOPIX), MSCI EM, S&P 500 และสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนบอนด์ระยะยาว เงินเยน และเงินดอลลาร์ เป็นสินทรัพย์ที่ทำผลงานแย่ที่สุด 

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะบอกได้ว่า Bear Steepen เป็นโอกาสหรือความเสี่ยงกันแน่ คือทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและบอนด์ (Correlation) ช่วงที่ดีที่สุดคือปี 1986 Correlation ระหว่างหุ้นและบอนด์เป็นบวก แปลว่าตลาดมองยีลด์ที่ปรับตัวขึ้นเป็นผลมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจ หุ้นจึงปรับตัวขึ้นตามได้

 

แต่ในช่วงปี 2009-2016 ความสัมพันธ์พลิกกลับเป็นลบ เนื่องจากนโยบายการเงินเริ่มเข้มงวด ตลาดหุ้นจึงมีแนวต้าน และมักถูกขายทำกำไรเมื่อเกิด Bear Steepening

 

รู้อย่างนี้แล้วควรลงทุนอย่างไร

 

ผมมองว่าการลงทุนในบอนด์ยังต้องระมัดระวัง ขณะที่ฝั่งหุ้น การเปลี่ยนบริบทของความชันเป็นสิ่งที่ต้องจับตาให้ดี 

 

เพราะในปัจจุบัน Correlation ระหว่างหุ้นและบอนด์ยังเป็นบวก เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย และสามารถขยายตัวได้ดีต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 2-3 ที่ผ่านมา คาดการณ์เงินเฟ้อจึงสูง ยีลด์ระยะยาวปรับตัวขึ้นตาม

 

แต่แค่ในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาความสัมพันธ์นี้กลับเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว เมื่อยีลด์ระยะยาวเข้าใกล้ 5% และการขาดดุลการคลังขึ้นมาเป็นประเด็นที่ตลาดเฝ้าระวัง ดังนั้นเมื่อไรที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว เงินเฟ้อลดลงเร็ว Real Yields จะเพิ่มสูงขึ้นกดดันตลาดทันที

 

ส่วนในด้านกลยุทธ์ เราสามารถเตรียมพร้อมกับความชันแบบหมีนี้ได้หลายรูปแบบ

 

เริ่มต้นที่การลดตราสารหนี้ระยะยาวลง

 

ถ้าเชื่อว่า Bear Steepen เกิดขึ้นแน่ แม้ยีลด์ระยะยาวสูงก็ไม่ควรเสี่ยง ควรเน้นลงทุนพันธบัตรระยะสั้นไปก่อน จนกว่าจะเห็นว่าดอกเบี้ยมีโอกาสเป็นขาลงได้จริง ค่อยเริ่มซื้อตอนนั้นก็ยังไม่สายเกินไป

 

สอง กระจายการลงทุนออกจากดอลลาร์ไปที่สินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์ทางเลือก

 

แม้ทิศทางของเงินดอลลาร์ในอดีตจะไม่ชัดเจน แต่โดยรวมเมื่อ Bear Steepen ไม่ได้เพิ่มโอกาสการปิดรับความเสี่ยง การถือดอลลาร์จึงลดความจำเป็นลง 

 

ยิ่งช่วงนี้ผมมองว่าตลาดเข้าสู่ช่วงยีลด์ชันในเวลาที่ดอลลาร์แพง แถมมีภาพความเสี่ยงเรื่องการขาดดุลการคลัง ที่คงไม่พ้นจะนำตลาดไปสู่ความกังวลกับปริมาณพันธบัตรที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องออกเพิ่ม เป็นหนึ่งในรูปแบบเฉพาะที่ดอลลาร์สามารถอ่อนค่าลงได้แม้ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น เป็นโอกาสของสินทรัพย์ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นทองคำ น้ำมัน ไปจนถึง Bitcoin

 

สุดท้ายในฝั่งหุ้น กลุ่มวัฏจักร (Cyclical) เป็นกลุ่มที่ต้องมีติดไว้ และรอหาจังหวะสะสมกลุ่ม Value เมื่อตลาดปรับฐาน

 

สไตล์การลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้สินทรัพย์ เพราะในช่วง Bear Steepen ที่เศรษฐกิจไม่ถดถอย โอกาสที่ตลาดจะต้องกลับเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่ม Cyclical จะมีอยู่ต่อเนื่อง

 

และเมื่อยีลด์ระยะยาวสูงขึ้นไม่หยุด ประเด็นเรื่อง Valuation ก็จะยิ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบ เป็นจังหวะที่หุ้นมูลค่า (Value) จะได้เปรียบหุ้นเติบโต (Growth) เพราะความเสี่ยงในช่วงตลาดปรับฐานจะต่ำกว่าในกรณีที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

 

ความชันแบบหมี ไม่ต้องรีบหนี แค่ต้องตั้งรับให้ถูกวิธีครับ

The post ความชันแบบหมี รีบหนีหรือตั้งรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงทุนนอก Zero Hedge หรือ Fully Hedge ดีกว่า https://thestandard.co/opinion-zero-hedge-or-fully-hedge/ Wed, 18 Oct 2023 03:50:36 +0000 https://thestandard.co/?p=855904

ทุกครั้งที่นักลงทุนไทยก้าวไปลงทุนในต่างประเทศ ต้องมีคำถ […]

The post ลงทุนนอก Zero Hedge หรือ Fully Hedge ดีกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกครั้งที่นักลงทุนไทยก้าวไปลงทุนในต่างประเทศ ต้องมีคำถามตามมาเสมอว่า ‘ควรป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedge FX Risk) หรือไม่’

 

ในทางทฤษฎี ความผันผวนจาก FX สามารถเป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง จึงมักไม่มีคำตอบตายตัวว่าเราควร Hedge หรือไม่ ส่วนตัวผมมักแนะนำ Fully Hedged เพราะทิศทางของสินทรัพย์ที่ไปลงทุนมีความสำคัญมากกว่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

 

อย่างไรก็ดี เมื่อดอลลาร์ปรับตัวขึ้นไม่หยุด สินทรัพย์เสี่ยงมักผันผวนมากกว่าปกติ ยิ่งช่วงนี้ดอกเบี้ยสหรัฐฯ สูง ส่งผลให้ต้นทุนการ Hedge FX แพงมาก ผมจึงกลับมาชวนวิเคราะห์ว่า Hedged หรือไม่ Hedge จะเหมาะสมในกรณีใดบ้าง

 

ผมมองจากมุมนักลงทุนไทยที่มีต้นทุนและรายรับเป็นเงินบาท ปรับการ Hedge ทุกสามเดือน แล้วเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนในสามเดือนถัดไป โดยใช้ S&P 500 และ Bloomberg Global Agg Bond Index เป็นตัวแทนหุ้นและบอนด์ 

 

ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2004 พบว่าสิ่งสำคัญในการตัดสินใจมีด้วยกัน 3 เรื่องหลักคือ Cross-Asset Correlation, Level of Carry และ FX Outlook

 

พื้นฐานสำคัญอย่างแรก ต้องเข้าใจว่าความเคลื่อนไหวของเงินบาทกับสินทรัพย์เสี่ยงมักไปในทิศทางเดียวกัน

 

เหตุผลหลักคือสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกส่วนใหญ่มีดอลลาร์เป็นสกุลเงินฐาน ในทางกลับกันดอลลาร์จึงมีสถานะเป็น Safe Asset ไปโดยปริยาย ดังนั้นเมื่อเราลงทุนเป็นดอลลาร์แล้วไม่ Hedge จะมีความผันผวนต่ำกว่าการ Hedged จาก Negative Correlation ของดอลลาร์กับสินทรัพย์เสี่ยง

 

แต่ในมุมผลตอบแทนจากการลงทุนก็จะถูกหักลบด้วย FX เช่นกัน (เช่นกรณีปกติที่หุ้นขึ้นและดอลลาร์อ่อน) ในอดีตที่ผ่านมา ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงไม่ว่าจะ Hedge หรือไม่จึงไม่ต่างกันอย่างมีนัย

 

ประเด็นที่สองคือเรื่องต้นทุนการประกันความเสี่ยงหรือ Hedging Cost ที่มักสูงขึ้นตามผลตอบแทน

 

ผลที่ตามมาคือการ Fully Hedge มักไม่คุ้มค่า ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมไม่ป้องกันความเสี่ยงหรือ Zero Hedge มากขึ้น (เช่นกรณีของเยนญี่ปุ่นที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าประเทศอื่น)

 

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นไม่บ่อยนักสำหรับเงินบาท และมักเกิดขึ้นในช่วง Late Cycle ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดอลลาร์จะอ่อนค่า ดังนั้นแม้ต้นทุน Hedging จะสูง โดยรวมก็มักไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนแย่กว่าการเปิดความเสี่ยง FX

 

แล้วความแตกต่างเกิดขึ้นเมื่อไร?

 

สิ่งสำคัญอยู่ที่สถานการณ์ตลาดว่าช่วงนั้นดอกเบี้ยสูงหรือต่ำ และ FX Outlook ว่าดอลลาร์กำลังแข็งหรืออ่อนค่า

 

สำหรับสาย Zero Hedge ดีที่สุดคือเวลาที่บอนด์ยีลด์สูงและดอลลาร์อ่อนค่า เช่น ช่วงปี 2005-2007 ก่อน GFC หรือปี 2017-2019 ก่อนโควิด ผลตอบแทนในกรณีที่ดีที่สุดจะใกล้เคียงกับการ Fully Hedge ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้นหรือบอนด์ แต่จะมีความผันผวนที่ต่ำกว่า เหตุผลหลักมาจากช่วงที่ยีลด์สูง Hedging Cost จะปรับตัวขึ้น

 

ขณะที่ดอลลาร์มักมีพฤติกรรม Mean Reversion หรือพลิกกลับทิศช่วงสั้น ดังนั้นเมื่อเปิดความเสี่ยง FX ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าลงก่อนหน้าราว 12 เดือน จึงมักได้การกลับตัวของอัตราแลกเปลี่ยน (ดอลลาร์แข็ง) มาเสริมผลตอบแทน

 

ส่วนสาย Fully Hedged จะสร้างผลตอบแทนดีที่สุดช่วงยีลด์ต่ำและดอลลาร์แข็ง เช่น ช่วงปี 2011-2015 หลังวิกฤต European Debt ในความเป็นจริงถ้าดอกเบี้ยสกุลเงินบาทสูงกว่าดอลลาร์หรือสกุลเงินที่เราไปลงทุน การ Hedge จะได้แต้มต่อจากส่วนต่างดอกเบี้ยอยู่แล้ว ดังนั้นในช่วงที่ยีลด์สหรัฐฯ ต่ำกว่ายีลด์ไทย จึงมักเป็นช่วงที่สามารถทำผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้ดีที่สุด

 

ขณะเดียวกัน เมื่อดอลลาร์แข็งค่ามาในช่วงก่อนหน้า การ Hedge ก็จะเป็นเสมือนการล็อกอัตราแลกเปลี่ยนระดับสูงไปพร้อมกันด้วย เป็นช่วงที่ตัดสินใจไม่ยากที่จะป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน

 

จังหวะที่ต้องระวังที่สุดคือยีลด์สูง ดอลลาร์เป็นขาขึ้นมาก่อน เพราะผลตอบแทนของการลงทุนมักไม่ดี ส่วนการ Hedge ยิ่งจะเป็นต้นทุนส่วนเพิ่ม

 

เหตุผลหลักอาจไม่ได้มาจากดอลลาร์โดยตรง แต่มาจากสินทรัพย์เสี่ยงที่เราไปลงทุนที่เข้าสู่โหมด Risk-Off เป็นผลให้ดอลลาร์แข็ง ในภาวะนี้ผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยงมักเป็นแรงกดดันอย่างแรกอยู่แล้ว ดังนั้นถ้ามี Hedging Cost สูงเพิ่มเข้ามา จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนแย่ลงไปอีก

 

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วควรเลือก Hedge แบบไหน?

 

ประเด็นทั้งหมดบอกเราว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือระดับของดอกเบี้ย ยีลด์ หรือ Level of Carry

 

เพราะเงินบาทเป็นสกุลเงินรอง กำไรจากการ Hedge จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญของผลตอบแทนจากการลงทุนเสมอ ดังนั้นถ้าดอกเบี้ยบาทสูง หรือการ Hedge ทำให้เรามีกำไรเพิ่มขึ้น (Positive Carry) จึงเป็นสิ่งที่ควรทำทุกครั้ง

 

ในทางกลับกัน ถ้าเรามีต้นทุนจากการ Hedge ต้องคิดไว้เสมอว่าทิศทางของสินทรัพย์ที่เราจะไปลงทุนกำลังเป็นขาขึ้นแน่นอนแค่ไหน ถ้ามองว่ามีผันผวนสูงหรือเป็นขาลงได้ การทำ Zero Hedge อาจจะเป็นหนึ่งในคำตอบที่เหมาะสมเช่นกัน

 

ในโลกการเงินมักไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปตามทิศทางของตลาด แต่ผมเชื่อว่าการเลือก Fully Hedge หรือ Zero Hedge ในสถานการณ์ที่ถูกต้อง จะทำให้เราลงทุนต่อเนื่อง (Stay Invested) ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นแน่นอนครับ

The post ลงทุนนอก Zero Hedge หรือ Fully Hedge ดีกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สองสูง’ ยีลด์ขึ้น ดอลลาร์แข็ง เริ่มแล้วหยุดยาก https://thestandard.co/bond-yield-usd-rise-unstoppable/ Wed, 11 Oct 2023 00:33:19 +0000 https://thestandard.co/?p=853228 ยีลด์ขึ้น ดอลลาร์แข็ง

ช่วงนี้นักลงทุนหลายท่านกำลังกังวลกับความเสี่ยง ‘สองสูง’ […]

The post ‘สองสูง’ ยีลด์ขึ้น ดอลลาร์แข็ง เริ่มแล้วหยุดยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยีลด์ขึ้น ดอลลาร์แข็ง

ช่วงนี้นักลงทุนหลายท่านกำลังกังวลกับความเสี่ยง ‘สองสูง’ 

 

หนึ่งคือบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นไม่หยุด ล่าสุดยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีสูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤต GFC สองคือดอลลาร์ที่แข็งค่าต่อเนื่อง เกือบถึงจุดสูงสุดช่วงวิกฤตโควิด

 

เมื่อทั้งยีลด์สูงและดอลลาร์สูงเกิดขึ้นพร้อมกัน ความผันผวนของสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น เช่นที่เราเจอเข้าอย่างจังในปลายไตรมาส 3 ที่ผ่านมา นักลงทุนจึงควรต้องรู้ให้ทันว่าความเสี่ยงนี้จะอยู่กับตลาดไปอีกนานไหม และเหตุการณ์ใดที่จะสามารถกลับทิศความสูงเหล่านี้ได้

 

เริ่มต้นต้องเข้าใจที่มาของความสูงของทั้งยีลด์และดอลลาร์ก่อน 

 

สำหรับบอนด์ยีลด์ ตัวแปรหลักคือนโยบายการเงิน ทิศทางเศรษฐกิจ และสภาพคล่อง ด้วยดอกเบี้ยนโยบายระดับ 5.25-5.50% บนแนวโน้มที่จะไม่ลดลงจากระดับนี้ไปอีกเป็นปี ยีลด์ระยะยาวที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าดอกเบี้ยระยะสั้นจึงมีโอกาสปรับขึ้น ตอกย้ำด้วยภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ไม่ถดถอย ตลาดแรงงานแข็งแกร่ง โครงสร้างเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าทศวรรษก่อนจาก Deglobalization รวมเป็นภาพเศรษฐกิจที่สนับสนุนให้ยีลด์สูงทั้งหมด

 

สิ่งที่ยิ่งทำให้ยีลด์สูงขึ้นไปอีกช่วงนี้ คือสภาพคล่องที่ลดลง ทั้งแรงซื้อที่หายไปจากการทำ Quantitative Tightening ของ Fed ร่วมกับรัฐบาลที่ต้องขายพันธบัตรมากขึ้นเพื่อรองรับการขาดดุลทางการคลังที่สูงระดับ 6-7% ต่อปี ทำให้สภาพคล่องลดลงกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน

 

เหตุผลทั้งหมดนี้ไม่ง่ายที่จะกลับทิศ

 

ส่วนดอลลาร์ ประเด็นสำคัญคือการเปรียบเทียบโอกาส และความเสี่ยงของการลงทุนในสหรัฐฯ กับทั่วโลก 

 

ชัดที่สุดคือผลทางตรงที่เกิดจากดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ที่สูง

 

ระดับยีลด์ของสหรัฐฯ ปัจจุบันมากกว่าทั้งเยน หยวน ยูโร ไปถึงปอนด์ ตลาดบอนด์สหรัฐฯ จึงเป็นตลาดที่มีเงินลงทุนไหลเข้าต่อเนื่อง หนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า

 

ส่วนในฝั่งหุ้น แม้ปกติดอลลาร์มักเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่เคลื่อนไหวสวนทางกับหุ้น แต่ปัจจุบันแม้เป็นช่วงที่ตลาดเปิดรับความเสี่ยง (Risk On) เงินดอลลาร์ก็สามารถแข็งค่าได้ เพราะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นใหญ่ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่าหุ้นทั่วโลก

 

หมายความว่าโครงสร้างการแข็งค่าของดอลลาร์ก็เปลี่ยนแปลงยากไม่แพ้ยีลด์ และอาจต้องรอจนกว่าจะมีเศรษฐกิจหรือสกุลเงินหลักอื่นที่แนวโน้มดีกว่าสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นมาให้เห็นก่อน

 

ประเมินจากสถานการณ์ล่าสุด ความน่าจะเป็นที่เราอาจต้องอยู่กับ ‘สองสูง’ ต่อไปอีกสักระยะจึงมีมากที่สุด

 

สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้ไม่ใช่นโยบายการเงินของ Fed แต่จะเปลี่ยนเป็นผลกระทบกับตลาดทุน เมื่อสหรัฐฯ ไม่มีท่าทีที่จะลดการขาดดุลการคลังลงได้ ภาวะเช่นนี้จะส่งผลให้สภาพคล่องกระจุกตัวอยู่แค่ในพันธบัตรระยะสั้น Term Premium หรือส่วนต่างระหว่างยีลด์ระยะยาวกับระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้   

 

นอกจากนี้ความผันผวนของเงินเฟ้อในอนาคตก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะ Term Premium ทรงตัวในระดับสูง 

 

เมื่อยีลด์สูง ดอลลาร์จึงมีแรงหนุนให้แข็งค่าได้ต่อ

 

กลยุทธ์การลงทุนในรูปแบบนี้ไม่ต่างจากปัจจุบัน ต้องเน้นซื้อขายสินทรัพย์เสี่ยงในกรอบแคบ หรือลงทุนเฉพาะสินทรัพย์ที่มีเหตุผลการเติบโตได้ด้วยตัวเอง 

 

กรณี Risk On หรือตลาดเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง ดอลลาร์อ่อนแต่ยีลด์ไม่ลง เป็นเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดอันดับสอง

 

ตลาดอาจพลิกผันได้ด้วยหลายสาเหตุ เช่น เศรษฐกิจใหญ่อย่างจีนหรือยุโรปฟื้นตัวได้ในที่สุด คาดว่าจะเริ่มเห็นโอกาสหรือไม่ปลายปีนี้ หรืออาจเป็นการเมืองในสหรัฐฯ วุ่นวาย จังหวะที่ต้องจับตาคือช่วงต้นเดือนมกราคม 2024 ตั้งแต่ Iowa Caucuses ที่การเลือกตั้งใหญ่ในสหรัฐฯ เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ หรืออาจเป็นธนาคารกลางญี่ปุ่นที่หันมาเข้มงวดทางการเงินเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ หลังการเจรจาปรับขึ้นค่าแรงในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2024

 

ในกรณีนี้ โอกาสจะอยู่ที่อัตราแลกเปลี่ยนรวมกับผลตอบแทนของตลาดหุ้น ประเทศที่หุ้นไม่แพง และค่าเงินอยู่ในระดับต่ำจะได้เปรียบที่สุด

 

รูปแบบสุดท้ายคือ ยีลด์ลงแต่ดอลลาร์แข็ง จะเกิดขึ้นได้ในกรณี Risk Off ถ้าสหรัฐฯ เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

แม้ปัจจุบันมีความน่าจะเป็นที่ต่ำ แต่น่าสนใจว่าถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นต้องปิดความเสี่ยงหนี้สูง ยีลด์สูง นโยบายเก็บภาษี หรือลดรายจ่ายภาครัฐ อาจเป็นสิ่งจำเป็นแม้ระยะสั้นอาจต้องแลกมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

ในกรณีนี้ สินทรัพย์ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์คือหุ้นใหญ่ในสหรัฐฯ บอนด์ และทองคำ ทั้งหมดจะมีแรงหนุนจากยีลด์ที่ปรับตัวลงเป็นหลัก

 

นอกจากนั้น อาจมีกรณีที่ Fed ลดดอกเบี้ยลงตามที่ตลาดคาดหวัง ทำให้ยีลด์ลง ดอลลาร์อ่อน แต่ผมมองว่ากรณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นก่อน

 

โดยสรุป ผมมองว่าความเสี่ยง ‘สองสูง’ มีเหตุผลสนับสนุนทั้งด้านวัฏจักรและโครงสร้าง เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจดำเนินต่อไป จนกว่าจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหม่ ปรับพอร์ตลงทุนให้พร้อมนะครับ

 

ยีลด์ขึ้น ดอลลาร์แข็ง

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี และดัชนีดอลลาร์ ‘สองสูง’ รอบกว่าสองทศวรรษ

 

อ้างอิง: 

  • Bloomberg และ CGS Macro and Wealth Research

The post ‘สองสูง’ ยีลด์ขึ้น ดอลลาร์แข็ง เริ่มแล้วหยุดยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลยุทธ์การลงทุนในสงคราม Chip War https://thestandard.co/opinion-chip-war/ Sun, 24 Sep 2023 02:22:09 +0000 https://thestandard.co/?p=845314

หลายท่านคงติดตามเรื่องการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนใน […]

The post กลยุทธ์การลงทุนในสงคราม Chip War appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลายท่านคงติดตามเรื่องการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนใน Chip War หรือสงครามการแย่งชิงเป็นที่หนึ่งในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กันมาบ้าง

 

สำหรับนักลงทุนอย่างเรา คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่เทคโนโลยีไหนหรือประเทศใดจะชนะ แต่เราควรลงทุนหรือไม่อย่างไร เป็นสิ่งที่น่าคิดและหาคำตอบไปพร้อมกัน

 

สำหรับผม ประเด็นที่ทำให้ Chip War มีความสำคัญกับการลงทุนช่วงนี้มากอยู่ที่ขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยี ต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐ และเป็นช่วงนี้เองที่ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญมากที่สุด

 

อุตสาหกรรมชิปไม่ใช่อุตสาหกรรมใหม่ การผลิตชิปเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1958 ขณะที่ขีดความสามารถด้านการพัฒนาอย่าง Moore’s Law ที่คาดการณ์ว่า “ปริมาณของชิปบนแผงวงจรจะเพิ่มเป็นเท่าตัวทุก 2 ปี” ก็ถูกค้นพบตั้งแต่ปี 1965

 

แต่ปัญหาที่ทำให้ธุรกิจนี้ไม่โดดเด่นเป็นเพราะธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนตั้งต้นสูงมาก แต่ผลผลิตไม่แน่นอน และเป้าหมายทางธุรกิจก็ไม่ชัดเจน

 

ในอดีตมักเริ่มการพัฒนาโดยภาครัฐ บนเทคโนโลยีอวกาศหรือทางการทหาร จนมาถึงในช่วงต้นของทศวรรษ 2000 ที่รัฐฝั่งเอเชียอยากมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองบ้าง จึงมีการสนับสนุนจนเกิดเป็นบริษัทผลิตชิปใหญ่อย่าง Samsung, TSMC และ SMIC

 

การแข่งขันร้อนแรงอีกครั้งในปัจจุบัน เมื่อสหรัฐฯ มองว่าอุตสาหกรรมชิปเป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวกับความมั่นคง จึงต้องมีการสนับสนุนการแข่งกันผ่าน CHIPS and Science Act ในปี 2022

 

เมื่อทั้งสองประเทศมหาอำนาจให้ความสำคัญและทุ่มไม่อั้น ก็มีโอกาสสูงที่ Chip War จะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่กระทบกับการลงทุนในอนาคต

 

เรื่องต่อมาที่เราต้องรู้คือ กิจกรรมทางธุรกิจที่สำคัญของอุตสาหกรรมนี้จะแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ การออกแบบ การประดิษฐ์ และการประกอบ

 

ทั้งสามอย่างนี้มีความสำคัญที่แตกต่างกัน แต่จะขาดกันไม่ได้

 

บริษัทในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการออกแบบ (Design) ชิปได้ดีที่สุดในปัจจุบัน งานวิจัยของ Semiconductor Industry Association ชี้ว่า การออกแบบมีส่วนราว 1 ใน 3 ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรม

 

หลังจากออกแบบแล้วก็ถึงขั้นตอนการประดิษฐ์ (Manufacturing) ประเทศที่ทำได้ดีที่สุดตอนนี้คือไต้หวัน การประดิษฐ์เป็นกิจกรรมที่มีมูลค่ากว่าครึ่งของมูลค่ารวมธุรกิจชิปทั้งโลก

 

แต่แม้จะออกแบบและประดิษฐ์แล้ว ก็ต้องประกอบและทดสอบ (Assembly and Testing) ปัจจุบันผู้นำในกิจกรรมนี้คือจีน

 

จะเห็นว่าทุกประเทศจะมีจุดแข็ง-จุดอ่อนที่มีมูลค่าแตกต่างกัน การประดิษฐ์และประกอบชิปทั้งหมดในสหรัฐฯ จะทำให้ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นมาก แต่ถ้าไม่มีการออกแบบที่เหมาะสม อุตสาหกรรมชิปในฝั่งของเอเชียก็จะพัฒนาช้าหรือไม่พัฒนาเช่นกัน

 

เมื่อเข้าใจความสำคัญและโครงสร้างแล้ว ก็มาคิดกันต่อว่า Chip War จะดำเนินไปทางไหน

 

ในระยะสั้น ประเด็นที่ต้องระวังคือการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด สหรัฐฯ เสียเปรียบ

 

เหตุผลไม่ใช่แค่เพราะต้นทุนการผลิตในฝั่งสหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นมากในกรณีที่ Chip War ทวีความรุนแรง แต่ในปัจจุบันข้อมูลของ TechInsights ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดชิปของสหรัฐฯ สูงถึงกว่า 50% จึงเป็นไปได้มากว่าประเทศคู่แข่งจะฉวยโอกาสนี้แย่งส่วนแบ่งการตลาดได้

 

ในระยะกลาง สหรัฐฯ ยังได้เปรียบเนื่องจากคุมทั้งการออกแบบและซอฟต์แวร์

 

เพราะการพัฒนาในอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่าใครผลิตได้มากกว่า แต่อยู่ที่ใครสามารถนำเอาศักยภาพของชิปออกมาได้มากที่สุด ในปัจจุบันฝั่งเอเชียยังต้องใช้เวลาพัฒนาจุดนี้อยู่ และถ้าสหรัฐฯ ไม่แชร์ทรัพยากรหรือความรู้ก็ไม่ง่ายที่ฝั่งเอเชียจะพัฒนาตามทัน

 

แต่สุดท้ายบทสรุปของ Chip War อยู่ที่ว่า อุตสาหกรรมนี้จะพัฒนาไปได้ไกลเกินจินตนาการอีกนานแค่ไหน

 

แม้เราจะเห็นอุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่องมากว่า 6 ทศวรรษ แต่ Moore’s Law ก็เป็นแค่เพียงการคาดการณ์ ไม่ได้เป็นกฎที่ตายตัว ขณะที่ในปัจจุบันการพัฒนาก็มาถึงจุดที่เทคโนโลยีมีขีดจำกัด เช่น ขนาดชิปที่อาจไม่สามารถเล็กไปกว่านี้ได้มาก หรือการสนับสนุนของภาครัฐที่อาจหยุดลงด้วยเหตุผลอื่น เช่น ในอดีตสหภาพโซเวียตก็เคยพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมนี้แข่งกับสหรัฐฯ แต่ก็ต้องล้มเลิกไปเนื่องจากมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ Chip War จึงถือว่าเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่ต้องติดตามต่ออย่างใกล้ชิด

 

สำหรับนักลงทุนผมมองว่ามี 3 ETF ที่มีความโดดเด่นในมุมที่ต่างกัน 

 

SMH US หรือ VanEck Semiconductor ETF เป็นการลงทุนที่เราจะได้บริษัทชิปทั่วโลก นำโดยสหรัฐอเมริกาและไต้หวัน อาจมีราคาสูงไปบ้าง แต่ก็จะได้บริษัทที่คุณภาพดีที่สุด

 

3191 HK หรือ Global X China Semiconductor ETF เป็น ETF ที่มีเฉพาะกลุ่มชิปจีน สำหรับนักลงทุนที่อยากลุ้นกับการพัฒนาคุณภาพของบริษัทจีนเพื่อให้ทัดเทียมกับบริษัทระดับโลก

 

และสุดท้ายคือ 3119 HK หรือ Global X Asia Semiconductor ETF ที่จะประกอบไปด้วยบริษัทชิปในเกาหลี ญี่ปุ่น ไปจนถึงไต้หวัน แม้จะไม่ได้อยู่ในสมรภูมิโดยตรง แต่ทั้งหมดนี้คือผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมที่ธุรกิจแข็งแกร่ง และมูลค่าเหมาะสม

The post กลยุทธ์การลงทุนในสงคราม Chip War appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดอลลาร์แข็ง ดอกเบี้ยสูงซะด้วย ทีนี้ก็ลำบาก ก็ว้าวุ่นเลย https://thestandard.co/strong-dollar-and-interest-rate-is-high/ Wed, 13 Sep 2023 03:25:05 +0000 https://thestandard.co/?p=841045 เงินดอลลาร์

เรื่องราวที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในตลาดเงินปีนี้ ผม […]

The post ดอลลาร์แข็ง ดอกเบี้ยสูงซะด้วย ทีนี้ก็ลำบาก ก็ว้าวุ่นเลย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินดอลลาร์

เรื่องราวที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในตลาดเงินปีนี้ ผมยกให้ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ที่ล่าสุดดัชนีดอลลาร์แข็งค่าไม่หยุด หักปากกานักวิเคราะห์หลายคน รวมถึงผมที่มองว่าปีนี้จะมีโอกาสเห็น USD อ่อนค่าลงบ้าง

 

ช่วงที่เหลือของปี ผมมองว่ามีหลากหลายปัจจัยที่ยังคงหนุนการแข็งค่าของ USD ทั้งหมดจะสร้างแรงกดดันสู่สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงเงินบาท การกลับมาของเทรนด์ดอลลาร์แข็งจึงเป็นสิ่งที่เราต้องรู้ให้ทัน

 

ประเด็นแรกที่ทำให้ดอลลาร์ไม่หยุดแข็ง คือสกุลเงินหลักอื่นไม่ฟื้นตัว

 

อาจฟังดูกำปั้นทุบดินไปบ้าง แต่ถ้าไล่ตั้งแต่สกุลเงินฝั่งยุโรปอย่างยูโร (EUR) และปอนด์ (GBP) จะพบว่านโยบายการเงินและสภาพเศรษฐกิจเป็นจุดอ่อนสำคัญ

 

ในช่วงต้นปี ตลาดมองไปทางเดียวกันว่ายุโรปสามารถใช้นโยบายการเงินเข้มงวดได้ และอาจนานกว่าเนื่องจากเริ่มช้ากว่าและเงินเฟ้อลดลงช้ากว่าสหรัฐฯ 

 

แต่เมื่อผ่านไตรมาสแรก ผลกระทบของดอกเบี้ยสูงกับเศรษฐกิจในยุโรป กลับสูงอย่างคาดไม่ถึง

 

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ทั่วยุโรปชะลอตัวลงต่อเนื่องจนเข้าสู่ระดับหดตัวในไตรมาสที่ 3 ขณะที่ตลาดแรงงานก็เปราะบางกว่า การว่างงานในประเทศอุตสาหกรรมใหญ่สูงขึ้นเฉลี่ยราว 1%

 

เศรษฐกิจที่ชะลอตัวเร็ว ทำให้คาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายของยุโรปจะไม่สูงเท่าสหรัฐฯ บอนด์ยีลด์ไม่ปรับตัวขึ้น เงินทุนไม่ไหลเข้ายุโรป และยิ่งหนุนให้นักลงทุนในยุโรปโยกเงินลงทุนไปสู่ USD

 

ข้ามฝั่งมาเอเชีย ก็ไม่เห็นความเข้มงวดทางการเงินหรือยีลด์ที่สูงขึ้นเช่นกัน

 

ชัดเจนที่สุดคือประเทศจีนที่ต้องพลิกกลับมาใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากจีนกำลังพบกับหลากหลายปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤติอสังหา การว่างงานของวัยรุ่น และภาวะเงินฝืด ประเด็นทั้งหมดเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้ กดดันให้เงินหยวน (CNY) มีทิศทางอ่อนค่าลง

 

ส่วนในฝั่งของเยนญี่ปุ่น (JPY) แม้ตลาดจะคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือ BOJ จะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น เพราะเป็นที่สุดท้ายที่ยังใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายผิดปกติ แต่ BOJ ดูจะไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา ยิ่งภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวและภาวะเงินฝืดกลับเข้ามาในเอเชีย BOJ ยิ่งมีเหตุผลที่จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องได้นานกว่าที่ตลาดคิด

 

เมื่อไม่มีตัวเลือกอื่น USD จึงกลับมาเป็นสกุลเงินหลักที่ดีที่สุดในตอนนี้

 

นอกจากเรื่องราวในตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจสหรัฐ ก็มีพื้นฐานที่หนุน USD พร้อมกัน

 

สำคัญที่สุดคือตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงนี้ถือว่าแข็งแกร่งกว่าตลาดอื่น เพราะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีขนาดใหญ่กำลังมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว ขณะที่สัดส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมต่อขนาดของตลาดน้อยกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) อื่นๆ

 

ส่วนเรื่องร้ายของเศรษฐกิจระยะยาว ที่กลายเป็นดีของ USD ในระยะสั้น ก็คือการขาดดุลบัญชีการคลังของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะสูงถึง 9%/GDP สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่นับในช่วงสงคราม นำไปสู่ความเสี่ยง Government Shutdown ในต้นไตรมาสที่ 4 และอาจลามต่อไปถึงความเสี่ยงการเมืองจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2024

 

ประเด็นเหล่านี้ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะถือเงินดอลลาร์ไว้ก่อน เพราะมีทั้งดอกเบี้ยที่สูง ตลาดทุนก็ดูจะมีความได้เปรียบกว่าที่อื่นของโลก ขณะเดียวกันถ้าตลาดปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) ก็สามารถเป็นหลุมหลบภัยให้นักลงทุนได้

 

ส่วนในฝั่งเงินบาท ผมมองว่าประเด็นสำคัญในช่วงท้ายปีมีอยู่ 3 เรื่อง คือส่วนต่างของยีลด์ ราคาทองคำ และเงินทุนเคลื่อนย้าย

 

จุดอ่อนของเงินบาทอยู่ที่ส่วนต่างของยีลด์ 

 

ดอกเบี้ยนโยบายของไทยดูจะขยับขึ้นไม่ได้มาก เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินฝืดกลับมาเร็ว ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างของยีลด์ไทยและสหรัฐฯ กับอัตราแลกเปลี่ยนในอดีต ถ้าส่วนต่างสูงขึ้นอีก 100bps เราอาจเห็นเงินบาทอ่อนไปถึงระดับ 36-37 บาทต่อดอลลาร์ได้

 

ส่วนจุดแข็งของเงินบาทอยู่ที่ทิศทางของทองคำ 

 

ด้วยความสัมพันธ์ปกติ ถ้าทองคำสามารถกลับมาเป็นขาขึ้นหรือทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แรงส่งด้าน Sentiment และการส่งออกทองสามารถหนุนให้เงินบาทแข็งลงไปได้ถึง 32-33 บาทต่อดอลลาร์

 

ประเด็นที่จะสร้างความผันผวนให้เงินบาทคือเงินทุนเคลื่อนย้าย

 

ด้วยโครงสร้างของตลาดที่มีหุ้นในกลุ่มพลังงานและการเงินสูง ระยะสั้นอาจมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับแรงบวกจากราคาน้ำมันและยีลด์ที่สูงขึ้นมาช่วย แต่เงินทุนส่วนใหญ่อาจรอสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ย หรือเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นก่อน ทั้งสองอย่างต้องใช้เวลา

 

ทั้งหมดทำให้ผมมองว่า เทรนด์ดอลลาร์แข็ง ยีลด์สูง จะอยู่กับตลาดไปอย่างน้อยถึงในช่วงสิ้นปีนี้ครับ

 

ดัชนีเงินบาท สกุลเงินเอเชีย และทองคำ เทียบกับดอลลาร์ (ต้นปี 2023 = 100)

หมายเหตุ: ดัชนีเงินบาท สกุลเงินเอเชีย และทองคำ เทียบกับดอลลาร์ (ต้นปี 2023 = 100)

อ้างอิง: Bloomberg and CGS Macro and WealthResearch

The post ดอลลาร์แข็ง ดอกเบี้ยสูงซะด้วย ทีนี้ก็ลำบาก ก็ว้าวุ่นเลย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทศวรรษที่ (อาจ) หายไปของจีน https://thestandard.co/china-probably-lost-decade/ Sun, 27 Aug 2023 06:03:02 +0000 https://thestandard.co/?p=834268

ในช่วงที่การลงทุนในจีนกำลังเจอมรสุมอย่างหนัก นักลงทุนหล […]

The post ทศวรรษที่ (อาจ) หายไปของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงที่การลงทุนในจีนกำลังเจอมรสุมอย่างหนัก นักลงทุนหลายท่านตั้งคำถามกับอนาคตของเศรษฐกิจจีน ว่าจะเข้าสู่ ‘ทศวรรษที่หายไป’ เหมือนที่ญี่ปุ่นเคยเจอในช่วงปี 1990 หรือไม่ ผมจึงวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีความเหมือนและความต่างที่น่าสนใจ ควรนำมาแชร์ให้ทุกคนได้คิดไปพร้อมกัน

 

เริ่มต้น ทบทวนกันก่อนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วง Lost Decade เนื่องจากประเด็น 3D ประกอบด้วย Demographic Deflation และ Debt

 

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 จุดเริ่มต้นเกิดจากระดับหนี้ (Debt) ที่สูงถึงกว่า 350% ของ GDP ทางการจึงใช้ยาแรงด้วยการตรึงดอกเบี้ยนโยบายให้สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ ผลลัพธ์คือฟองสบู่อสังหาแตกตามเป้าหมาย แต่เกิดเป็นภาวะเงินฝืด (Deflation)

 

หลังวิกฤติอสังหา สิ่งที่ญี่ปุ่นไม่ทันระวังคือประเด็นด้านประชากร (Demographic) ที่อัตราส่วนการพึ่งพิงวัยทำงาน (ประชากรนอกวัยทำงาน ต่อประชากรช่วงวัยทำงานอายุ 15-64 ปี) เพิ่มขึ้นเกิน 40% และมีแนวโน้มสูงขึ้น การเติบโตจึงลดลง ภาวะเงินฝืดแก้ไม่หาย การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมใช้ไม่ได้ผล ราคาสินค้าทรงตัว หนี้ไม่ลดลง ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นหยุดนิ่งวนลูป จนทศวรรษนั้นถูกเรียกว่าเป็นทศวรรษที่หายไป

 

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในทศวรรษนี้ของจีนซับซ้อนกว่าญี่ปุ่น คือ 4D ที่มี Decoupling หรือการแยกขาดกับสหรัฐฯ เข้ามาเพิ่ม

 

สำหรับในองค์ประกอบของ 3D แบบญี่ปุ่นนั้น ปัจจุบันจีนมีครบแล้วทุกอย่าง

 

ไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วนการพึ่งพิงของประชากรวัยทำงานที่ 43% หนี้โดยรวมที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ 300% ของ GDP หลังโควิดก็กลับมาสู่ภาวะเงินฝืดอย่างรวดเร็ว พร้อมกันกับที่ความไม่มั่นคงในธุรกิจอสังหาเร่งตัวขึ้น

 

สิ่งที่เพิ่มเข้าไปมากไปกว่านั้น คือการแข่งขันและแบ่งขั้วอำนาจด้านเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ (Decoupling) ทำให้การเติบโตในเชิงเทคโนโลยีที่เป็นความหวังเกิดยาก ไม่แปลกที่ตลาดจะแสดงความกังวลกับเศรษฐกิจจีน

 

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน มีความแตกต่างกับญี่ปุ่นในอดีตหลายแง่มุม

 

ประเด็นแรกคือรายได้และความมั่งคั่งที่ยังมีช่องว่างให้เติบโต 

 

Gross National Income (GNI) ต่อหัวของจีน อยู่ที่ระดับ 12,700 ดอลลาร์ต่อปี คิดเป็นเพียง 17% ของรายได้ของชาวอเมริกันต่างกับญี่ปุ่นที่ในช่วงทศวรรษ 1990 GNI ต่อหัวสูงถึง 28,400 ดอลลาร์ สูงกว่าชาวอเมริกันในตอนนั้น โอกาสในการเติบโตของรายได้และการบริโภคของจีนจึงมีมากกว่าญี่ปุ่นในอดีต

 

นอกจากนั้นภาวะฟองสบู่ในอสังหาและสินทรัพย์ทางการเงินก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนในญี่ปุ่น

 

ที่ดิน (Land Value) ในญี่ปุ่นช่วงที่สูงที่สุดในปี 1990 มีมูลค่าถึงกว่า 5.6 เท่าเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ ส่วน Market Capitalization ของตลาดหุ้นก็คิดเป็นกว่า 140% ของ GDP ในปี 1989

 

เทียบกับจีนที่มูลค่าที่ดินคิดเป็นแค่ราว 2.4 เท่าของขนาดเศรษฐกิจในปี 2022 ขณะที่มูลค่าตลาดของหุ้นจีนที่สูงสุดในปี 2021 คิดเป็นเพียงราว 80% ของ GDP ในตอนนี้จึงถือว่าความเสี่ยงของฟองสบู่แตกมีต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 

และสิ่งสำคัญ คือจีนสามารถควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเป็นกันชนเศรษฐกิจให้ได้

 

ในอดีตการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ​ กับญี่ปุ่นและนานาชาติ ช่วงนั้นนำไปสู่ข้อตกลง Plaza Accord จนญี่ปุ่นต้องปล่อยให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หรือคิดเป็นกว่า 1.5 เท่าเมื่อเทียบกับตะกร้าเงินคู่ค้าในช่วงปี 1984-1995

 

ต่างกับจีนที่แม้ถูกกีดกันในหลากหลายเรื่อง (รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน) แต่ก็ยังรักษาความสามารถในการกำหนดกรอบอัตราแลกเปลี่ยนของตัวเองไว้ได้ ความเสี่ยงด้านต่างประเทศจึงต่ำกว่าอย่างมีนัย

 

สำหรับทศวรรษนี้ ถ้าจะให้มั่นใจว่าจีนจะรอด ต้องไม่ทำผิดพลาดเหมือนญี่ปุ่นด้วย

 

เริ่มต้นด้วยการไม่ถอนคันเร่งเศรษฐกิจเร็วเกินไป

 

การหยุดขาดดุลการคลังและหยุดกระตุ้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตเร็วเกินไปทั้งในปี 1998 และ 2008 เป็นความผิดพลาดหลักที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ฟื้นตัวจริง การที่ทางการจีนกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งจึงถือเป็นสัญญาณที่เหมาะสม

 

สอง ควรตั้งเป้าดูแลเงินเฟ้ออย่างจริงจัง

 

เพราะส่วนสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากทศวรรษที่หายไปได้ เกิดจากการที่ธนาคารกลาง (BOJ) ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อทำให้เศรษฐกิจกลับสู่เป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ให้ได้ ปัจจุบันจีนใช้เป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นหลัก การจริงจังกับเป้าหมายเงินเฟ้อ จะเป็นพัฒนาการที่ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจตรงจุด

 

และสาม ต้องคิดนโยบายนอกกรอบที่ทำให้ตลาดคล้อยตาม

 

เช่นในญี่ปุ่นมี ‘ศรสามดอก’ ที่ผลักดันทั้งนโยบายการเงิน การคลัง และปฏิรูปเศรษฐกิจ นำไปสู่การใช้นโยบายใหม่ เช่น ดอกเบี้ยติดลบ Yield Curve Control และการปรับธรรมาภิบาลบริษัท สิ่งที่ทางการจีนต้องคิดให้หนัก จึงไม่ใช่การควบคุมตลาด แต่เป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้ตลาดคล้อยตาม และช่วยหนุนเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

 

สำหรับนักลงทุน ความเสี่ยงของหุ้นจีนจาก Lost Decade นั้นค่อนข้างจำกัด ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ว่าทางการจีนจะใช้เวลานานแค่ไหนในการคิดและหานโยบายกระตุ้นที่ถูกใจตลาดหุ้นจีนเจอครับ

The post ทศวรรษที่ (อาจ) หายไปของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลเรตติ้งไม่สำคัญ แต่เหตุของเรตติ้งนั้นสำคัญที่สุด https://thestandard.co/opinion-credit-rating/ Mon, 07 Aug 2023 06:08:43 +0000 https://thestandard.co/?p=826352

ชาวตลาดการเงินมีประเด็นชวนปวดหัวอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ส […]

The post ผลเรตติ้งไม่สำคัญ แต่เหตุของเรตติ้งนั้นสำคัญที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชาวตลาดการเงินมีประเด็นชวนปวดหัวอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม บริษัทเรตติ้งยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Fitch ออกมา ‘ลด’ อันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ ลงจาก AAA เหลือ AA+ 

 

เกิดเป็นคำถามว่า เหตุการณ์ส่งสัญญาณอะไร และตลาดการเงินทั่วโลกควรตอบรับแบบไหน ตอบเร็วๆ ผมมองว่าการถูกลดอันดับเรตติ้งไม่สำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้ Fitch ปรับลดเรตติ้งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องรู้ให้ทัน

 

ที่ผมมองว่าเรตติ้งไม่สำคัญ เพราะประสบการณ์และโครงสร้างของตลาดเปลี่ยนแปลงไปแล้วหลังการลดอันดับครั้งก่อน เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหุ้นทั่วโลกแม้จะลดลงแต่ก็อยู่ในกรอบ 2-4% บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี แกว่งตัวขึ้นแตะ 4.1% แต่ก็ลดกลับลงท้ายสัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเพียง 0.5-1.0% เทียบกับสกุลเงินหลัก แตกต่างกับการลดอันดับเรตติ้งในช่วงวันที่ 5 สิงหาคม 2011 ที่ S&P 500 ปรับตัวลงถึง 7% ยีลด์ร่วง 20bp และราคาทองบวก 100 ดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว 

 

ความต่างนี้อธิบายได้จากหลากหลายเหตุผล เช่น หลายองค์กรการเงินปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงกฎการลงทุนตั้งแต่การลดเรตติ้งครั้งก่อน จากเดิมที่ตั้งไว้ว่าลงทุนเฉพาะตราสารระดับ AAA เปลี่ยนไปเป็นพันธบัตรรัฐบาล 

 

นอกจากนั้น Fitch ก็ไม่ได้ลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Country Ceiling) เมื่อคงเรตติ้ง AAA ตราสารหนี้ที่ออกภายในสหรัฐฯ จึงไม่ได้รับผลกระทบ

 

รวมไปถึงจังหวะที่ใช้ในการลดอันดับ แตกต่างจากปี 2011 ที่กำลังมีปัญหาเรื่องเพดานหนี้ และรายงานเศรษฐกิจชะลอตัว ต่างจากครั้งนี้ที่ประเด็นหลักคือวินัยทางการคลังที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพดานหนี้ก็ได้รับการเลื่อนไปแล้ว ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจก็ดีกว่าคาด

 

ทั้งหมดทำให้ความสำคัญของการลดอันดับเรตติ้งครั้งนี้ ‘ไม่สำคัญ’ ไปโดยปริยาย

 

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าเหตุของการลดอันดับเรตติ้งครั้งนี้จะส่งผลกระทบกับหลายสินทรัพย์ในตลาดการเงินระยะข้างหน้า

 

กลุ่มแรก คือดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเห็นดอลลาร์อ่อนพร้อมกับยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น

 

เพราะการลดเรตติ้งครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำว่าวินัยการคลังสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการแก้ไขเลยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยังขาดดุลการคลังทุกปีเฉลี่ย 5.8% จนล่าสุด หนี้สาธารณะต่อ GDP ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 99% ปลายปี 2011 มาเป็น 121% ปลายปี 2022

 

แม้ในระยะสั้น สิ่งเหล่านี้จะทำได้แค่สร้างความกังวล แต่ระยะยาวจะเป็นจุดอ่อนของสหรัฐฯ เมื่อระดับเรตติ้งลดลง การกู้เงินจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น แค่กู้มาใช้ดอกเบี้ยหนี้เก่าก็แตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีแล้ว แต่ถ้าหยุดกู้อาจเห็นเศรษฐกิจชะลอตัวทันที กดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าและเร่งเงินลงทุนไหลออก

 

กลุ่มที่สอง คือตัวแทนของดอลลาร์ หรือ Dollar Alternative ผมมองว่าทองได้เปรียบที่สุด

 

ในทางทฤษฎี การเปลี่ยนแปลงของเรตติ้งควรส่งผลให้ตลาดย้ายไปถือสกุลเงินที่เรตติ้งดีแทนที่ดอลลาร์ แต่ในทางปฏิบัติเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะระดับเครดิตมักแย่ลงพร้อมกันทั้งโลก แม้ในปี 2011 Dollar Alternative อย่างยูโรก็พบกับความเสี่ยง European Crisis ส่วนทองคำก็มักไม่ใช่คำตอบในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา

 

ครั้งนี้แตกต่างไปเนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกมีวัฏจักรที่เติบโตไม่พร้อมกันจากผลของโควิด รัฐบาลหลายประเทศใหญ่มีวินัยทางการเงินที่สูงกว่าสหรัฐฯ นอกจากนั้นปัจจุบันดอลลาร์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ 

 

ประเด็นเหล่านี้เป็นทั้งความเสี่ยงและข้ออ้างให้นักบริหารเงินทั่วโลกต้องคิดมากในการเพิ่มการถือครองดอลลาร์ในอนาคต และเป็นบวกกับสินทรัพย์ที่ไม่มีอันดับเครดิตอย่างทองคำ

 

สำหรับเงินบาทแม้จะอ่อนค่าระยะสั้น แต่แข็งค่าได้ในระยะยาว แม้จะไม่ใช่ความสัมพันธ์โดยตรง แต่ผมมองว่าการถูกลดอันดับเรตติ้งจะส่งผลต่อเงินบาทในหลายแง่มุม

 

อย่างแรกคือ มุมการเป็นสินทรัพย์เสี่ยง แม้ดอลลาร์จะมีเรตติ้งที่ลดลงก็ใช่ว่าเงินบาทจะแข็งค่าได้ทันที เนื่องจากความเสี่ยงของตลาดจะเพิ่มขึ้นทั้งระบบในช่วงสั้น สินทรัพย์เสี่ยงอย่างสกุลเงิน EM และเงินบาทมีโอกาสถูกขายก่อน

 

ในระยะกลาง ยีลด์จะเป็นตัวที่กำหนดทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยน ถ้าเรตติ้งทำให้ยีลด์สหรัฐฯ สูงขึ้นต่อเนื่อง (Bond Vigilantes) แต่ยีลด์ในไทยไม่ปรับตัวขึ้น เงินทุนในฝั่งดอลลาร์จะไหลมาลงทุนน้อยลงด้วยต้นทุนที่สูง ขณะที่เงินทุนในประเทศก็จะเคลื่อนไปที่ดอลลาร์ที่ผลตอบแทนดีกว่า  

 

อย่างไรก็ดี การลดเรตติ้งอาจเป็นโอกาสของเงินบาทในระยะยาว ไม่ใช่เพราะเครดิตโดยตรง แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังบอกว่าทั้งตลาดเห็นแล้วว่าดอลลาร์มีพื้นฐานที่ไม่มั่นคง ดอกเบี้ยอาจช่วยได้ แต่สุดท้ายเศรษฐกิจจะเป็นตัวกำหนด และการอ่อนค่าของดอลลาร์อาจเป็นทางออกเดียวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

  

ในมุมมองของผม อันดับเรตติ้งไม่ได้สำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าพื้นฐานสหรัฐฯ แข็งแกร่ง เหตุผลของการปรับลดเรตติ้งเป็นสัญญาณเตือนว่า ถ้านโยบายเศรษฐกิจไม่เปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนครับ

 

มูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินปรับฐานเป็น 100 (%) ช่วงการลดอันดับ US Rating โดย S&P ในปี 2011 

อ้างอิง: Bloomberg และ CGS-CIMB Macro and Wealth Research

The post ผลเรตติ้งไม่สำคัญ แต่เหตุของเรตติ้งนั้นสำคัญที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงทุนธีม AI แล้วพอร์ตของคุณจะเปลี่ยนไป! https://thestandard.co/opinion-ai-investments/ Sun, 30 Jul 2023 05:35:09 +0000 https://thestandard.co/?p=823590

หลังจาก ChatGPT กลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อปลายป […]

The post ลงทุนธีม AI แล้วพอร์ตของคุณจะเปลี่ยนไป! appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจาก ChatGPT กลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อปลายปีที่แล้ว มาถึงปัจจุบัน Artificial Intelligence หรือ AI ก็กลายเป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นที่สุดของปีนี้อย่างไร้คู่แข่ง

 

นักลงทุนหลายท่านตั้งคำถามว่า หุ้นธีม AI ที่ปรับตัวขึ้นนี้เป็นแค่ฟองสบู่ทางการเงินหรือแนวโน้มเศรษฐกิจครั้งใหม่กันแน่ และถ้าอยากลงทุนกับธีมนี้ควรวิเคราะห์อย่างไร

 

ผมจึงหาข้อมูลทั้งฝั่งเศรษฐกิจและวิเคราะห์การลงทุนปัจจุบัน พบว่า AI มีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในระดับเดียวกับไฟฟ้าช่วงทศวรรษ 1920 หรือ PC ในทศวรรษ 1990 ทีเดียว

 

เหตุผลสำคัญคือ AI ในตอนนี้กำลังจะเพิ่มประสิทธิภาพและเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลากหลายด้าน

 

ที่จริงแล้ว AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีงานวิจัยทั่วโลกมากมายที่สรุปว่า การใช้เทคโนโลยีจะสามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพในกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เฉลี่ย 3.0% ต่อปีในทศวรรษนี้ (เช่น Alederucci et al. (2022), Acemoglu et al. (2022) และ Bessen and Righi (2019))

 

ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การผสมเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันจะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เห็นได้จากจำนวนงานใหม่ทั้งหมดในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1940 มีสัดส่วนกว่าครึ่งเป็นงานที่ไม่เคยมีมาก่อน (Autor et al. (2022))

 

แค่สองมุมนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า การที่เทคโนโลยีได้รับการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย มีโอกาสสูงที่จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นไปอีก ยิ่งเป็น AI ที่เกิดมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอยู่แล้ว เมื่อเทคโนโลยีพร้อม ตลาดจึงปรับตัวขึ้นรับกับความหวังครั้งใหม่นี้ทันที

 

อย่างไรก็ดี เมื่อมองในมุมของนักลงทุน คำถามที่สำคัญไม่แพ้การเติบโตคือ มูลค่า หรือ Valuation ไม่เคยถูก

 

ในอดีตการปฏิวัติเทคโนโลยีด้าน Efficiency ที่ใกล้เคียงที่สุดมี 2 ช่วง คือ การใช้ไฟฟ้าช่วงปี 1920 จำนวนครัวเรือนที่มีไฟฟ้าใช้เพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 80% กับอีกครั้งคือการปฏิวัติเทคโนโลยี PC ที่จำนวนผู้ใช้ทั่วโลกพุ่งขึ้นจาก 25% เป็น 75% ช่วงทศวรรษ 1990 ทั้งสองครั้ง Labor Productivity ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นปีละ 3-5% ตลอดทศวรรษ

 

ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นนี้ส่งผลให้ระดับมูลค่าของหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดเป็นภาวะฟองสบู่

 

Long-Term P/E ของ S&P 500 ปรับตัวขึ้นจากราว 5-10 เท่า ไปเป็น 35 เท่าในช่วงปี 1919-1920 ขณะที่ช่วงปี 1996-2005 ดัชนี S&P 500 ขึ้นไปซื้อ-ขายกันสูงสุดราว 45 เท่า จาก 15-20 เท่าก่อนหน้า

 

เทียบกับปัจจุบันที่ S&P 500 ระดับ 30 เท่าจึงไม่ถูก แค่ไม่ได้อยู่ในระดับที่แพงจนฟองสบู่ต้องแตก ส่วน AI Penetration แม้จะรวดเร็วมาก แต่ยังอยู่ในช่วงตั้งต้น ต้องให้เวลาอีกหลายปีกว่าที่ 70% ของธุรกิจทั่วโลกจะประยุกต์ใช้ AI แค่ต้องลุ้นว่าตลาดจะสามารถรักษาระดับ Valuation ที่สูงขนาดนี้ไว้ได้นานพอไหม

 

สำหรับนักลงทุนควรลงทุน AI แบบไหน สำหรับผมจะอยู่ที่เป้าหมายของแต่ละพอร์ตลงทุนเป็นหลัก

 

ในมุมของ Thematic Investor การลงทุน AI เป็น Secular Growth Theme อย่างไม่ต้องสงสัย กำไรของบริษัท AI มีโอกาสปรับตัวขึ้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ (Innovator) หรือวางตัวเป็น Enabler สร้างโครงสร้างด้าน AI ให้กับธุรกิจอื่นในเศรษฐกิจ หรือเป็น Disruptor แย่งส่วนแบ่งตลาดจากธุรกิจเดิมที่ Efficiency ต่ำ ในปัจจุบันการลงทุนจะกระจายตัวใน 3 ทวีปหลัก

 

กลุ่มแรก เจ้าของเทคโนโลยี AI ในฝั่งอเมริกา

 

ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในกลุ่ม AI Big Data และ Next Generation Internet จุดแข็งของ AI สหรัฐฯ คือการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี เป็นคนกำหนดทิศทางตลาด ดังนั้นจะเป็นได้ทั้ง Enabler และ Innovator ทำให้มีโอกาสขยายมูลค่าได้มากที่สุด

 

แต่จุดอ่อนคือ กำไรมักอยู่ในระดับต่ำ ต้องลงทุนมหาศาลต่อเนื่อง และปัจจุบันระดับ Valuation ค่อนข้างแพง ถ้าอยากลงทุนในกลุ่มนี้จึงต้องเน้นจับจังหวะ และระวังฟองสบู่แตกให้ดี

 

กลุ่มต่อมาคือ อุตสาหกรรมผสานเทคโนโลยีฝั่งยุโรป

 

บริษัทส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ Autonomous Technology เพิ่มประสิทธิภาพของสายพานการผลิตอุตสาหกรรมเดิมด้วย AI จุดเด่นสำคัญคือรายได้ เนื่องจากมักเริ่มต้นกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีกำไรอยู่แล้ว Valuation จึงไม่แพงเมื่อเทียบกับ AI ฝั่งสหรัฐฯ 

 

แต่จุดอ่อนหลักชัดเจนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีมักจำกัดเฉพาะบางอุตสาหกรรม ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะเป็น Enabler ให้กับธุรกิจอื่นได้ ดังนั้นถ้าจะลงทุนในกลุ่มนี้ต้องเน้นไปที่ผู้ประกอบการที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง สร้างรายได้ทั่วโลกด้วยการใช้ AI เป็นส่วนเสริมในสายพานการผลิต

 

กลุ่มสุดท้าย AI ในเอเชีย ต้องใช้จุดเด่นเรื่องลูกค้าเป็นสำคัญ

 

แม้จะไม่มีปัญหาเรื่องเงินลงทุน แต่ผู้ประกอบการด้าน Tech ในเอเชียมักมีปัญหาเรื่องกฎเกณฑ์การเข้าถึงข้อมูลและภาษาที่แตกต่างกัน มักไม่สามารถพัฒนาไปเป็น Innovator หรือสร้างมาตรฐานระดับโลกได้เหมือนในสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวทำให้ AI ในเอเชียจะไม่แพงในเชิงเปรียบเทียบ สามารถลงทุนได้ในระยะยาว นักลงทุนเพียงต้องเน้นไปที่ Tech ใหญ่ที่เป็น Enabler ให้กับบริษัทเล็ก เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด หรือ Disruptor ที่สามารถเอาชนะเจ้าตลาดเดิมได้ด้วย Efficiency ที่สูงกว่า

 

โดยสรุปผมมองว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกแน่นอน แต่จะเปลี่ยนพอร์ตลงทุนของเราหรือไม่ อยู่ที่เราเลือกลงทุน AI แบบไหนครับ

The post ลงทุนธีม AI แล้วพอร์ตของคุณจะเปลี่ยนไป! appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ้นสุดดอกเบี้ยขาขึ้น จะเกิดขึ้นเมื่อไรในตลาดการเงิน https://thestandard.co/the-end-of-the-interest-rate-rise/ Tue, 11 Jul 2023 07:44:57 +0000 https://thestandard.co/?p=815298

‘ดอกเบี้ยขาขึ้น’ ของสหรัฐฯ เป็นแนวโน้มที่อยู่กับตลาดมาพ […]

The post สิ้นสุดดอกเบี้ยขาขึ้น จะเกิดขึ้นเมื่อไรในตลาดการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ดอกเบี้ยขาขึ้น’ ของสหรัฐฯ เป็นแนวโน้มที่อยู่กับตลาดมาพักใหญ่ จนถึงปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายถูกปรับขึ้นเหนือ 5.25% สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ใกล้ถึงระดับที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed มองว่าเหมาะสม 

 

แม้นักวิเคราะห์ในตลาดยังเห็นต่าง บ้างก็มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปจนกว่าเงินเฟ้อจะลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะที่บางสำนักเริ่มมองว่า Fed ควรหยุดเพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวแล้ว 

 

แต่สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญไม่ใช่การทายว่าดอกเบี้ยจะจบที่เท่าไร แต่เป็นการรู้ให้ทันว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับ 1-2% จะเกิดขึ้นทิศทางไหน

 

เมื่อไรที่ Fed มีโอกาส ‘หยุด’ เมื่อไรจะพลิกกลับไป ‘ลด’ ดอกเบี้ย พร้อมกับประเมินไว้ก่อนว่าตลาดการเงินควรตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร

 

ในมุมมองของผม ‘เงินเฟ้อ’ คือตัวแปรสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสจบขาขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาสที่ 3 แต่อาจไม่เพียงพอที่จะลดดอกเบี้ยลงทันทีในปีนี้

 

เหตุผลสำคัญมาจากองค์ประกอบของ Personal Consumption Expenditures (PCE) หรือเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ Fed ใช้ในการตัดสินใจ

 

ใน PCE มีสัดส่วนราคาสินค้าและราคาที่พักอาศัยราว 25% และ 15% ทั้งคู่กำลังปรับตัวลง และมองในแง่ผลกระทบของดอกเบี้ย ราคาคงไม่สามารถกลับมาสูงขึ้นได้เร็วในระยะสั้น แต่ค่าใช้จ่ายด้านบริการและสาธารณสุขที่มีสัดส่วนรวมกันถึงราว 60% กลับทรงตัวในระดับสูงกว่าปกติจากแรงงานที่ตึงตัว

 

ปลายปีนี้เราจะเห็นเงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลงเพียงพอให้ ‘หยุด’ ขึ้นดอกเบี้ยแน่ แต่สิ้นปีเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบ 3.3-3.9% ยังไม่เพียงพอให้ลดดอกเบี้ยลงทันที

 

ดอกเบี้ยจะลดลงเมื่อไรจึงอยู่ที่ตัวแปรที่ 2 อย่าง ‘ตลาดแรงงาน’

 

ผมมองว่าจุดสำคัญอยู่ที่การปรับตัวขึ้นของตัวเลขการว่างงานสหรัฐฯ กลับไปที่ระดับ 4.0% หรือสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด

 

จากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ (BLS) และ Haver Analytics พบว่า ระดับการว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นได้ถึง 4.0% ในช่วงปลายปีได้นั้น จะต้องมีอัตราการเลิกจ้างเฉลี่ยที่ 2.0-2.5% ราวหนึ่งไตรมาสเป็นอย่างน้อย

 

มองจากแนวโน้มก่อนโควิดถือว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่กระแสการ Reopening ล่าสุดกลับทำให้การเลิกจ้างน้อยผิดปกติ (เหลือเพียงราว 1.0%) 

 

อาจต้องรอให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทยอยหมดลงในช่วงไตรมาส 3 โอกาสที่การว่างงานจะกลับขึ้นไปในระดับที่ Fed สามารถ ‘ลด’ ดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นได้ในไตรมาส 4 

 

แม้ตัวแปรเศรษฐกิจในฝั่งสหรัฐฯ จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกนับจากนี้ แต่ผมเชื่อว่าจุดหักเหของดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่สำคัญ และควรคิดกลยุทธ์รับมือใน 3 กรณี

 

1. Fed จบดอกเบี้ยขาขึ้นในกรอบ 5.25-5.75% และคงดอกเบี้ยไปอย่างน้อยถึงไตรมาสแรกปีหน้า

 

เป็นกรณีที่จะเกิดขึ้นถ้าเงินเฟ้อลดลงช้าและตลาดแรงงานร้อนแรง รวมกันเป็นภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ไม่ถดถอย (No Landing) เงินดอลลาร์จะแข็งค่าต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวนำหน้าสหรัฐฯ 

 

กรณีนี้เป็นบวกกับหุ้นเทคโนโลยี หุ้นใหญ่ สินทรัพย์ทางเลือกอาจต้องระมัดระวังสูง ทั้งน้ำมัน ทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอสังหาที่อาจพบความเสี่ยงจากการรีไฟแนนซ์

 

2. ดอกเบี้ยจบขาขึ้นปีนี้ และการว่างงานสูงขึ้นในไตรมาสที่ 4 

 

กรณีนี้แม้ทุกอย่างจะเป็นไปตามคาด แต่การวางกลยุทธ์รับมือไม่ง่าย เพราะมีจังหวะหักมุมอย่างชัดเจนอยู่ที่ตัวเลขฝั่งตลาดแรงงานที่จะเปลี่ยนจากดีเป็นแย่ในพริบตา 

 

กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ การย้ายไปลงทุนในหุ้น Developed Market นอกสหรัฐฯ แต่ต้องเป็นที่ที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ระยะสั้นที่มีโอกาสปรับตัวลง ขณะที่แรงส่งของตลาดจะมาจากความหวังการลดดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2024 เป็นบวกกับสินทรัพย์ทางเลือกตั้งแต่ทองแดง น้ำมัน ไปจนถึงทองคำ

 

3. สุดท้ายคือเศรษฐกิจถดถอย และ Fed ลดดอกเบี้ยในปลายปีนี้

 

ด้วยภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน โอกาสของกรณีนี้จะมีได้ก็ต่อเมื่อมีวิกฤตไม่คาดฝันบางอย่างเกิดขึ้นในสหรัฐฯ (Hard Landing) แต่กลับเป็นกรณีที่วางกลยุทธ์รับมือง่ายที่สุด

 

เพราะธีมหลักจะพลิกไปเป็นการอ่อนค่าของดอลลาร์ หุ้นในฝั่งของตลาด Emerging Market (EM) มีโอกาสฟื้นตัวสวนทางทันที แรงกดดันเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลกจะลดอย่างรวดเร็ว ขณะที่การกลับทิศของ Fed จะเปิดช่องให้ธนาคารกลางอื่นๆ สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นบวกกับ EM Debt พร้อมกัน 

 

โดยสรุป ผมมองว่าจุดสิ้นสุดดอกเบี้ยขาขึ้นในสหรัฐฯ จะต้องเกิดขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้แน่นอน 

 

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยจะจบระดับไหนหรือเมื่อไร แต่อยู่ที่เหตุผลของจุดสิ้นสุดด้วย กลยุทธ์และทิศทางของตลาดการเงินจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามเหตุเหล่านี้ และเราสามารถเริ่มเตรียมพร้อมรับมือได้แล้วครับ

 

ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ สูงที่สุดในรอบ 17 ปี

 

อ้างอิง: 

  • Bloomberg และ CGS Macro and Wealth Research

The post สิ้นสุดดอกเบี้ยขาขึ้น จะเกิดขึ้นเมื่อไรในตลาดการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โลกหลายขั้ว’ ความเสี่ยงและโอกาสของ Thematic Investor https://thestandard.co/multipolar-world-and-thematic-investor/ Mon, 26 Jun 2023 00:01:10 +0000 https://thestandard.co/?p=807458

Multipolar World หรือ ‘โลกหลายขั้ว’ เป็นหนึ่งในแนวโน้มเ […]

The post ‘โลกหลายขั้ว’ ความเสี่ยงและโอกาสของ Thematic Investor appeared first on THE STANDARD.

]]>

Multipolar World หรือ ‘โลกหลายขั้ว’ เป็นหนึ่งในแนวโน้มเศรษฐกิจที่ทำให้การลงทุนของเรามีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน

 

ไม่ใช่แค่เพราะทุกประเทศตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสายพานการผลิตของอุตสาหกรรม จนเริ่มกระจายการลงทุนเพื่อ ‘ลดความเสี่ยงโลกาภิวัตน์’ (Deglobalization) แต่ล่าสุด ‘การแบ่งขั้ว’ หรือ Decoupling ยิ่งทำให้กระแสนี้ทวีความรุนแรง และเพิ่มความผันผวนให้ทุกการลงทุน

 

และถ้า Multipolar World จะอยู่กับเราไปเป็นทศวรรษ นักลงทุนก็ต้องทำความเข้าใจผลกระทบทางเศรษฐกิจ ประเมินทิศทางในอนาคต และรู้ให้ทันโอกาสหรือความเสี่ยงของธีมลงทุนที่เกี่ยวข้อง

 

สำหรับโลกการเงิน โลกหลายขั้วแบ่งได้เป็น 2 แนวโน้มใหญ่คือ Deglobalization เป็นพื้นฐาน และ Decoupling เป็นความเสี่ยงส่วนเพิ่ม

 

ส่วนการเปลี่ยนแปลงของภาครัฐและธุรกิจจะแบ่งได้อีก 3 กิจกรรมหลัก คือ 1. การปรับเพิ่ม-ลดสัดส่วน Friend-Shoring หรือการลงทุนในประเทศพันธมิตร 2. การดึงการผลิตที่มีความสำคัญกลับมาลงทุนที่ประเทศตนเอง หรือเรียกว่า Localization และ 3. การสร้างการแข่งขันและจัดทำ Global Standards

 

สำหรับ Deglobalization สิ่งที่เราจะเห็นเป็นหลักคือ การสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ส่งเสริมให้ธุรกิจที่เป็นยุทธศาสตร์กลับมาลงทุนในประเทศ และผลักดันให้เกิดการแบ่งปันเทคโนโลยีเฉพาะภายในพันธมิตร

 

จุดอ่อนของ Deglobalization ในแง่การเปลี่ยนแปลงคือความเชื่องช้า เพราะต้องรอให้เอกชนปรับตัวเองเป็นหลัก แต่จุดแข็งคือ เป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในระยะยาวเมื่อผลประโยชน์ชัดเจน

 

ในส่วนของ Decoupling นั้น กลุ่มประเทศขั้วอำนาจหลักมักใช้การออกกฎระเบียบสากล หรือเพิ่ม-ลดกำแพงภาษี นโยบายเหล่านี้จะส่งผลอย่างเฉียบพลัน แต่มักตามด้วยความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งในเชิงปริมาณและราคา 

 

ด้วยกรอบวิธีคิดนี้ 3 ธีมลงทุนที่คาดว่าจะถูกตั้งคำถามมากที่สุดหนีไม่พ้น Semiconductor, Robotics and AI และ Electric Vehicle 

 

แบ่งขั้วแบบสมดุลที่สุดคือ ธีม Semiconductor ความเสี่ยงไม่สูงอย่างที่คิด

 

ธุรกิจ Semiconductor แท้จริงแล้วมีความเกี่ยวข้องกันทางภูมิศาสตร์ต่ำ แม้จะมีการพัฒนากระจุกตัว แต่บทวิเคราะห์ของ The Morgan Stanley AlphaWise พบว่า 35-65% ของชิ้นส่วนการผลิต มักอยู่ในประเทศที่ขายสินค้าอยู่แล้ว

 

เปรียบเทียบกับการพัฒนาจากฮาร์ดแวร์ไปซอฟต์แวร์ ช่วงปี 1940-1990 มาถึงโซเชียลช่วงปี 2000 มาจบที่ Cognitive Technology ในปัจจุบัน มองข้ามไปถึงปี 2030 ความเสี่ยงดูจะเป็นเรื่อง Global Standards มากกว่าการแข่งกันพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

 

Multipolar World สำหรับ Semiconductor จึงดูน่ากลัวในหน้าสื่อ แต่นักลงทุนแค่ต้องหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีความเสี่ยงด้านการพัฒนาตามมาตรฐานโลก

 

ธีมที่ 2 เอียงไปทางสหรัฐฯ มากกว่า คือ Robotics and AI ที่ต้องระวังคือการกระจุกตัวและ Valuation ที่แพง

 

ส่วนของ Deglobalization การที่ทางการสหรัฐฯ ผ่าน CHIPS and Science Act มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ล่าสุดจะสนับสนุนบริษัทให้กลับมาผลิตในประเทศ การลงทุนจึงมีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดดมากกว่าที่อื่น

 

ขณะที่การแบ่งขั้วนานวันจะยิ่งทำให้เห็นถึงความแตกต่างของเป้าหมายเทคโนโลยี เพราะฝั่งสหรัฐฯ จะพัฒนา AI เพื่อการพาณิชย์ สวนทางกับฝั่งจีนที่เน้นพัฒนา AI เพื่อการจัดระเบียบสังคม

 

สำหรับผม จึงไม่ใช่ปัญหาว่าธุรกิจนี้จะเติบโตหรือไม่ แต่อาจจะอยู่ที่บริษัทในบางกลุ่มอาจจะได้รับความสนใจมากเกินไป จนทำให้ระดับราคาแพงผิดปกติ

 

เช่น ETF AIQ ที่ลงทุนในกลุ่ม Artificial Intelligence & Big Data หรือ BOTZ ที่ลงทุนในกลุ่ม Global Robotics & Artificial Intelligence Thematic เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าหุ้นในสองกลุ่มนี้มี Long-Term P/E (LT P/E) เฉลี่ยสูงถึงราว 40-60 เท่า และ 50-70% ของ ETF ก็เป็นบริษัทในสหรัฐฯ ประเทศเดียว

 

ส่วน Electric Vehicle เป็นธีมที่จีนกุมความได้เปรียบ แต่ความได้เปรียบนี้ก็มาพร้อมกับราคาที่แพงเช่นกัน 

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธุรกิจยานยนต์เป็นธุรกิจที่จำเป็นต้องมี Economy of Scale ประเทศที่มีกำลังซื้อรออยู่มากมักได้เปรียบในเชิง Decoupling จีนจึงมีโอกาสที่จะสร้างมาตรฐานก่อน

 

นอกจากนี้ในฝั่งการผลิตแบตเตอรี่ สินแร่ตั้งต้นหลักก็อยู่ในจีน หรือการถลุงแร่ในจีนก็มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมที่ต่ำกว่าประเทศตะวันตก บริษัทจีนจึงมีโอกาสทำกำไรได้เร็วกว่าในระยะสั้น

 

อย่างไรก็ดี มองด้าน Valuation ของการลงทุน EV จีนจะแพงกว่าสหรัฐฯ มากอย่างมีนัย เช่น Global X China Electric Vehicle and Battery ETF ที่หุ้นในกองทุนมี LT P/E สูงถึง 53 เท่า ต่างจาก DRIV หรือ Autonomous & Electric Vehicles ETF ที่มีการคัดเลือกแบบเดียวกัน แต่เป็นหุ้นทั่วโลกที่จะมี LT P/E เหลือเพียง 18 เท่า เพราะมีความบริสุทธิ์ของธีมต่ำกว่า

 

มองในมุมการลงทุน แม้ EV จะหนักไปทางจีนมากกว่าสหรัฐฯ แต่ความเสี่ยงจะคล้ายกันคือ เรื่องระดับราคาที่นักลงทุนต้องหาจุดเหมาะสมมากกว่าไล่ซื้อตามกระแส 

 

ในมุมมองของผม ทั้ง 3 ธีมลงทุนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงสอนเราว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก Multipolar World อาจไม่ได้เป็นสีขาวหรือดำเสมอ ขณะที่โอกาสของการลงทุนก็ไม่ได้อยู่แค่ว่าธุรกิจของประเทศไหนสามารถไขว่คว้าอนาคตได้มากที่สุด

 

แต่ระดับราคาจะมีความผันผวนสุดโต่งมากขึ้น ดังนั้น Thematic Investor จึงควรถามหา Valuation ทุกครั้ง ก่อนลงทุนในโลกหลายขั้วที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้นะครับ

The post ‘โลกหลายขั้ว’ ความเสี่ยงและโอกาสของ Thematic Investor appeared first on THE STANDARD.

]]>
กฎมีไว้แหก! 5 ความสัมพันธ์ของตลาดการเงินและเศรษฐกิจที่อาจแตกในปี 2023 https://thestandard.co/5-relationship-financial-markets-and-economy/ Sat, 27 May 2023 06:41:22 +0000 https://thestandard.co/?p=796013 ตลาดการเงิน

ช่วงที่ความไม่แน่นอนมีมากมายในตลาด แต่ราคาสินทรัพย์ทางก […]

The post กฎมีไว้แหก! 5 ความสัมพันธ์ของตลาดการเงินและเศรษฐกิจที่อาจแตกในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดการเงิน

ช่วงที่ความไม่แน่นอนมีมากมายในตลาด แต่ราคาสินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่กลับไม่เปลี่ยนแปลง ความผันผวนปรับตัวลดลง มักเป็นเวลาเหมาะสมที่นักลงทุนจะตั้งคำถามว่านี่คือ ‘คลื่นลมสงบก่อนเกิดพายุใหญ่’ หรือ ‘แค่คลื่นรบกวนแต่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญ’

 

สำหรับตลาดการเงิน ความแน่นอนมีอยู่เรื่องเดียวคือไม่มีใครที่จะหยั่งรู้อนาคต

 

แต่ถ้าอดีตสามารถบอกอะไรเราได้บ้าง การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้มักเกิดจาก ‘กฎหรือความสัมพันธ์’ ของเศรษฐกิจและตลาดการเงินกำลังผิดไปจากประวัติศาสตร์

 

กฎข้อแรก ‘บอนด์ยีลด์กลับทิศ’ จะตามมาด้วยเศรษฐกิจถดถอยในไม่เกิน 18 เดือน

 

กลับทิศในที่นี้ผมหมายถึงการที่ยีลด์ระยะสั้นสูงกว่ายีลด์ระยะยาวหรือ Inverted Yield Curve (IYC)

 

ตั้งแต่ปี 1950 กฎข้อนี้ทำนายเศรษฐกิจถดถอยถูกทุกครั้ง โดยเฉลี่ยเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถดถอยภายใน 17-19 เดือนจากการกลับทิศเดือนแรก

 

รอบนี้ยีลด์ระยะยาว (10 ปี) ต่ำกว่าระยะสั้น (2 ปี) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 ดังนั้นเดือนสิงหาคม-กันยายน จึงเป็นช่วงที่ต้องจับตามากที่สุด

 

อย่างไรก็ดี การทำนายเศรษฐกิจถดถอยนั้นมักถูกต้องเสมอถ้าตลาดรอได้นานพอ เช่นในปี 1965 เศรษฐกิจถดถอยเกิดหลังยีลด์กลับทิศนานถึง 48เดือน!

 

สำหรับครั้งนี้ผมมองว่า IYC เกิดด้วยเหตุผลอื่นไม่ใช่ภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เป็นไปได้สูงที่กฎข้อนี้อาจไม่จริงเป็นอย่างแรก

 

กฎข้อสอง ดอกเบี้ยขาขึ้นจะจบด้วยวิกฤตทางการเงิน

 

ย้อนกลับไปในอดีตที่ใกล้ที่สุด 40 ปี กฎข้อนี้เป็นจริงเสมอ เพราะมีทั้ง Great Financial Crisis ปี 2008, Dot Com ปี 2000, Asian Crisis ปี 1997 ไปจนถึง S&L Crisis ปี 1986 ทั้งหมดล้วนมีดอกเบี้ยขาขึ้นที่สูงเกินกว่า 5% เป็นองค์ประกอบของวิกฤต

 

ครั้งนี้เริ่มเห็นวิกฤตภาคการธนาคารจากการไหลออกของเงินฝาก แต่ปัญหานี้อาจไม่ลามไปเป็นวิกฤตเพราะความแตกต่างเรื่องการใช้ตราสารทางการเงินที่น้อย โครงสร้างเศรษฐกิจอยู่บนธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งการกู้ยืม ขณะที่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Residential Investment) ต่อ GDP ก็เหลือเพียง 2-3% จากในอดีตก่อน GFC ที่ราว 5-8% นี่เป็นกฎที่อาจแตกเป็นข้อสอง

 

กฎข้อสาม ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะไม่ลดดอกเบี้ยในช่วงที่การว่างงานต่ำและเงินเฟ้อสูง

 

ย้อนกลับไปในอดีต ช่วงการลดดอกเบี้ยที่ใกล้เคียงที่สุดคือปี 2019 และ 2001 อัตราการว่างงานต่ำราว 4% แต่ต้องเงินเฟ้อต่ำติดเป้าหมายที่ 2% ด้วย หรือการลดดอกเบี้ยปี 1970 และ 1987-1989 เงินเฟ้อสูง 6-7% เท่าปัจจุบัน แต่การว่างงานก็ต้องสูงเกิน 5%

 

ครั้งนี้ความแตกต่างอยู่ที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ถ้าไม่นับราคาที่อยู่อาศัยและรถมือสอง ล่าสุดปรับตัวลงและคาดว่าจะกลับมาที่เป้าหมายได้แล้ว ขณะที่รายงานใน Beige Book ก็ชี้เช่นกันว่าการว่างงานที่ต่ำไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจดี แต่มาจากความกังวลกับการหาแรงงานใหม่จนไม่กล้าปลดคนงานต่างหาก

 

กฎข้อสี่ เพดานหนี้มีไว้ต่อรองแต่จะผ่านได้ด้วยการเพิ่มหนี้ทุกครั้ง

 

แม้ครั้งที่แย่ที่สุดในปี 2011 จะนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ แต่ในทุกครั้งนักการเมืองก็ตกลงกันได้เสมอ

 

ผมเชื่อว่าครั้งนี้แม้อาจหาทางออกได้ แต่จุดเริ่มต้นมาจากระดับหนี้ต่อ GDP ที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ และแทบไม่มีท่าทีจะหาทางหยุดการขาดดุลการคลังได้ อาจทำให้ปัญหาไม่จบ

 

เพดานหนี้อาจพัฒนาไปเป็นเกมการเมืองเพื่อกดดันพรรคเดโมแครต สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2024 ปัญหานี้จึงอาจจบไม่สนิท และเลื่อนข้อตกลงจนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องเข้าสู่ภาวะถดถอยระยะสั้น เป้าหมายไปจบที่กฎการเมืองอีกข้อว่า ประธานาธิบดีที่บริหารเศรษฐกิจจนถดถอยจะแพ้เลือกตั้งในสมัยหน้า

 

กฎข้อห้า ตลาดหุ้นจะปรับฐานก่อนเศรษฐกิจถดถอยและจะฟื้นตัวเมื่อเศรษฐกิจแตะจุดต่ำสุด

 

ในอดีต S&P 500 มักทำจุดต่ำสุดก่อนเศรษฐกิจถดถอย การปรับตัวลงมักเกิดขึ้นใกล้กับการเกิด Recession ราว 30-50 วัน โดยเฉลี่ยจะปรับตัวลงราว 15-20%

 

แต่ครั้งนี้ผมมองว่าเป็นไปได้สองกรณี แบบแรกคือไม่สนใจเศรษฐกิจเลย เพราะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทำให้ตลาดหุ้นไม่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐฯ เหมือนทุกครั้ง ความต่างนี้อาจทำให้การปรับตัวลงดูเบาและไม่รุนแรงถึงกับเป็นจุดต่ำสุดใหม่

 

หรือแบบที่สองคือผลพวงจากเศรษฐกิจถดถอย ถึงจะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่นวิกฤตภาคการธนาคาร นั่นหมายความว่า Recession อาจเกิดขึ้นก่อน Market Bottom ไม่ใช่ที่ตลาดจะปรับฐานก่อนเหมือนทุกครั้ง

 

ผมมองว่าความ ‘คิดต่าง’ เหล่านี้เป็นแรงต้านที่ทำให้ตลาดไม่ปรับตัวลงทันที หรือความเสี่ยงอาจถูกเลื่อนออกไปไกลกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพราะตลาดการเงินก็ไม่ต่างจากสังคมที่ ‘กฎมีไว้แหก’ และ ‘ความสัมพันธ์มีไว้ทำลาย’

 

ความเชื่อของตลาดและการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และเราจะได้เห็นพร้อมกันจากนี้เป็นต้นไปครับ

The post กฎมีไว้แหก! 5 ความสัมพันธ์ของตลาดการเงินและเศรษฐกิจที่อาจแตกในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีน “ลงทุนได้หรือไม่” https://thestandard.co/chinese-stocks-investment/ Sun, 30 Apr 2023 04:12:17 +0000 https://thestandard.co/?p=783211 หุ้นจีน

‘หุ้นจีน’ เป็นหนึ่งในการลงทุนที่ตลาดให้ความสนใจมากที่สุ […]

The post หุ้นจีน “ลงทุนได้หรือไม่” appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีน

‘หุ้นจีน’ เป็นหนึ่งในการลงทุนที่ตลาดให้ความสนใจมากที่สุด แต่กลับเป็นการลงทุนที่สร้างความผิดหวังมากที่สุดในปี 2023

 

ผมก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนักวิเคราะห์ที่มองว่าหุ้นจีนน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่านี้ แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นตามคาดก็ต้องประเมินเหตุผลกันใหม่ว่า

 

หุ้นจีน “ลงทุนได้หรือไม่”

 

แม้หุ้นจีนจะมีจุดแข็งมากมาย แต่ปี 2023 ก็มีปัญหาที่ต้องระวังเพิ่มขึ้นหลายอย่าง

 

ข้อแรกคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้จะดีขึ้นตามคาด แต่ช้าที่สุดในประวัติศาสตร์ และขับเคลื่อนด้วยการบริโภคซึ่งมีสัดส่วนน้อย

 

เศรษฐกิจจีนหลังคลายมาตรการ Zero-COVID เปิดตัวได้ดี และคาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง 

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่มีสัดส่วนกว่า 40% ต่อ GDP กลับเติบโตเพียง 3-7% ถ้าภาครัฐไม่ได้เน้นโครงสร้างพื้นฐานเหมือนสมัยต้นศตวรรษ 2000 ก็ยากที่จะเห็นการเติบโตระดับสูงในระยะยาว

 

ส่วนการบริโภคของชาวจีน แม้จะฟื้นตัวแรงและมีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันก็อยู่ในระดับ 30-40% ต่อ GDP ต่างจากเศรษฐกิจใหญ่อื่นๆ ที่การบริโภคเป็นสัดส่วนถึงกว่า 70% ต่อ GDP 

 

ถ้าภาคอุตสาหกรรมไม่ฟื้นตัว รายได้เฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนจีนทั้งใน MSCI China หรือ CSI 300 ในปีนี้อาจเติบโตเพียง 0-5%

 

เมื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่เกิดขึ้นในทุกกิจกรรม รอยร้าวด้าน Valuation ที่ ‘โตในธีมที่ไม่ถูก แต่ถูกในธีมที่ไม่โต’ ก็เห็นชัดเจนขึ้น

 

ที่จริงจุดแข็งเรื่อง ‘ความถูก’ ของหุ้นจีนยังคงอยู่

 

เพราะปัจจุบันเปรียบเทียบ Long Term P/E ระหว่าง CSI 300 กับ MSCI All-Country World Index ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 19 และ 23 เท่า หมายความได้ว่าหุ้นจีนยังถูกกว่าหุ้นโลกถึงราว 20%

 

แต่ต้องไม่ลืมว่า Valuation นี้ได้มาจากการผสมกลุ่มมูลค่า (Value) และปันผล (High Dividend) ที่มี P/E ที่ต่ำเพียง 5-10 เท่า กับธีมเติบโตที่มาพร้อมกับความคาดหวังสูง ราคาแพงผิดปกติ

 

เช่น พลังงานทางเลือก (MSCI China IMI Environment 10/40 Index) ล่าสุด Bloomberg ชี้ว่าซื้อขายกันอยู่ที่ระดับ P/E เกิน 100 เท่า และปีนี้รายได้ต้องเติบโตถึง 400% ถึงจะมี P/E กลับสู่ค่าเฉลี่ย 10 ปี

 

ต่อให้รายได้เติบโตตามความคาดหมาย การเปลี่ยนระดับราคา (P/E Relating) จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเงินใหม่จากนักลงทุนต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

 

การถือครองของต่างชาติที่ต่ำกว่าขนาดเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในจุดเด่นของหุ้นจีน แต่การเมืองระหว่างประเทศอาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะไม่ถือหุ้นจีนก็เป็นได้

 

ข้อมูลล่าสุด Wind และตลาดหลักทรัพย์จีนชี้ว่า นักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนถือครองหุ้นจีนเพียงราว 18% น้อยกว่าหุ้นไทยที่ 23% และไต้หวัน 39% ขณะที่การลงทุนใน A-Share ของนักลงทุนสหรัฐอเมริกาคาดว่ามีสัดส่วนเพียง 1% ต่อ Market Cap เท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี สัดส่วนการถือครองที่ต่ำอาจไม่ได้เกิดจากนักลงทุนทั่วโลกลืมคิดที่จะแบ่งการลงทุนมาที่จีน แต่อาจเกิดจากความตั้งใจที่จะลดความเสี่ยงด้านการเมือง

 

เพราะไล่เรียงตั้งแต่เรื่องความขัดแย้งทางความคิด ภูมิรัฐศาสตร์ มาจนถึงความเสี่ยงนโยบายควบคุมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ปี 2023 ถือเป็นหนึ่งปีที่การเมืองระหว่างประเทศของจีนมีประเด็นมาโดยตลอด

 

ในช่วงเวลาปกติ ความเสี่ยงลักษณะนี้มักได้รับชดเชยด้วยการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ปัจจุบันก็มีปัญหา เมื่อเงินหยวนไม่อ่อนค่า กลายเป็นปัจจัยที่ขัดขวางการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

 

ความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเงินหยวนที่แข็งผิดปกติ แต่ดูจะเกิดจากดอลลาร์อ่อนค่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ตลาดมองว่า Fed ต้องหยุดขึ้นดอกเบี้ย ไปจนถึงความกังวลว่าตลาดจะลดการใช้ดอลลาร์ (De-Dollarization)

 

กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มขนส่งจีนที่ควรฟื้นตัว แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีรายได้จากสกุลเงินต่างประเทศสูง จึงกลายเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ตลาดสับสนของตลาด

 

ถึงจุดนี้ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงมีคำตอบในใจสำหรับคำถามว่า “หุ้นจีนลงทุนได้หรือไม่”

 

สำหรับผม คำตอบแน่นอนว่า “ลงทุนได้” แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ ‘สัดส่วนการลงทุน’ ที่ควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ 

 

ถ้าสมมติฐานหลักของเราคือความขัดแย้งจะไม่จบลงในเร็ววันนี้ อย่างน้อยก็ควรปรับสัดส่วนลงทุนในจีนไม่ให้เกิน 20-30% โดยอาจเลือกเพิ่มหรือลดการลงทุนเมื่อราคาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยจากประเด็นการเมือง เช่น ซื้อเมื่อมีข่าวร้าย และขายเมื่อมีข่าวดี

 

นอกจากนี้นักลงทุนอาจเลือกหาสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของจีน แต่ไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการเมืองจีนหรือค่าเงินหยวน

 

เช่น หุ้นญี่ปุ่นหรือยุโรปที่ไม่ผันผวนไปตามทิศทางเงินหยวน แต่มีโอกาสฟื้นตัวไปพร้อมกับวัฏจักรเศรษฐกิจ การบริโภค และการค้ารอบใหม่ของจีน

 

หรือแบ่งสัดส่วนไปลงทุนใน ‘ตัวสำรอง’ ของหุ้นจีน เช่น หุ้นอินเดีย หุ้นอินโดนีเซีย หรือ Emerging Markets อื่นๆ ที่รายได้เติบโตสูงพร้อมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

 

ในมุมมองของผม พื้นฐานหุ้นจีนไม่ได้แย่ลงมาก แต่ก็ไม่โดดเด่นในระยะสั้นเมื่อมีการเมืองคอยกดดัน Valuation ไม่สามารถกลับขึ้นไปซื้อขายในระดับสูงได้ในระยะสั้น

 

โอกาสลงทุนในหุ้นจีนมีอยู่เสมอ แต่ “ลงทุนได้หรือไม่” คำตอบอาจไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเศรษฐกิจจีนเพียงอย่างเดียวนะครับ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post หุ้นจีน “ลงทุนได้หรือไม่” appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลยุทธ์การลงทุนหลังธนาคารล้มในปี 2023 https://thestandard.co/bank-crisis-investment-tip-2023/ Mon, 27 Mar 2023 02:13:14 +0000 https://thestandard.co/?p=768987 กลยุทธ์การลงทุนหลังธนาคารล้ม

ตลาดการเงินช่วงนี้คงไม่มีเรื่องไหนจะน่ากังวลไปกว่าการปิ […]

The post กลยุทธ์การลงทุนหลังธนาคารล้มในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลยุทธ์การลงทุนหลังธนาคารล้ม

ตลาดการเงินช่วงนี้คงไม่มีเรื่องไหนจะน่ากังวลไปกว่าการปิดตัวของธนาคารหลายแห่งทั้งในฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ไล่ตั้งแต่ Silvergate, Silicon Valley Bank, Signature ไปจนถึงธนาคารเก่าแก่อย่าง Credit Suisse

 

สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนไม่ใช่แค่ติดตามสถานการณ์ให้ทัน แต่ต้องตีความการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์การเงินต่างๆ ให้ออก คิดไว้ก่อนว่าอะไรอาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ และเตรียมวางกลยุทธ์ปรับพอร์ตให้พร้อม

 

เริ่มด้วยการประเมินภาพตลาดในปัจจุบัน 

 

สิ่งที่เห็นคือตลาดเชื่อ 100% แล้วว่าธนาคารกลางต้องลดดอกเบี้ย และจากโอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยที่กลับมาสูงเกิน 50% กดดันให้ยีลด์ระยะสั้นทั่วโลกปรับตัวลง 25-75 bps แต่หุ้นโลกกลับปรับตัวลงไม่มาก สมการการเงินนี้จะสมดุลได้ต้องเกิดจากการลดดอกเบี้ยเพื่อเพิ่มเสถียรภาพและพยุงเศรษฐกิจเท่านั้น

 

แม้การหยุดขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เกิดขึ้นได้ แต่ ‘ลดดอกเบี้ยเลยหรือไม่’ สำหรับผมต้องวิเคราะห์ว่าการล้มของธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทั่วโลกอย่างไร ซึ่งมีทั้งเหตุผลสนับสนุนและคัดค้าน

 

ฝั่งสนับสนุนมองว่าปัญหาของภาคธนาคารมักจบด้วยเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อลดลง หรืออย่างน้อย Fed ก็ควรลดดอกเบี้ยชั่วคราว

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วง Great Depression และ Great Financial Crisis ที่มีธนาคารล้ม นำไปสู่เศรษฐกิจถดถอย ตามมาด้วยเงินเฟ้อที่ลดลง ธนาคารกลางในตอนนั้นจึงลดดอกเบี้ยลงได้

 

อีกหนึ่งตัวอย่างคือช่วงปี 1987 ในวิกฤต LTCM Fed ก็สามารถลดดอกเบี้ยนโยบายจากราว 9% ลงเหลือ 3% ในช่วงปี 1994 ก่อนจะขยับดอกเบี้ยขึ้นในปีถัดมาหลังจากปัญหาคลี่คลาย

 

ส่วนฝั่งคัดค้านมองว่าปัญหาครั้งนี้ไม่เหมือนในอดีต และจะไม่ส่งผลกับเศรษฐกิจโดยรวมมากอย่างที่ตลาดกังวล เพราะปัจจุบันแนวโน้มเศรษฐกิจในหลายประเทศไม่ได้ส่งสัญญาณการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ในยุโรปแม้จะมีความกังวลเรื่องวิกฤตพลังงาน แต่เศรษฐกิจกลับขยายตัวได้

 

ด้านสหรัฐฯ ก็ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ที่ Fed ต้องลดดอกเบี้ยในช่วงที่เงินเฟ้อสูงกว่า 5% พร้อมกับการว่างงานต่ำกว่า 4% เพราะถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตร้อนแรง

 

เช่นเดียวกับประเทศจีนที่กำลังจะเปิดการเดินทางเต็มที่ อุปสงค์ของสินค้าพลังงานมีโอกาสกลับเข้าสู่ปกติ

 

การลดดอกเบี้ยจึงอาจไม่ใช่นโยบายที่เหมาะสมที่สุด หรือถ้าธนาคารกลางจะหานโยบายรับมือ ก็ควรเป็นนโยบายที่แก้ปัญหาด้านสภาพคล่องและเสถียรภาพเฉพาะจุด

 

ในมุมมองของผม ผลกระทบของเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกตอนนี้ไม่เหมือนครั้งใดในอดีต ผลลัพธ์หรือการตอบสนองของธนาคารกลางจึงอาจแตกต่างจากที่เราเคยพบเจอ

 

อย่างไรก็ดี สำหรับการลงทุน ปัญหาไม่ใช่ว่าเรื่องไหนจะเกิดขึ้นบ้าง แต่เป็นเมื่อไร เราสามารถวางกลยุทธ์เพื่อรับมือไว้ได้ 3 แบบ

 

กลยุทธ์แรกคือ Bull Steepening Trade ก่อน Fed ลดดอกเบี้ย 

ประกอบด้วยกลุ่มการลงทุนที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลง แต่ยีลด์ระยะยาวยังทรงตัวสูง

 

กลยุทธ์นี้เป็นการจับจังหวะตลาด เน้นไปที่การถือเงินสด ลดอายุการถือตราสาร และซื้อหุ้นสายวัฏจักร (Cyclical) ขายหุ้นสายตั้งรับ (Defensive) มองว่าในอนาคตดอกเบี้ยจะลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย 

 

กลยุทธ์ถัดมาคือ Position for Recession เตรียมรับแรงกระแทก

เพราะไม่ว่าเงินเฟ้อจะลดหรือไม่ Fed จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร ก็อาจไม่สำคัญเท่าการที่ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องเข้มงวดในการให้สินเชื่อหลังจากนี้

 

เพราะเมื่อปัญหาเกิดบนภาคการเงินโดยตรง ก็เป็นไปได้มากที่ธนาคารที่ยังเหลือรอดจะต้องพยายามทำธุรกิจให้ดูปลอดภัยมากที่สุด ซึ่งจะตามมาด้วยการบริโภคที่ชะลอตัวและเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ

 

ในกรณีนี้ดอลลาร์จะอ่อนค่า สินค้าโภคภัณฑ์สายวัฏจักรจะปรับตัวลงต่อ เงินทุนจะย้ายไปสู่ Safe Haven นอกสหรัฐฯ และการลงทุนใน Emerging Market จะสร้างผลตอบแทนดีกว่า Developed Market 

 

สุดท้ายกลยุทธ์ระยะยาวคือ Sell the Last Hike, Buy the First Cut

แม้เหตุการณ์ธนาคารล้มอาจนำไปสู่เศรษฐกิจถดถอย แต่ก่อนที่เงินเฟ้อจะลดลงอาจไม่ใช่จังหวะที่ปลอดภัย เช่น ในช่วงปี 1970-1980 ครั้งล่าสุดที่เงินเฟ้อสูงเท่าปัจจุบัน ตลาดหุ้นปรับตัวลงต่อในช่วง 3 เดือนหลังจากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย

 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมมองว่าไม่ต้องรีบร้อน รอได้ถึงการลดดอกเบี้ยครั้งแรก 

 

ส่วนธีมลงทุนจะเป็นการย้ายออกจากหุ้นสหรัฐฯ เปลี่ยนจากหุ้นเติบโต (Growth) ไปเป็นหุ้นมูลค่า (Value) และเปลี่ยนจากหุ้นใหญ่ไปเป็นหุ้นเล็ก

 

หลังจากนี้ผมเชื่อว่าเรากำลังจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ อาจได้เห็นธนาคารล้มอีกบ้าง นโยบายการเงินในรูปแบบใหม่ นักลงทุนจึงควรมีสติ ประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ยิ่งในช่วงที่ตลาดผันผวน ยิ่งต้องตอบให้ได้ว่าถ้าตลาดปรับตัวขึ้นหรือลงเราจะปรับพอร์ตอย่างไร 

 

จำไว้เสมอว่าการลงทุนไม่ใช่แค่ซื้อ ถือ หรือขาย แต่เป็นขั้นตอนการบริหารให้พอร์ตลงทุนของเราผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากได้อย่างเหมาะสมครับ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post กลยุทธ์การลงทุนหลังธนาคารล้มในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>