จิรันธนิน กมลเลิศ, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/jiranthanin-p/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 12 Feb 2024 12:34:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ญนน์ โภคทรัพย์ แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ห่วงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หวังรัฐบาลกระตุ้นจับจ่าย https://thestandard.co/yol-phokasub-concerned-about-the-thai-economy/ Mon, 12 Feb 2024 12:33:45 +0000 https://thestandard.co/?p=898901

ญนน์ โภคทรัพย์ แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ เป็นห่วงเศรษ […]

The post ญนน์ โภคทรัพย์ แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ห่วงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หวังรัฐบาลกระตุ้นจับจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ญนน์ โภคทรัพย์ แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ เป็นห่วงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หวังให้รัฐบาลกระตุ้นจับจ่าย แต่ยังมองบวกอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้นตลาดค้าปลีกโตตาม GDP 2-3% เดินหน้าต่อตามโรดแมป 5 ปี ‘CRC OMNI-Intelligence’ วางงบ 22,000-24,000 ล้านบาท ผุดโปรเจกต์ใหญ่ทั้งในไทยและเวียดนาม พร้อมรอจังหวะและหาโอกาส M&A ในเวียดนาม ตั้งเป้าปี 2567 เติบโตอยู่ที่ 9-11% 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยทุกครั้งที่เจอวิกฤตฟื้นตัวได้ช้า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชากรในประเทศ ทั้งกลุ่มที่มีกำลังซื้อและไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งรัฐบาลต้องแก้โจทย์ให้ได้ทั้งสองด้าน ขณะที่ภาพรวมค้าปลีกไทยที่มีมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ปี 2567 คาดว่าจะเติบโตตาม GDP หากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายจะส่งสัญญาณบวกให้ค้าปลีกมีการเติบโตประมาณ 2-3% ถือว่าโตน้อยเพราะหากเทียบกับ 10 ปีก่อน ตลาดค้าปลีกจะโตมากกว่า GDP กว่า 3 เท่า

 

“สำหรับ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ มองบวก เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักและสร้างอานิสงส์ให้กับภาคบริการ ต้องไม่ลืมว่าค้าปลีกเป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุด โดยทั้งหมดก็มีผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภค และอีกหนึ่งปัจจัยที่กังวลคือปัญหาดอกเบี้ย ถ้ารัฐบาลอยากแก้ปัญหาหลักต้องให้สถาบันการเงินมีการแข่งขัน เพราะถ้าไม่มีการแข่งขันก็มีการกินรวบ และนอกจากปัญหาโครงสร้างแล้ว จะเห็นว่าตอนนี้สินค้าจากจีนราคาถูกทะลักเข้ามาในไทย ต้องยอมรับว่ามีส่วนที่เป็นปัญหาหลักให้เศรษฐกิจไทยไม่เติบโต” ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อีกด้านหนึ่ง ความท้าทายของธุรกิจคงหนีไม่พ้นกระแสดิสรัปชัน ทั้งจากเทคโนโลยี, พฤติกรรมผู้บริโภค, การเข้ามาของ Generative AI และ Climate Change ที่ผ่านมา ‘เซ็นทรัล รีเทล’ พยายามรักษา Ecosystem ให้มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

 

แม้ CRC นั้นเป็นผู้นำในทุกกลุ่มธุรกิจและมีการเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็ต้องปรับตัวให้สอดรับกับสภาพตลาด จากนี้ในปี 2567 ได้วางกลยุทธ์คอนเซปต์ของ Leading Excellence and Advancing Sustainability ที่กลายเป็นโรดแมปของการดำเนินธุรกิจ ที่ผ่านมาเราวาง Brand Purpose ไว้ชัดเจนในการเป็น Central to Life ศูนย์กลางชีวิตของทุกคนในประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ ทั้งไทย เวียดนาม และอิตาลี

 

พร้อมเดินหน้าวางวิสัยทัศน์ในระยะ 5 ปี ‘CRC OMNI-Intelligence’ พยายามทำให้ธุรกิจเดิมทั้งกลุ่มแฟชั่น กลุ่มฟู้ด กลุ่มฮาร์ดไลน์ และกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ที่มีอยู่แข็งแกร่งมากขึ้น พร้อมมองหาโอกาสในขยายการเติบโต ทั้งการทำ M&A ในไทยและเวียดนาม หากมีดีลเกิดขึ้นจะต้องพิจารณาจังหวะการลงทุนให้เหมาะสม พร้อมบริหารต้นทุนและรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อป้องกันความเสี่ยงรอบด้าน 

 

ที่สำคัญยังให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของพนักงานด้วยการนำ AI เข้ามาปรับใช้ในกระบวนการธุรกิจ เริ่มตั้งแต่การสร้าง Next-Gen Omnichannel ผสานกับแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์เอาไว้ด้วยกัน ควบคู่กับการขยาย Ecosystem ทั้งธุรกิจ B2B และ B2C ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

 

แม่ทัพใหญ่ CRC ฉายภาพต่อถึงทิศทางปี 2567 วางงบประมาณทั้งปีไว้ที่ 22,000-24,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายโปรเจกต์ใหญ่ๆ ทั้งในไทยและเวียดนาม เราจะมีการขยาย 40 สโตร์ เริ่มตั้งแต่ Department Store จะเปิดเพิ่ม 2 สาขา ตามด้วยไทวัสดุ 9 สาขา พร้อมรีโนเวตอีก 4 สาขา Tops 10 สาขา และ GO Wholesale อีก 7 สาขา 

 

รวมถึงประเทศเวียดนาม ปัจจุบันมีทั้งสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตภายใต้แบรนด์ GO! ปัจจุบันมี 5 สาขา เน้นโฟกัสกลุ่มลูกค้าครอบครัว ในปีนี้จะเปิดสาขาอีก 3 สาขา รวมถึง Mini go! ร้านค้าปลีกที่เน้นเจาะผู้บริโภคระดับแมส อีก 9 สาขา ซึ่งเป็นฟอร์แมตที่ได้รับการตอบรับอย่างดี ที่สำคัญจะสามารถรองรับธุรกิจอาหารที่เติบโตกว่า 10% ได้ต่อเนื่อง

 

โดยกลยุทธ์ทั้งหมดจะช่วยผลักดันให้ผลประกอบการปี 2567 เติบโตอยู่ที่ 9-11% ส่วน EBITDA เติบโต 15-17% ส่วนผลประกอบการในปี 2566 ที่ผ่านมาเติบโตมากกว่าช่วงก่อนโควิด จากความสำเร็จของการนำเข้าแบรนด์สินค้าใหม่ๆ เข้ามาภายในศูนย์กว่า 500 แบรนด์ พร้อมปรับโฉม Tops และศูนย์การค้าให้ทันสมัยมากขึ้น

The post ญนน์ โภคทรัพย์ แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ห่วงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หวังรัฐบาลกระตุ้นจับจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Temu แอปช้อปปิ้งจีน ซื้อพื้นที่โฆษณาใน Super Bowl พร้อมแจกคูปองอีกกว่า 10 ล้านดอลลาร์ หวังตีตลาดอเมริกา https://thestandard.co/temu-bought-super-bowl-advertisement/ Sun, 11 Feb 2024 11:29:23 +0000 https://thestandard.co/?p=898542 Temu

Temu แพลตฟอร์มช้อปปิ้งจากจีน ทุ่มงบซื้อพื้นที่โฆษณาระหว […]

The post Temu แอปช้อปปิ้งจีน ซื้อพื้นที่โฆษณาใน Super Bowl พร้อมแจกคูปองอีกกว่า 10 ล้านดอลลาร์ หวังตีตลาดอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Temu

Temu แพลตฟอร์มช้อปปิ้งจากจีน ทุ่มงบซื้อพื้นที่โฆษณาระหว่างถ่ายทอดสด Super Bowl การแข่งขันชิงแชมป์อเมริกันฟุตบอลอาชีพ NFL พร้อมแจกคูปองมูลค่ากว่า 10 ล้านดอลลาร์ หวังเพิ่มโอกาสการขายในตลาดสหรัฐอเมริกา

 

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Super Bowl นั้นเป็นรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลอาชีพ NFL โดยคาดว่าในแต่ละปีจะมีผู้ชมการถ่ายทอดสดนี้มากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก จึงทำให้เป็นที่ต้องการของแบรนด์ดังที่พร้อมทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อเวลาโฆษณามาเป็นของตัวเอง รองรับโอกาสในการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมาย

 

ไม่เว้นแม้แต่ Temu แอปพลิเคชันช้อปปิ้งจากจีน ที่ใช้งบโฆษณาไปกับการถ่ายทอดสดดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 พร้อมแจกคูปองและของรางวัลเพิ่มอีกมูลค่ากว่า 10 ล้านดอลลาร์ โดยโฆษกของ Temu ระบุว่า ถือเป็นเรื่องยากที่บริษัทจากจีนจะตัดสินใจลงทุนซื้อพื้นที่โฆษณาใน Super Bowl ที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่ทั้งหมดก็เป็นนโยบายของบริษัทที่ต้องการเข้าไปเจาะตลาดในสหรัฐอเมริกา

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ Temu ที่ให้ความสำคัญกับการทำตลาดพร้อมมองหาโอกาสการเติบโตที่นอกเหนือจากตลาดจีน หันมาให้ความสำคัญกับตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีจำนวนผู้บริโภคมหาศาลและยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่า พร้อมใช้กลยุทธ์ส่งสินค้าราคาถูก รวมถึงให้ส่วนลดเมื่อเชิญเพื่อนมาซื้อของหรือเล่นเกมบนแอป

 

จนเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา Temu กลายเป็นแอปที่มีการดาวน์โหลดมากกว่า 70 ล้านครั้ง สูงเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา และในเดือนมกราคม 2024 ผู้ใช้งานรายเดือนของ Temu มีทั้งหมด 51 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 300% เมื่อเทียบเป็นรายปี

 

แต่การทำตลาดก็ไม่ง่ายด้วยภาวะเศรษฐกิจและรายได้ของชาวอเมริกันที่ลดลง ทำให้ยอดการสั่งซื้อสินค้าใน Temu ลดลง 20% และมีแนวโน้มที่อาจจะไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จึงต้องพยายามทำการตลาดด้วยการทำโฆษณากระตุ้นการจับจ่าย

 

อย่างไรก็ตาม ค่าโฆษณาระหว่างการถ่ายทอดสด Super Bowl อยู่ระหว่าง 6-7 ล้านดอลลาร์ (ราว 202.6-236.3 ล้านบาท) ต่อโฆษณา 1 ตัว ซึ่งมีความยาวเพียง 30 วินาที นั่นหมายความว่าโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ ที่ถูกปล่อยออกไประหว่างการถ่ายทอดสด Super Bowl จะมีมูลค่าสูงถึง 7.9 ล้านบาทต่อ 1 วินาที

 

อ้างอิง:

The post Temu แอปช้อปปิ้งจีน ซื้อพื้นที่โฆษณาใน Super Bowl พร้อมแจกคูปองอีกกว่า 10 ล้านดอลลาร์ หวังตีตลาดอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิษสงคราม! Unilever ถูกผู้บริโภคในอินโดนีเซียแบน กดรายได้ร่วง 15% Starbucks และ KFC ก็ไม่รอด https://thestandard.co/unilever-indonesian-banned/ Sun, 11 Feb 2024 08:13:54 +0000 https://thestandard.co/?p=898524 Unilever

สินค้าอุปโภคบริโภคของยักษ์ใหญ่ Unilever ถูกผู้บริโภคแบน […]

The post พิษสงคราม! Unilever ถูกผู้บริโภคในอินโดนีเซียแบน กดรายได้ร่วง 15% Starbucks และ KFC ก็ไม่รอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Unilever

สินค้าอุปโภคบริโภคของยักษ์ใหญ่ Unilever ถูกผู้บริโภคแบน จากผลพวงสงครามในตะวันออกกลาง กระทบรายได้ในตลาดอินโดนีเซียลดลงกว่า 15% ไม่เว้นแม้แต่ Starbucks และ KFC

 

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า Unilever ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ รายงานผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2023 ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Vaseline, สบู่ Dove และผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย Rexona ในประเทศอินโดนีเซียลดลงถึง 15% จากผลกระทบที่บริษัทคว่ำบาตรจากประเด็นสงครามในตะวันออกกลาง

 

ส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมมากกว่า 200 ล้านคน ได้คว่ำบาตรไม่ซื้อสินค้าของบริษัทข้ามชาติ เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่สนับสนุนหรือมีความเชื่อมโยงกับสงครามในอิสราเอล

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

“ทั้งนี้ บริษัทที่ได้รับผลกระทบในอินโดนีเซียไม่ได้มีแค่บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ยอดขายของบริษัทข้ามชาติหลายแห่งก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน” ไฮน์ ชูมัคเกอร์ ซีอีโอ Unilever กล่าว

 

รวมไปถึง Yum! Brands เชนฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่ เจ้าของ KFC และ Pizza Hut ที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก เห็นได้จากยอดขายที่ลดลง จากผลความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และไม่ใช่แค่ในตลาดอินโดนีเซียเท่านั้น แต่รวมไปถึงหลายๆ ประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ Starbucks และ McDonald’s ก็ประสบปัญหายอดขายที่ลดลงเหมือนกัน

 

นอกจากยอดขายแล้ว อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคยังประสบปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นมากว่า 2 ปี เนื่องจากทุกอย่างตั้งแต่น้ำมันดอกทานตะวันและการขนส่ง ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และธัญพืชมีราคาแพงขึ้น เรียกได้ว่าได้รับผลกระทบจากสงครามไปเต็มๆ

 

อ้างอิง:

The post พิษสงคราม! Unilever ถูกผู้บริโภคในอินโดนีเซียแบน กดรายได้ร่วง 15% Starbucks และ KFC ก็ไม่รอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่หวั่นเศรษฐกิจจีนชะลอ ‘McDonald’s’ ลุยเพิ่มสาขากว่า 1,000 แห่งในปีนี้ พร้อมขายชุดเบอร์เกอร์ราคาถูกดึงลูกค้า https://thestandard.co/mcdonalds-to-open-1000-stores-2024/ Sun, 11 Feb 2024 05:24:39 +0000 https://thestandard.co/?p=898489

หลังขึ้นราคาเมนูในตลาดอเมริกาไปกว่า 10% จนจำนวนลูกค้าเข […]

The post ไม่หวั่นเศรษฐกิจจีนชะลอ ‘McDonald’s’ ลุยเพิ่มสาขากว่า 1,000 แห่งในปีนี้ พร้อมขายชุดเบอร์เกอร์ราคาถูกดึงลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังขึ้นราคาเมนูในตลาดอเมริกาไปกว่า 10% จนจำนวนลูกค้าเข้าร้านลดลง ล่าสุด McDonald’s เชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่ ปรับไลน์เมนูชุดเบอร์เกอร์ให้มีราคาเข้าถึงง่าย เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้ารายได้น้อย พร้อมเดินหน้าขยายสาขาใหม่ในจีนกว่า 1,000 แห่งภายในปี 2024 

 

นับว่าสวนทางกับหลายๆ แบรนด์ที่ชะลอการเปิดสาขาในจีน เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจในจีนยังไม่ทีท่าว่าจะดีขึ้น แต่ McDonald’s ได้มองเห็นโอกาสในตลาดฟาสต์ฟู้ดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าการเปิดร้านในจีนครั้งนี้ถือว่ามากกว่าการเปิดร้านในประเทศอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน การแข่งขันก็สูงขึ้น เพราะผู้เล่นอย่าง Yum China Holdings คู่แข่งของ McDonald’s ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของแบรนด์ Pizza Hut และ KFC ในจีนก็พยายามขยายสาขาในจีนอีกกว่า 20,000 แห่งเช่นกัน 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“ต้องยอมรับว่าวิกฤตเศรษฐกิจในจีนเป็นตัวแปรให้ผู้คนในประเทศมองหาอาหารที่ราคาไม่สูงมากนัก บวกกับจำนวนประชากรกว่า 1.4 พันล้านคนจึงเป็นโอกาสของเราที่จะเข้าไปขยายกลุ่มผู้บริโภคและสร้างยอดขาย” Chris Kempczinski ซีอีโอ McDonald’s กล่าว

 

โดยการทำตลาดในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ยกตัวอย่างในอเมริกา หลังจากปีที่แล้วเราปรับขึ้นราคาเมนูเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เพื่อรองรับต้นทุนทั้งแรงงาน วัตถุดิบ และค่าเช่าต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น แล้วมาบวกกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ จนมีเสียงสะท้อนจากลูกค้าว่าราคาสูงเกินไป ส่งผลให้จำนวนลูกค้าในบางสาขาลดลงและมีผลต่อยอดขายในที่สุด 

 

สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดในทุกๆ ตลาด นอกจากการพัฒนาเมนูใหม่ๆ แล้ว สิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญมาตลอดคือจัดรายการชุดอิ่มคุ้มที่มีทั้งเบอร์เกอร์และเครื่องดื่ม ราคาเข้าถึงง่าย เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ เข้ารองรับพฤติกรรมลูกค้าที่มีรายได้น้อย ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อราคาเมนูที่ต่ำสุดมากกว่าโปรโมชัน

 

อ้างอิง:

The post ไม่หวั่นเศรษฐกิจจีนชะลอ ‘McDonald’s’ ลุยเพิ่มสาขากว่า 1,000 แห่งในปีนี้ พร้อมขายชุดเบอร์เกอร์ราคาถูกดึงลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI เตรียมแผนระดมทุนมากถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ ผุดโครงการชิป AI ชิงส่วนแบ่งตลาด https://thestandard.co/altman-plans-to-raise-7-trillion/ Sat, 10 Feb 2024 09:24:09 +0000 https://thestandard.co/?p=898364 แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI เตรียมแผนระดมทุนมากถึง 7 […]

The post แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI เตรียมแผนระดมทุนมากถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ ผุดโครงการชิป AI ชิงส่วนแบ่งตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI เตรียมแผนระดมทุนมากถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ เริ่มโครงการชิปเทคโนโลยีจาก AI หวังชิงส่วนแบ่งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมรองรับยอดขายชิปทั่วโลกที่คาดว่าจะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030

 

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ที่ผ่านมา แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้กล่าวถึงปัญหาการขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเจรจากับนักลงทุนหลายราย และหนึ่งในนั้นคือ รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อจัดหาเงินทุนมาใช้พัฒนาโครงการใหม่ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตชิปทั่วโลก 

 

“สิ่งที่น่าสนใจของโครงการดังกล่าวคือการนำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มการผลิตชิปให้เพียงพอต่อดีมานด์ทั่วโลก ที่สำคัญจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งโครงการดังกล่าวต้องใช้เงินมากถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อย่างไรก็ตาม ตลาดชิป AI นั้นมีผู้ผลิตอย่าง NVIDIA กระโดดเข้ามาก่อนแล้ว และกำลังได้รับอานิสงส์จากความต้องการชิป AI ที่เพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาชิปของบริษัทถูกใช้โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายแห่ง รวมถึง Google, Microsoft และ Meta ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ NVIDIA มีมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในปี 2023 แถมยังครองส่วนแบ่งตลาดชิป AI อยู่ที่ประมาณ 80% 

 

กลายเป็นโจทย์ใหญ่ให้ ซีอีโอของ OpenAI ต้องพยายามผลักดันโครงการอย่างมาก ซึ่งก็อาจไม่ใช่เรื่องยาก เพราะตัวเขาเองเคยเข้าไปลงทุนส่วนตัวกับบริษัทสตาร์ทอัพชิป AI ภายใต้ชื่อ Rain Neuromorphics ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสำนักงานใหญ่ของ OpenAI ในซานฟรานซิสโก ในปี 2018 

 

ทั้งนี้ OpenAI ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะองค์กรวิจัยที่ไม่แสวงหากำไร ที่ผ่านมาได้ระดมทุนมากกว่า 14 พันล้านดอลลาร์จากนักลงทุนหลายราย รวมถึง Microsoft, Sequoia Capital, Andreessen Horowitz และ Founders Fund  

 

โดยผลิตภัณฑ์หลักของ OpenAI คือการเปิดตัว ChatGPT ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ซึ่งเป็นโมเดล AI การสนทนาที่สามารถสร้างการตอบกลับด้วยภาษาธรรมชาติสำหรับคำถามและงานต่างๆ ซึ่งได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านคนต่อสัปดาห์

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะกรรมการของ OpenAI ได้พยายามขับไล่ แซม อัลต์แมน ออกจากบริษัท แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะพนักงาน OpenAI มากกว่า 500 คนร่วมลงชื่อในจดหมายให้บอร์ดแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการขับไล่ซีอีโอของบริษัทลาออก ไม่เช่นนั้นพนักงานทั้งหมดจะเป็นฝ่ายลาออกเอง ในช่วงนั้น แซม อัลต์แมน ได้รับการว่าจ้างจาก Microsoft ไม่นาน ภายในหนึ่งสัปดาห์ก็กลับมารับตำแหน่งต่อที่ OpenAI 

 

อ้างอิง:

The post แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI เตรียมแผนระดมทุนมากถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ ผุดโครงการชิป AI ชิงส่วนแบ่งตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยยืนหนึ่งปลายทางท่องเที่ยววันตรุษจีน แต่ไม่คึกคัก! เหตุชาวจีนเดินทางลดลงเพราะกังวลวิกฤตเศรษฐกิจ https://thestandard.co/thailand-chinese-new-year-vacation-destination/ Sat, 10 Feb 2024 05:58:10 +0000 https://thestandard.co/?p=898289 วันตรุษจีน

ไทยยังยืนหนึ่งจุดหมายปลายทางท่องเที่ยววันตรุษจีน แต่ยัง […]

The post ไทยยืนหนึ่งปลายทางท่องเที่ยววันตรุษจีน แต่ไม่คึกคัก! เหตุชาวจีนเดินทางลดลงเพราะกังวลวิกฤตเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันตรุษจีน

ไทยยังยืนหนึ่งจุดหมายปลายทางท่องเที่ยววันตรุษจีน แต่ยังไม่คึกคักมากพอ หลังนักท่องเที่ยวจีนเดินทางออกประเทศน้อยลง เหตุยังกังวลสัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเดินทางออกนอกประเทศของคนจีนในช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลตรุษจีนนั้นถือว่าน้อย โดยรัฐบาลคาดการณ์เอาไว้ว่าส่วนใหญ่ชาวจีนจะเน้นท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก และส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยสายการบินและรถไฟ

 

Alicia García-Herrero หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิกของ Natixis กล่าวว่า แม้จะมีการเดินทางเพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดยาว แต่พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะไม่มากเหมือนกับหลายปีก่อน เนื่องจากปัจจัยของเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ประกอบกับการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ผู้คนไม่มีความเชื่อมั่น

 

ด้าน Trip.com Group เว็บไซต์จองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมรายใหญ่ รายงานว่า นักท่องเที่ยวจีนบางกลุ่มยังต้องการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยประเทศที่เป็นจุดหมายยอดนิยมในวันหยุดยาว ได้แก่ ประเทศไทย ญี่ปุ่น ฮ่องกง และมาเลเซีย

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

หากย้อนไปในปี 2023 ช่วงเทศกาลตรุษจีน ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มียอดการค้นหาเที่ยวบินจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเป็นอันดับ 1 โดยปลายทางยอดนิยมคือกรุงเทพฯ รองลงมาคือภูเก็ต

 

ถึงกระนั้น จำนวนผู้โดยสารในเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินจีนก็มีเพียง 60% เท่านั้นถ้าเทียบกับช่วงก่อนโควิด

 

และหากอ้างอิงตามรายงานของสำนักงานการบินพลเรือนจีน พบว่า แม้โควิดจะคลี่คลายลงแล้ว สายการบินในไทยที่เคยหยุดไปเมื่อช่วงโควิดระบาดก็ยังไม่กลับมาบินได้ 100%

 

จากเดิมแล้วช่วงวันหยุดตั้งแต่วันที่ 10-17 กุมภาพันธ์ 2024 ถือเป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนส่วนใหญ่จะออกเดินทางและมีการจับจ่ายซื้อของกันอย่างคึกคัก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในวันสำคัญ ซึ่งในช่วงโควิดระบาดด้วยนโยบายที่เข้มงวดของรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถออกเดินทางได้

 

นับว่าในปี 2024 จะเป็นวันตรุษจีนที่ไม่มีข้อจำกัดในการเดินทาง แต่ด้วยความกังวลของเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอลง ทำให้หลายคนเลือกไม่เดินทางออกนอกประเทศ

 

ขณะเดียวกัน บริษัทต่างๆ รวมถึง Alibaba Group ได้เริ่มแจกจ่ายคูปองส่วนลดมูลค่า 1,000 ล้านหยวน (140 ล้านดอลลาร์) ให้ซื้อสินค้าในช่องทางอีคอมเมิร์ซ Taobao เพื่อกระตุ้นการบริโภคในช่วงวันหยุด ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดในการประเมินอนาคตของเศรษฐกิจจีนได้

 

อ้างอิง:

The post ไทยยืนหนึ่งปลายทางท่องเที่ยววันตรุษจีน แต่ไม่คึกคัก! เหตุชาวจีนเดินทางลดลงเพราะกังวลวิกฤตเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hermès จ่อขึ้นราคาอีก 8-9% ทั่วโลก หลังยอดขายปีที่แล้วโตแกร่ง พร้อมจ่ายโบนัส 1.5 แสนบาท https://thestandard.co/hermes-up-price-8-9-percents-worldwide/ Sat, 10 Feb 2024 03:53:53 +0000 https://thestandard.co/?p=898242

แบรนด์เนมหรูชื่อดัง Hermès จ่อขึ้นราคาสินค้าทั่วโลกอีก […]

The post Hermès จ่อขึ้นราคาอีก 8-9% ทั่วโลก หลังยอดขายปีที่แล้วโตแกร่ง พร้อมจ่ายโบนัส 1.5 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

แบรนด์เนมหรูชื่อดัง Hermès จ่อขึ้นราคาสินค้าทั่วโลกอีก 8-9% ในปี 2024 หลังประสบความสำเร็จจากยอดขายไตรมาส 4 ของปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 13% จนแซงหน้าคู่แข่ง พร้อมส่งแรงหนุนให้ราคาหุ้นขยับขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แบรนด์หรู Hermès รายงานยอดขายในไตรมาส 4 ปี 2023 เพิ่มขึ้น 13% หรืออยู่ที่ 3.62 พันล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรเพิ่มขึ้น 28% ถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดในอเมริกาเหนือและเอเชีย สะท้อนให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แต่ความต้องการสินค้าหรู โดยเฉพาะกลุ่มกระเป๋ายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ขณะที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 กุมภาพันธ์) อยู่ที่ 2,165.50 ยูโรต่อหุ้น ทำให้ Hermès มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 228.40 พันล้านยูโร

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“ในปีที่ผ่านมา Hermès เรามีผลงานที่ประสบความสำเร็จในทุกประเทศ จากนี้เตรียมวางแผนขึ้นราคาสินค้าทั่วโลกราวๆ 8-9% ในปี 2024 แม้ในปีที่แล้วเราจะขึ้นราคาไปแล้วประมาณ 7% ทั่วโลก แต่เมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตทั้งแรงงานและวัสดุที่เพิ่มขึ้น 3% จากความผันผวนของสกุลเงินยังมีความท้าทายอย่างมาก” Axel Dumas ประธานกรรมการบริหารของ Hermès กล่าว

 

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ Hermès เตรียมจ่ายโบนัส 4,000 ยูโร หรือราวๆ 1.5 แสนบาท ให้กับพนักงานมากกว่า 22,000 คนทั่วโลกในปีนี้ พร้อมวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มเครื่องหนัง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ทำรายได้หลัก เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ากำลังการผลิตกลุ่มกระเป๋านั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาด

 

ซีอีโอ Hermès กล่าวต่อไปว่า บริษัทเชื่อมั่นว่าภาพรวมการเติบโตจากนี้ยังมีความแข็งแกร่งในทุกประเทศ แม้จะมีความกดดันทางเศรษฐกิจทั้งตลาดอเมริกาและจีนอยู่บ้าง แต่เรายังไม่เห็นการหยุดชะงักของการจับจ่ายสินค้าระดับไฮเอนด์ ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นที่เริ่มฟื้น บวกกับอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง

 

ด้านนักวิเคราะห์ Bernstein กล่าวว่า Hermès เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกประเทศ โดยสินค้าที่ได้รับการตอบรับดีและทำยอดขายได้สูงขึ้นคือกระเป๋าถือรุ่น Birkin ราคาเริ่มต้น 10,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่นักช้อปเข้าถึงง่าย ขณะที่คู่แข่งอย่าง Louis Vuitton ก็พยายามเร่งขยายตลาด แต่ก็ยังมีปัญหาในด้านการขายกระเป๋าที่มีราคาสูงกว่า 4,000 ยูโร หรือ 4,311 ดอลลาร์

 

อ้างอิง:

The post Hermès จ่อขึ้นราคาอีก 8-9% ทั่วโลก หลังยอดขายปีที่แล้วโตแกร่ง พร้อมจ่ายโบนัส 1.5 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นกับ Gram Pancakes และ PABLO Cheesetart จากผู้สร้างปรากฏการณ์คิวยาวเหยียดเหมือนแจกฟรี สู่วันที่ปิดกิจการ! https://thestandard.co/wealth-in-depth-gram-pancakes-pablo-cheesetart/ Fri, 09 Feb 2024 12:58:08 +0000 https://thestandard.co/?p=898191

หรือจะไม่ใช่ปีทองของธุรกิจขนมหวานอีกต่อไปแล้ว? ชวนวิเคร […]

The post เกิดอะไรขึ้นกับ Gram Pancakes และ PABLO Cheesetart จากผู้สร้างปรากฏการณ์คิวยาวเหยียดเหมือนแจกฟรี สู่วันที่ปิดกิจการ! appeared first on THE STANDARD.

]]>

หรือจะไม่ใช่ปีทองของธุรกิจขนมหวานอีกต่อไปแล้ว? ชวนวิเคราะห์ ทำไมร้านเบเกอรีชื่อดัง Gram Pancakes และ PABLO Cheesetart ที่เคยบูมมากๆ จนสร้างปรากฏการณ์คนต่อคิวยาวเหยียดเหมือนแจกฟรี ถึงไปไม่รอด ก่อนปิดกิจการในไทยในปีนี้ 

 

แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญในวงการธุรกิจร้านเครื่องดื่มและเบเกอรีวิเคราะห์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในช่วงที่ร้านขนมทั้งสองแบรนด์เข้ามาเปิดในไทยแรกๆ จุดแข็งคือเป็นแบรนด์นำเข้าจากญี่ปุ่น มีรสชาติอร่อย สามารถรองรับความต้องการของคนไทยที่ชอบกินขนมแบบ Specialty ได้

 

“Gram Pancakes จะเด่นเรื่องเมนูแพนเค้ก ส่วน PABLO Cheesetart เด่นเรื่องชีสทาร์ต ทำให้ได้รับความสนใจ และผู้บริโภคตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ Gram Pancakes ในช่วงเปิดแรกๆ ประสบความสำเร็จมาก” แหล่งข่าวระบุ

 

‘โควิด’ ปีปราบเซียนว่าแบรนด์ไหนจะร่วงหรือจะรอด

 

แต่เมื่อมาเจอผลกระทบจากโควิดในปี 2564 ที่เป็นปีปราบเซียนว่าแบรนด์ไหนจะอยู่หรือไป พอไม่มีลูกค้าก็จะต้องมีร้านที่ขาดทุน และต้องเลือกระหว่างการเก็บรักษาแบรนด์เอาไว้ หรือพยายามรักษาต้นทุนโดยเฉพาะค่าเช่า ซึ่งเจ้าของร้านทั้งสองแบรนด์ก็ทำถูกแล้วที่ตัดสินใจปิดสาขาบางแห่งลง 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

หลังโควิดคลี่คลายลง หลายๆ ร้านเริ่มกลับมาเปิดให้บริการ และถ้าผ่านปี 2565 มาได้ ในปี 2566 ก็จะเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ หรืออย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน แต่ก็ต้องปรับตัวรับมือกับพฤติกรรมลูกค้าที่หันมาสั่งซื้อขนมหรือเบเกอรีผ่านช่องทางเดลิเวอรี

 

“ต้องบอกว่าความต้องการของประสบการณ์การกินอาหารกับซื้อขนมจะไม่เหมือนกัน ถ้ากินอาหารลูกค้าจะอยากมานั่งกินในร้าน แต่ถ้าเป็นขนมหรือเบเกอรีกินที่ไหนก็อร่อย และจากเดิมแล้วทั้งสองแบรนด์ส่วนใหญ่ก็ให้ซื้อกลับบ้านอยู่แล้ว ทำให้หลายคนเน้นสั่งผ่านเดลิเวอรี แน่นอนว่าลูกค้ามีตัวเลือกเพิ่มขึ้น เพราะโควิดเป็นตัวเร่งให้มีแบรนด์ขนมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น”

 

ขณะเดียวกัน ถ้าไปเน้นขายในเดลิเวอรี ทุกแบรนด์จะประสบปัญหาเหมือนกันหมดคือ ยอดขายที่อาจสู้สมัยช่วงที่เราเปิดร้านไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดด้วยระยะพื้นที่ ถ้าอยู่ในที่ที่มีทราฟฟิกสูงก็อาจจะขายได้ 10-20% ซึ่งตรงนั้นก็จะมีการแข่งขันสูง ทั้งนี้ หลังจากมีความเคลื่อนไหวออกมาว่าทั้งสองแบรนด์จะปิดกิจการในไทย หลายๆ คนก็เสียดาย

 

วาไรตี้น้อย-ไม่ค่อยทำการตลาด คนก็ไม่อยากซื้อซ้ำ

 

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปรากฏการณ์ที่แบรนด์ไปไม่รอดมีตัวอย่างออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาตั้งแต่ยุคคลาสสิกสุดๆ อย่างแบรนด์โรตีบอย ผู้จุดกระแสขนมปังต่อคิวยาวเจ้าแรกในไทย ท้ายที่สุดก็ปิดกิจการไป 

 

ตลอดจนป๊อปคอร์น Garrett ที่คนต่อแถวยาวเต็มสยามพารากอน วันนี้กระแสเบาบางลง แต่อีกด้านหนึ่งเราก็เห็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน อย่างแบรนด์ Krispy Kreme ปัจจุบันคนก็ยังซื้ออยู่แม้จะไม่ได้ต่อแถวซื้อยาวเหมือนในอดีต แต่แบรนด์ยังอยู่ได้ และเปิดสาขาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ Gram Pancakes กับร้าน PABLO Cheesetart เมนูหรือสินค้าค่อนข้างจำกัด ถ้าเทียบกับ Krispy Kreme แล้วจะเห็นว่ามีเมนูออกมาถี่มาก รวมถึงมีคอนเทนต์ออกมาทุกเทศกาล เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และที่สำคัญคนไทยชอบวาไรตี้ ยิ่งเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ ถ้าไม่มีวาไรตี้ใหม่ๆ ออกมาเลยคนก็จะรู้สึกไม่อยากกินซ้ำบ่อย และไปหาสินค้าใหม่ๆ ทดแทน

 

สวนทางกับทั้งสองแบรนด์ที่จะโฟกัสการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ไม่ค่อยสื่อสารการตลาดกับลูกค้ามากนัก ซึ่งอีกมุมต้องเข้าใจว่าแบรนด์ที่เป็นแฟรนไชส์นำเข้าจากต่างประเทศอาจจะมีกรอบบางอย่างที่ทำไม่ได้ 

 

ดังนั้นร้านค้าที่จะอยู่ได้ยาวๆ จะต้องมีกิจกรรมการตลาดรักษาฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง จะมีความเคลื่อนไหวทั้งเมนูและแคมเปญออกมาสื่อสารกับฐานลูกค้าในทุกๆ เดือน จึงทำให้กลุ่มลูกค้าคุ้นเคยกับแบรนด์และตัดสินใจซื้อได้ง่าย

 

เปิดเส้นทาง Gram Pancakes และ PABLO Cheesetart ก่อนโบกมือจากตลาดไทย 

 

หากย้อนไปเมื่อปี 2554 ‘เบียร์ ปิยะเลิศ’ ทายาทตระกูลใบหยก ได้ก่อตั้ง บริษัท พีดีเอส โฮลดิ้ง จำกัด หรือ PDS ขึ้นมา เพื่อดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรี พร้อมเดินหน้าซื้อแฟรนไชส์ร้านขนม PABLO Cheesetart ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงจากประเทศญี่ปุ่นมาเปิดสาขาในไทย และจากนั้นไม่นานนัก ได้ซื้อมาสเตอร์แฟรนไชส์ร้านขนม Gram Pancakes จากประเทศญี่ปุ่นมาเปิดสาขาในไทย 

 

เรียกได้ว่าเหมือนยกเอาร้านที่ญี่ปุ่นเข้ามาเลย เพราะทุกอย่างจะเหมือนกันหมดตั้งแต่คอนเซปต์ เมนู วัตถุดิบทุกอย่างนำเข้ามาจากญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งการตกแต่งร้าน จนทำให้ทั้งสองแบรนด์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ PABLO Cheesetart ที่มีกระแสของเมนูชีสทาร์ตจนสร้างปรากฏการณ์คนต่อคิวยาวเหยียด ซึ่งในช่วงนั้นบริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเปิดร้านทั้งหมด 10 สาขาเลยทีเดียว 

 

แต่ในช่วงปี 2565 บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ได้เข้าซื้อหุ้น 100% บริษัท PDS ต่อจากตระกูลใบหยก โดยเป็นดีลมูลค่า 110 ล้านบาท จนเป็นเจ้าของมาสเตอร์แฟรนไชส์ Gram Pancakes 5 สาขา และ PABLO Cheesetart 3 สาขา 

 

ในปีเดียวกันที่ VRANDA เข้ามาบริหารก็เจอกับโควิดพอดี ศูนย์การค้าปิดให้บริการ กระแสก็เริ่มซาลง ทั้งจากโควิดที่คนอยู่บ้าน คนหันมาสั่งอาหารผ่านช่องทางเดลิเวอรี แถมการแข่งขันสูง ผู้บริโภคมีทางเลือกใหม่มากขึ้น เห็นได้จากการเกิดขึ้นของร้านเครื่องดื่มและเบเกอรีที่เพิ่มขึ้นเหมือนดอกเห็ด โดยเฉพาะร้านขนมหวาน ทั้งชีสเค้ก แพนเค้ก น้ำแข็งเกล็ดหิมะ และแม้แต่ชานมไข่มุก ซึ่งถ้าใครไม่ปรับตัวก็อยู่ในตลาดได้ยาก

 

ถึงกระนั้น ในช่วงโควิดทั้งสองแบรนด์ได้ปรับกลยุทธ์เพิ่มเมนูใหม่ๆ ควบคู่กับการขยายช่องทางเดลิเวอรีให้เข้ากับเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภค และพยายามทำการตลาดกระตุ้นยอดขาย จนโควิดคลี่คลายลง บริษัทก็ได้ขยายร้าน Gram Pancakes 13 สาขา และร้าน PABLO Cheesetart 11 สาขา 

 

แต่ร้านก็ยังไปต่อได้ยาก เห็นได้จากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจร้านขนมหวานประมาณ 24 ล้านบาท ทำให้มีการทยอยปิดสาขาบางแห่งลง ทำให้เหลือร้าน Gram Pancakes เพียง 5 สาขา และร้าน PABLO Cheesetart เพียง 4 สาขา

 

ระหว่างนั้นบริษัทได้ปรับแผนการดำเนินงานเพื่อลดการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง โดยนับจากไตรมาส 1 ปี 2566 ได้ลดจำนวนสาขา Gram Pancakes และ PABLO Cheesetart ลง ก่อนจะบันทึกด้อยค่าที่ไม่ใช่เงินสดเพียงครั้งเดียวในไตรมาสที่ 4 ปี 2566 ซึ่งจะมีผลทำให้ในแต่ละไตรมาสของปี 2567 หยุดรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนธุรกิจร้านขนมหวานเฉลี่ยไตรมาสละประมาณ 8 ล้านบาท 

 

เรียกว่ายอมเฉือนเนื้อร้ายเพื่อรักษาเนื้อดี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 ถึงปัจจุบัน ทั้งสองแบรนด์เหลือสาขารวมกันเพียง 5 สาขา และเตรียมปิดกิจการในไทยภายในปีนี้

 

ถึงคราวปิดกิจการหลังขาดทุนสะสมกว่า 24 ล้าน

 

สำหรับผลประกอบการย้อนหลังของ บริษัท พีดีเอส โฮลดิ้ง จำกัด พบว่าขาดทุนสะสมต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่

 

ปี 2562 มีรายได้ 228 ล้านบาท ขาดทุน 33 ล้านบาท
ปี 2563 มีรายได้ 112 ล้านบาท ขาดทุน 10 ล้านบาท
ปี 2564 มีรายได้ 90 ล้านบาท ขาดทุน 7.8 ล้านบาท
ปี 2565 มีรายได้ 94 ล้านบาท ขาดทุน  8.8 ล้านบาท

 

จะเห็นได้ว่า หลังวิกฤตโควิดเราได้เห็นแบรนด์น้องใหม่ล้มหายตายจากไป เหลือแต่แบรนด์ที่สายป่านยาวพอเท่านั้นที่ยังคงอยู่ได้ท่ามกลางคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน

The post เกิดอะไรขึ้นกับ Gram Pancakes และ PABLO Cheesetart จากผู้สร้างปรากฏการณ์คิวยาวเหยียดเหมือนแจกฟรี สู่วันที่ปิดกิจการ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Yum! Brands เชนฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่เร่งกอบกู้ยอดขาย หลังแบรนด์หลักยอดขายต่ำกว่าเป้า รับพิษสงครามยืดเยื้อ https://thestandard.co/yum-brands-accelerate-to-recover-sales/ Thu, 08 Feb 2024 11:34:53 +0000 https://thestandard.co/?p=897622

โจทย์ใหญ่ของ Yum! Brands เชนฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่ คือต้องเ […]

The post Yum! Brands เชนฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่เร่งกอบกู้ยอดขาย หลังแบรนด์หลักยอดขายต่ำกว่าเป้า รับพิษสงครามยืดเยื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โจทย์ใหญ่ของ Yum! Brands เชนฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่ คือต้องเร่งกอบกู้ยอดขาย หลังแบรนด์ KFC ตามด้วย Taco Bell และ Pizza Hut สร้างยอดขายต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ จากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

 

David Gibbs ซีอีโอของ Yum! Brands กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 1 ยอดขายของบริษัทต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ จากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงตลาดในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเราคาดการณ์ว่าปัจจัยดังกล่าวจะมีผลต่อรายได้บริษัทลากยาวไปจนถึงปลายปี

 

เมื่อเจาะมาถึงแบรนด์ Pizza Hut ยอดขายรายไตรมาสของสาขาเดิมในสหรัฐอเมริกาลดลง 4% ต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ขณะที่ยอดขายจากสาขาในต่างประเทศอยู่ในระดับทรงตัว เห็นได้ชัดว่ายอดขายที่ลดลงในบางตลาดเป็นผลมาจากสงครามอิสราเอลและฮามาส หลังจากที่นักเคลื่อนไหวบางคนเรียกร้องให้แบรนด์คว่ำบาตรแฟรนไชส์ในอิสราเอล

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ส่วนยอดขายของ KFC เพิ่มขึ้น 2% แต่ก็ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ว่าไตรมาส 1 จะเติบโตอยู่ที่ 4.7% หรือแม้แต่ Taco Bell ยอดขายจากสาขาเดิมเติบโตอยู่ที่ 3% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ว่าจะเติบโตอยู่ที่ 3.8%

 

ทั้งนี้ ทีมผู้บริหารก็เตรียมปรับกลยุทธ์ รวมทั้งเปิดตัวโปรดักต์ใหม่และสร้างโปรแกรมความภักดีระหว่างแบรนด์และลูกค้าเพื่อฟื้นฟูยอดขายให้เติบโตต่อเนื่อง

 

โดยทิศทางการดำเนินงานในปี 2024 Yum! Brands ยืนยันว่าจะมีสาขาร้านอาหารในเครือมากกว่า 60,000 แห่ง โดย KFC จะมีสาขามากกว่า 30,000 แห่ง และ Pizza Hut จะมีสาขามากกว่า 20,000 แห่ง

 

ถึงกระนั้นรายได้หลักของบริษัทคือการเก็บค่าแฟรนไชส์ โดยจะไม่เน้นเปิดร้านอาหารเอง เพื่อประหยัดต้นทุน ลดความเสี่ยง รวมถึงลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาขาและพนักงานลง และแน่นอนว่าผู้ซื้อสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์จากบริษัทจะต้องแบกรับภาระต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมด โดยปัจจุบันตามข้อมูลแบรนด์ KFC และ Pizza Hut เป็นร้านของแฟรนไชส์ถึง 99% และ Taco Bell อยู่ที่ 95% นั่นทำให้ Yum! Brands แทบจะไม่ได้รับความเสี่ยงจากต้นทุนและเงินเฟ้อเลย

 

สำหรับ Yum! Brands ในประเทศไทย ดำเนินงานภายใต้บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ทำหน้าที่บริหารแบรนด์ทั้ง KFC, Pizza Hut และ Taco Bell

 

อ้างอิง:

The post Yum! Brands เชนฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่เร่งกอบกู้ยอดขาย หลังแบรนด์หลักยอดขายต่ำกว่าเป้า รับพิษสงครามยืดเยื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัยรุ่นสร้างตัว Gen Y และ Z ของไทยจะมีบ้านยากขึ้น เมื่อแบงก์เข้มปล่อยกู้บ้านต่ำกว่า 3 ล้าน! บ้านมือสองอาจเป็นทางออก https://thestandard.co/homeownership-gen-y-gen-z-tougher/ Thu, 08 Feb 2024 01:05:42 +0000 https://thestandard.co/?p=897281

แม้ทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีแนวโน้มเติบโตจากคา […]

The post วัยรุ่นสร้างตัว Gen Y และ Z ของไทยจะมีบ้านยากขึ้น เมื่อแบงก์เข้มปล่อยกู้บ้านต่ำกว่า 3 ล้าน! บ้านมือสองอาจเป็นทางออก appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีแนวโน้มเติบโตจากคาดการณ์ของอัตราดอกเบี้ยขาลง การท่องเที่ยวฟื้นตัว และจะเป็นปีที่ผู้เล่นรายใหญ่ๆ เปิดตัวโครงการใหม่เพิ่ม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการระดับลักชัวรี สวนทางกับกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่ธนาคารยังเข้มงวดในการปล่อยกู้ สะท้อนได้ว่าปี 2024 ยังเป็นอีก 1 ปีที่คนรายได้น้อยแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงบ้านและคอนโดได้เลย 

 

พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ความต้องการซื้อบ้านหรือแม้แต่คอนโดไม่เคยลดลง เพียงแต่ในช่วงที่เศรษฐกิจ กำลังซื้อ และอัตราดอกเบี้ยไม่ค่อยดีมากนัก คนก็จะไม่อยากตัดสินใจซื้อ และปีนี้บ้านจะคึกคักแค่กลุ่มบนในบางทำเลอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต ซึ่งมีหลายพื้นที่ที่พอไปได้ ส่วนคอนโดตามแนวรถไฟฟ้ายังเหลือว่างจำนวนมาก แต่ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้หลายๆ ค่ายก็ไม่ได้ลดราคาลง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สถาบันการเงินเข้มปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท

 

ย้อนไปช่วงโควิดปี 2020 ตลาดอสังหาริมทรัพย์นิ่งไป 3-4 เดือน แต่กลับพบว่าบ้านแนวราบขายดีกว่าคอนโด ทำให้ในปี 2564 ผู้เล่นในตลาดทุกค่ายแห่มาสร้างบ้านและมาค้นพบว่าบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท สถาบันการเงินไม่ค่อยปล่อยสินเชื่อ ถ้าเทียบกับบ้านราคาระดับ 5 ล้านบาทขึ้นไปจะปล่อยง่ายกว่า 

 

กระทั่งมาปี 2022 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะรายใหญ่หันไปสร้างบ้านเดี่ยวราคา 50 ล้านขึ้นไปออกมาเต็มตลาด เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนและปรากฏว่าขายดีมาก ซึ่งสถาบันการเงินก็ต้องการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ต้องการจะซื้อด้วยเงินสด ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อยู่ในระดับ All Time High ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และในปี 2024 ก็ยังเน้นสร้างที่อยู่อาศัยในราคาระดับลักชัวรี โฟกัสทำเลที่มีศักยภาพทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

 

โอกาสที่วัยรุ่น Gen Y และ Gen Z จะมีบ้าน-คอนโดน้อยลง 

 

สวนทางกับตลาดที่อยู่อาศัยทั้งบ้านและคอนโดราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เริ่มทำตลาดได้ยากเพราะลูกค้าไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ตอนนี้จึงมีปัญหาว่าความต้องการของคนที่กำลังซื้อน้อย โดยเฉพาะวัยรุ่นสร้างตัวอย่าง Gen Y และ Gen Z ที่ต้องการมีบ้านหรือคอนโดก็ถือว่ายาก เพราะสถาบันการเงินไม่ได้พิจารณาแค่ว่าเราทำงานอะไร แต่เช็กถึงผลประกอบการบริษัทที่เราทำงานอยู่ มีการยื่นงบขาดทุนหรือไม่ ถ้ามีงบขาดทุนติดต่อกันถึง 2 ปีจะไม่ให้กู้

 

ทั้งนี้ สถาบันการเงินต้องระมัดระวังเพราะหนี้เสียเริ่มเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่สถาบันการเงินต้องพิจารณาเรื่องอัตราเงินกู้และเงินฝากที่ต่างกันมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารพาณิชย์จะลดดอกเบี้ยเงินฝากแต่ไม่ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้ธุรกิจที่กำลังต้องการเงินหมุนเพื่อจะฟื้นตลาดขาล่างขึ้นไปเริ่มยากลำบาก 

 

บ้านมือสองเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนรายได้น้อย

 

เช่นเดียวกับ โสภณ พรโชคชัย นักวิชาการด้านอสังหาริมทรัพย์การประเมินค่าทรัพย์สิน ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2024 ยังมีแนวโน้มเติบโต โดยเฉพาะคอนโดและกลุ่มบ้านเดี่ยวราคา 5-10 ล้านบาท เป็นกลุ่มใหญ่ที่มีการสร้างมากที่สุด โดยทำเลที่มีศักยภาพนอกจากกรุงเทพฯ แล้วยังมีชลบุรี ระยอง ขอนแก่น ตามด้วยเชียงใหม่และภูเก็ต ปัจจัยบวกมาจากเศรษฐกิจไทยในปี 2567 น่าจะเติบโตประมาณ 3-4% ถ้าเทียบกับปี 2566 ที่เติบโตเพียง 1-2% 

 

แต่อีกด้านหนึ่งโครงการบ้านหรือคอนโดราคาเริ่มต้น 2-3 ล้านที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางไปจนถึงล่าง ต้องเผชิญปัญหาจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก แน่นอนว่าเมื่อมีข้อจำกัดของจำนวนคนซื้อ ผู้เล่นรายใหญ่ๆ ก็หันไปโฟกัสการสร้างโครงการระดับลักชัวรี 

 

ขณะที่ตลาดบ้านมือสองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนที่กำลังซื้อน้อย เพราะบ้านมือสองจะถูกกว่าบ้านมือหนึ่งประมาณ 20% และส่วนใหญ่อยู่ในโลเคชันที่ดี 

 

คอนโดราคา 3-5 ล้านบาท ขนาดห้อง 35 ตารางเมตร ขายดีที่สุด

 

ด้าน ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่หลายค่ายรุกหนักในครึ่งปีแรก เพราะทุกคนเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยจะดีกว่าปีที่แล้ว รวมถึงเม็ดเงินต่างๆ จากภาครัฐเริ่มชัดเจนขึ้น จะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2567 คึกคักขึ้นแน่นอน 

 

แต่อีกด้านต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาศุภาลัยจะเน้นลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังเป็นหลัก เพราะเราประเมินว่าปัญหาการกู้ซื้อบ้านไม่ผ่านของลูกค้ายังมีอยู่ ที่ผ่านมาบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทธนาคารปล่อยกู้ยากมาก เราจึงมาเน้นทำเซ็กเมนต์ระดับบนราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนคอนโดเราก็ยังพยายามโฟกัสลูกค้าระดับกลางเพราะซื้อง่าย โอนคล่อง เห็นได้จากที่ผ่านมาคอนโดราคา 3-5 ล้านบาท ขนาดห้อง 35 ตารางเมตร จะขายดีสุด

 

ยอดปฏิเสธสินเชื่อในตลาดบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทเพิ่มขึ้น

 

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) กล่าวว่า ยอดปฏิเสธสินเชื่อในตลาดบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทเพิ่มขึ้น เพราะสถาบันการเงินกังวลว่ากลุ่มคนเหล่านี้อาจไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระได้ 

 

อีกทั้งตัวเลขของเครดิตบูโรอาจทำให้คนมีความกังวลว่ากลุ่มระดับกลางไปจนถึงล่างจะได้รับผลกระทบเรื่องของหนี้ที่ผิดชำระ

 

ดังนั้นเราเชื่อว่าในระบบสถาบันการเงินไม่ปล่อยให้ตัว NPL พุ่งขึ้นสูง ต้องสกัดตั้งแต่ต้นทางที่มีอยู่ 2 ส่วน คือการปล่อยหนี้ใหม่ต้องเข้มงวดมากขึ้น และต้องควบคุมกลุ่มที่กู้แล้วให้จ่ายชำระตรงเวลาที่กำหนด 

 

ส่วนตัวมองว่าปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อจะไปกระทบกับประชาชนมากกว่า เพราะกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่สูงมากและอยากมีที่อยู่อาศัยก็ค่อนข้างเข้ายาก ซึ่งต้องมีเครดิตดีมากจริงๆ ถึงจะได้รับการปล่อยสินเชื่อ 

 

นอกจากนี้ แม้ดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น แต่ดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยก็อาจปรับขึ้นบ้าง แต่จะไม่เท่ากับความถี่ของสินเชื่อนโยบาย ดังนั้น ทำให้กำลังซื้อและความสามารถในการผ่อนชำระลดลง กู้ได้น้อยลง และถ้าจะผ่อนค่างวดก็ผ่อนมากขึ้นถ้าจำนวนเงินกู้เท่าๆ กัน

 

เมื่อถามต่อไปว่า จากการคาดการณ์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าแบงก์ชาติจะลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าหากเกิดการลดดอกเบี้ยจะมีผลดี-เสียอย่างไรบ้าง 

 

ดร.วิชัยกล่าวว่า ในเรื่องที่อยู่อาศัยการลดดอกเบี้ยเป็นผลดีต่อผู้ซื้อ และจะมีทางเลือกซื้อบ้านราคาสูงได้เพิ่มขึ้น และการลดดอกเบี้ยทำให้ภาพรวมของการลงทุนหรือการทำธุรกิจขยับต้นทุนลงไปด้วย และจะเกิดการจ้างงาน ทำให้คนที่ซื้อบ้านรวมถึงคนที่กำลังคิดจะซื้อบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น และภาพรวมเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น 

 

ส่วนปัจจัยลบคงต้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศ ว่าส่วนต่างดอกเบี้ยห่างกันมากหรือไม่ เพราะถ้าห่างกันมากจะทำให้เกิดข้อจำกัดอะไรบางอย่าง ตลาดทุนก็จะได้รับผลกระทบและภาพรวมเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดี 

The post วัยรุ่นสร้างตัว Gen Y และ Z ของไทยจะมีบ้านยากขึ้น เมื่อแบงก์เข้มปล่อยกู้บ้านต่ำกว่า 3 ล้าน! บ้านมือสองอาจเป็นทางออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้บัตรคอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติจะราคาสูงปรี๊ด! สวนทางคอนเสิร์ตไทยที่เพิ่มราคาไม่ได้แม้ต้นทุนพุ่ง จึงต้องทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายสุด https://thestandard.co/concerts-and-music-festivals/ Tue, 06 Feb 2024 13:09:13 +0000 https://thestandard.co/?p=896796

เปิดปี 2024 การจัดคอนเสิร์ตและงานมิวสิกเฟสติวัลทั้งศิลป […]

The post แม้บัตรคอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติจะราคาสูงปรี๊ด! สวนทางคอนเสิร์ตไทยที่เพิ่มราคาไม่ได้แม้ต้นทุนพุ่ง จึงต้องทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดปี 2024 การจัดคอนเสิร์ตและงานมิวสิกเฟสติวัลทั้งศิลปินไทยและต่างประเทศคึกคักอย่างมาก เรียกว่าทั้งปีมีมากกว่า 30 งาน แต่ฝั่งผู้จัดก็มีความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนการจัดงานที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางปัญหากำลังซื้อที่ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ ไม่เว้นแม้แต่ GMM SHOW ผู้จัดงานคอนเสิร์ตรายใหญ่ ภายใต้จีเอ็มเอ็ม มิวสิค

 

THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม Senior Executive Vice President – Showbiz หน่วยงาน GMM SHOW บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด มาฉายภาพถึงทิศทางอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตในปี 2024

 

โดยป๋าเต็ดเริ่มเล่าว่า ปีนี้จะมีความคึกคักมากขึ้น แทบจะเรียกว่าคือโอเวอร์ซัพพลาย เห็นได้จากตารางการจัดคอนเสิร์ตทั้งไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Music Festival หรือแม้แต่ K-Pop เองก็ตาม

 

ย้อนกลับไปในปี 2023 สถานการณ์คอนเสิร์ตเริ่มกลับมากระจุกอยู่ในครึ่งปีหลัง ผู้จัดหลายๆ งานประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะจัดงานไหนบัตรก็ Sold Out และจะเห็นว่าปีที่แล้วมีผู้จัดหน้าใหม่กระโดดเข้ามาในตลาดมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งความท้าทายยังมีรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และต้นทุนการจัดงานที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สะท้อนให้เห็นภาพว่าหากผู้จัดไม่แข็งแกร่งพอก็จะอยู่ในตลาดค่อนข้างลำบาก ที่สำคัญจะทำให้ภาพของปีนี้ยิ่งชัดขึ้นไปอีก ซึ่งปีที่แล้วเคยพูดเอาไว้ว่าเทรนด์การจัดงานคอนเสิร์ตจะไม่เหลือรูปแบบงานสเกล M แล้ว แต่จะเหลือเฉพาะงานสเกล S และ L หมายความว่าในสิ่งที่ทำหรือคอนเสิร์ตที่จะจัดต้องชัดเจนมาก ถ้าไม่จัดขนาดเล็กความจุคนดูประมาณ 300-400 คน ชูความแตกต่างและแหวกแนวมากๆ ก็ต้องจัดใหญ่และโดดเด่นที่สุดไปเลย แต่เมื่อไรที่จัดงานขนาดกลางๆ ก็ไม่โดดเด่น ท่ามกลางการแข่งขันสูง กลุ่มคนดูก็ต้องเลือกไปดูอย่างอื่น

 

 

ความท้าทายของเงินในกระเป๋าคนดู-ต้นทุนจัดงานสูง แต่ขึ้นราคาบัตรไม่ได้

 

ป๋าเต็ดสะท้อนมุมมองว่า ในปี 2024 จะเห็นงานคอนเสิร์ตสเกลใหญ่ระดับโลก และจะมาพร้อมกับราคาบัตรที่เพิ่มขึ้นมหาศาล โดยเฉพาะบัตรคอนเสิร์ตจากต่างประเทศ มีระดับราคาตั้งแต่ 5,000 ไปจนถึง 10,000 บาท

 

“จริงๆ แล้วต้นทุนคอนเสิร์ตต่างประเทศสูงมาตั้งแต่ต้นทางแล้ว ซึ่งถ้าเรามองดูราคาบัตรที่เป็นมาตรฐานของวันนี้ แปลว่าการทำราคาเพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าตัวศิลปิน Production แทบจะไม่มีข้อจำกัด อยู่ที่ว่าตัวผู้จัดสามารถให้ในสิ่งที่คนดูคาดหวังได้มากน้อยแค่ไหน”

 

ขณะที่คอนเสิร์ตในไทยเองราคายังอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ ต้องยอมรับว่าเป็นความท้าทาย เพราะวันนี้ต้นทุนการจัดงาน ค่าตัวศิลปิน ฝ่ายผลิต ค่าเช่าพื้นที่ เพิ่มขึ้นกว่า 10% เราก็ต้องพยายามบาลานซ์ราคา และต้องเข้าใจปัญหาต่างๆ ที่ทุกคนได้รับผลกระทบเรื่องกำลังซื้อมาตลอด คงไม่ใช่โอกาสที่จะมาขึ้นราคาบัตร แต่สิ่งที่ต้องทำคือหาแนวทางให้ผู้คนตัดสินใจซื้อได้ง่ายที่สุดมากกว่า

 

คนไทยดูคอนเสิร์ตเฉลี่ย 2 ครั้งต่อปี

 

อีกทั้งปัจจุบันคนไทยจะดูคอนเสิร์ตเฉลี่ย 2 ครั้งต่อปี แน่นอนว่าท้าทายมาก เพราะเรามีทั้งคู่แข่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ GMM SHOW ต้องทำคือต้องดึงกลุ่มคนดูให้ได้ 2 ครั้ง หรือ 1 ครั้ง ควบคู่ไปกับการเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค และต้องแยกให้ได้ว่าในจำนวนการดูคอนเสิร์ต 2 ครั้ง ส่วนใหญ่แล้วมีโปรดักต์หรือเทรนด์ไหนบ้างที่ตอบโจทย์

 

สเต็ปถัดไปเมื่อดึงคนกลุ่มนี้มาได้หมดแล้วต้องเริ่มสร้างโปรดักต์ใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่ยังไม่เคยมาเป็นลูกค้าเรา โดยเมื่อปีที่แล้วเราเริ่มงานแฟนมีตของศิลปินเกาหลีใต้ ซึ่งยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ปีนี้จะรุกหนักมากขึ้น

 

เตรียม Music Festival มากกว่า 7 งาน ยิงยาวถึงปลายปี

 

สิ่งที่น่าสนใจคือทิศทางของ GMM SHOW เน้นจัดงานสเกลใหญ่ระดับ 1-2 หมื่นคนขึ้นไป เพราะอยากให้ GMM SHOW เป็นธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่แค่แพสชันโปรเจกต์ แม้ทุกอย่างจะเกิดจากแพสชัน แต่ต้องทำให้เป็นธุรกิจด้วย ที่ผ่านมาจัดกันมาหลายงาน ไอเดียงานที่เกิดขึ้นมาจากการรวบรวมข้อมูล Data ซึ่งมีการแบ่งกลุ่มแฟนคลับแบบแคชชวลไปจนถึงแฟนคลับระดับสาวก

 

ทั้งหมดจะทำให้รู้ว่าในแต่ละคอนเสิร์ตจะวาง Positioning แบบไหน ต้องจัดที่ไหน จะขายบัตรช่วงไหน หรือจะขายกี่ใบ เมื่อรู้ข้อมูลแล้วก็จะนำมาวางแผนการจัดงานภายใต้คอนเซปต์ที่เหมาะสม เพื่อให้รองรับความต้องการของผู้บริโภคได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่บุกหนักมากคือ Music Festival ที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ที่ผ่านมาเราเริ่มทำ Festival หลายๆ งาน อาจจะเกิดคำถาม จะมีการแย่งคนดูกันบ้างหรือไม่ แต่เมื่อลองหาข้อมูลพบว่ามีช่องว่างตลาดอยู่มาก ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา หาดใหญ่ ทุกจังหวัดความต้องการของลูกค้าจะไม่เหมือนกันเลย

 

 

สำหรับงานคอนเสิร์ตในปี 2024 คอนเสิร์ตที่เพิ่งจบไปคือ Rock Mountain ที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตามด้วยเฉียงเหนือเฟส 2 ส่วนงานที่กำลังจะมาถึงมีตั้งแต่ พุ่งใต้เฟส จังหวัดสงขลา, นั่งเล 3 จังหวัดเพชรบุรี, Water War Chiang Mai จังหวัดเชียงใหม่ และ Rock On The Beach 2024 จังหวัดระยอง ตามด้วย Big Mountain Music Festival จังหวัดนครราชสีมา ทุกๆ งานเป็นเทศกาลดนตรี แม้ไลน์อัพจะคล้ายๆ กัน แต่มีรายละเอียดที่น่าสนใจแตกต่างกัน

 

เทรนด์คนรุ่นใหม่เลือกคอนเสิร์ตที่ดูแล้วคุ้มค่า

 

ขณะเดียวกัน ศักดิ์สกุล แก้วมาตย์ Vice President – Showbiz Promoter ทีม Idea Fact หน่วยงาน GMM SHOW บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด กล่าวต่อกับ THE STANDARD WEALTH ว่าเทรนด์การดูคอนเสิร์ตของคนรุ่นใหม่จะเลือกดูคอนเสิร์ตแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

 

“ที่ผ่านมาบริษัทมีการทำผลสำรวจ พบว่าในหนึ่งคนจะตัดสินใจดูคอนเสิร์ตประมาณ 2-3 ครั้ง เนื่องจากข้อจำกัดการดูคอนเสิร์ตนั้นมีค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่ค่าบัตรคอนเสิร์ต และยังมีปัจจัยอื่นๆ ทั้งการเดินทางและค่าที่พัก ดังนั้นหลายคนจึงเลือกไปในงานที่ชื่นชอบจริงๆ”

 

นอกจากฐานคนดูจะเลือกมากขึ้นแล้ว ความต้องการก็จะสูงและมองถึงความคุ้มค่าด้วย เช่น ในบางงานมีศิลปิน 30-40 คน แต่อีกงานมีศิลปิน 10 คน แน่นอนว่าคนดูจะเลือกงานที่คุ้มค่ากว่า ในฐานะของผู้จัดงานก็ต้องปรับวิธีการแนวทางโปรโมตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้ามากขึ้น

 

 

โปรดักต์ใหม่ ‘Water War Chiang Mai’ เริ่ม Success ต่อขยายไปต่างจังหวัด

 

สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของผู้จัดที่ต้องคิดโปรดักต์ใหม่อยู่เป็นระยะๆ โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราได้เริ่มประเดิมจัดงาน ‘Water War Chiang Mai’ ในจังหวัดเชียงใหม่ ในรูปแบบการจับมือกับผับบาร์มารวมอยู่ในงาน ซึ่งถือเป็นงานปาร์ตี้สงกรานต์ที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ และที่เห็นได้ชัดคือผู้เข้าร่วมงานในช่วงสงกรานต์เป็นคนกรุงเทพฯ และส่วนใหญ่แล้วจะมาซื้อบัตรหน้างาน สำหรับปีนี้เราเตรียมยกทัพไลน์อัพ 9 ศิลปินชื่อดัง จัดในวันที่ 13 เมษายน 2024

 

จากนี้เรามองไปถึงการขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ซึ่งอยู่ในช่วงศึกษาการทำตลาด โดยเป็นไปได้ทั้งในจังหวัดที่เป็นหัวเมืองหลักและเมืองรอง เพราะในแต่ละจังหวัดมีการจัดงานสงกรานต์อยู่แล้ว เชื่อว่าในจังหวัดต่างๆ จะให้การตอบรับที่ดี

 

 

จัดงานในต่างจังหวัด ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มหาศาล

 

ในมุม GMM SHOW การที่เราจัดงานในต่างจังหวัดจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในจังหวัดนั้นๆ ถ้ามองในมุมค่าใช้จ่ายของคนหนึ่งคน เริ่มตั้งแต่ค่าตั๋ว 1,600 บาท แต่จ่ายค่าที่พักเฉลี่ยถึง 2,000 บาท ยังไม่รวมค่าเดินทาง ค่ากินและค่าดื่ม ดังนั้นในหนึ่งคนจะมีงบใช้จ่ายในงานคอนเสิร์ตรวมๆ แล้วประมาณ 40% และอีก 60% จะใช้กับธุรกิจรอบๆ พื้นที่จัดงาน

 

ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงจัดคอนเสิร์ตมหาศาล โดยปีที่ผ่านมาทีมการตลาดได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับหอการค้าในแต่ละจังหวัด ก่อให้เกิดโมเดลใหม่ๆ ที่มีความยั่งยืนมากขึ้น

The post แม้บัตรคอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติจะราคาสูงปรี๊ด! สวนทางคอนเสิร์ตไทยที่เพิ่มราคาไม่ได้แม้ต้นทุนพุ่ง จึงต้องทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
12 ปี ‘เมกาบางนา’ ลูกค้ามาเดินแล้ว 550 ล้านคน ปี 2023 มีคนมาเดินไม่ต่ำกว่าวันละ 1.2 แสนคน https://thestandard.co/550-million-customers-went-mega-bangna/ Mon, 05 Feb 2024 11:28:16 +0000 https://thestandard.co/?p=896351

ถึงวันนี้การทำให้ศูนย์การค้าเป็นคอมมูนิตี้นั้นถือเป็นหั […]

The post 12 ปี ‘เมกาบางนา’ ลูกค้ามาเดินแล้ว 550 ล้านคน ปี 2023 มีคนมาเดินไม่ต่ำกว่าวันละ 1.2 แสนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึงวันนี้การทำให้ศูนย์การค้าเป็นคอมมูนิตี้นั้นถือเป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ ‘ศูนย์การค้าเมกาบางนา’ ในปี 2024 ได้ทุ่มงบการตลาด 200 ล้านบาท สร้างคอมมูนิตี้ พร้อมจัดงานอีเวนต์กว่า 13 งาน หวังเพิ่มประสบการณ์ใหม่ ดึงกลุ่มลูกค้าครอบครัวและคนรักสัตว์เลี้ยง ตั้งเป้าทราฟฟิกเติบโตทั้งปีกว่า 10%

 

“เปิดปี 2024 เราเริ่มเห็นทิศทางความสำเร็จ จากการยกระดับประสบการณ์ในศูนย์การค้า ทั้งการเปิดตัวของร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ โดยในปีที่ผ่านมาเรามีการเปิด Nike Flagship Store และ New Balance เข้ามาเสริมกับร้านอื่นๆ พร้อมกับดึงร้านอาหารใหม่ๆ ที่อยู่ในกระแสเข้ามา ทำให้เราได้ลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น และส่วนใหญ่พฤติกรรมลูกค้ากว่า 80% จะเข้ามารับประทานอาหารในศูนย์การค้า” วรรณวิมล อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าเมกาบางนากล่าว

 

พร้อมเดินหน้าตอกย้ำแนวคิดและวิสัยทัศน์ ‘Your Everyday Meeting Place’ ทำให้ศูนย์มีความทันสมัยและตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม จึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาพฤติกรรมลูกค้าที่ใช้บริการภายในศูนย์ฯ เพื่อนำมาดีไซน์กิจกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง และร่วมมือกับผู้เช่าสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ตรงใจมากขึ้น

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จากผลสำรวจที่ผ่านมา เมกาบางนาเล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ทั้งที่มาจาก Catchment Area และลูกค้าที่เป็น Brand Lover รวมถึงผู้ที่สนใจมาเข้าร่วมกิจกรรมทางการตลาดของศูนย์ฯ ทำให้ในปี 2567 เมกาบางนาตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยเน้นไปที่คอมมูนิตี้ใหม่ๆ เฉพาะกลุ่มมากขึ้น เพราะวันนี้ศูนย์การค้าไม่ได้เน้นแค่ให้คนเข้ามาจับจ่ายเท่านั้น แต่จะต้องเข้ามาร่วมกิจกรรมได้ด้วย โดยกิจกรรมที่เพิ่มเข้ามารองรับกลุ่ม เช่น Younger Customers ตามด้วย Pet Lover เทรนด์สัตว์เลี้ยงที่กำลังมาแรง เห็นได้จากวันนี้คนนิยมเลี้ยงสัตว์เป็นลูก ทางศูนย์ก็มีทั้งพื้นที่และร้านค้าเพื่อให้ลูกค้านำสัตว์เลี้ยงเข้ามาใช้บริการในศูนย์ได้ 

 

นอกจากนี้ยังยกระดับสมาชิก เมกา สไมล์ รีวอร์ดส เป็นโปรแกรมสะสมคะแนนสำหรับลูกค้า ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 360,000 คน ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จอยู่ที่ 4,500 บาทขึ้นไป และมีอัตราการใช้งานอยู่ที่ 35% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป ขณะที่ เมกา สไมล์ คิดส์ มอบสิทธิประโยชน์ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี มีสมาชิกกว่า 12,000 คน รวมถึงการพัฒนาทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าและกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายใหม่ๆ

 

ทั้งนี้ปัจจุบันศูนย์การค้าเมกาบางนาดำเนินธุรกิจก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ตั้งแต่วันนั้นเมกาบางนารองรับลูกค้ามากกว่า 550 ล้านคน โดยในปี 2023 ที่ผ่านมามีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนคนต่อวันในวันธรรมดา และมากกว่า 2.2 แสนคนต่อวันในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากปี 2022 คิดเป็น 10% ส่วนใหญ่มาเพื่อรับประทานอาหาร 32% ตามด้วยช้อปปิ้งสินค้าไลฟ์สไตล์ และ 23% มาซื้อของตกแต่งบ้าน และในกลุ่มนี้ 53% เป็นกลุ่มครอบครัว และ 78% ใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางมาที่เมกาบางนา

The post 12 ปี ‘เมกาบางนา’ ลูกค้ามาเดินแล้ว 550 ล้านคน ปี 2023 มีคนมาเดินไม่ต่ำกว่าวันละ 1.2 แสนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เดอะมอลล์’ ควัก 160 ล้านบาท โหมแคมเปญตรุษจีน ดึงนักช้อปเชื้อสายจีนดันทราฟฟิกและยอดจับจ่ายโต 20-30% https://thestandard.co/the-mall-invested-160mb-chinese-new-year/ Thu, 01 Feb 2024 02:39:39 +0000 https://thestandard.co/?p=894612 เดอะมอลล์ ตรุษจีน

‘เดอะมอลล์’ ทุ่ม 160 ล้านบาท โหมแคมเปญ HAPPY CHINESE NE […]

The post ‘เดอะมอลล์’ ควัก 160 ล้านบาท โหมแคมเปญตรุษจีน ดึงนักช้อปเชื้อสายจีนดันทราฟฟิกและยอดจับจ่ายโต 20-30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดอะมอลล์ ตรุษจีน

‘เดอะมอลล์’ ทุ่ม 160 ล้านบาท โหมแคมเปญ HAPPY CHINESE NEW YEAR 2024 : JOY LUCK LOVE เฮงไม่หยุดฉุดไม่อยู่ รับโชคฉลองตรุษจีน สินค้าลดราคาสูงสุด 50% พร้อมจัดงานอีเวนต์ยกทัพดาราศิลปิน-พญาเทพมังกรเสริมสิริมงคล ดึงนักช้อปรับตรุษจีน มั่นใจดันทราฟฟิกและยอดจับจ่ายโต 20-30%

 

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณดีขึ้น เห็นได้จากข้อมูลกระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศ GDP โตขึ้น 3.2% โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวไทย จะเห็นว่านักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เราคาดการณ์ว่าทิศทางไตรมาสแรกของปี ธุรกิจรีเทลมีแนวโน้มการเติบโตดีขึ้นจากปัจจัยบวกต่างๆ ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากโครงการช้อปคืนภาษี Easy e-Receipt 

 

เรียกได้ว่าในช่วงปีใหม่และเทศกาลตรุษจีนจะเป็นโค้งสุดท้ายของการจับจ่าย เช่นเดียวกับบรรยากาศของเทศกาลตรุษจีนปี 2567 ที่จะมีความคึกคักเพราะเป็นเทศกาลสำคัญที่คนไทยเชื้อสายจีนออกมาจับจ่ายใช้สอย และน่าจะมีการจับจ่ายสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สำหรับปีนี้เดอะมอลล์ กรุ๊ป ทุ่มงบประมาณ 160 ล้านบาท ทำการตลาดผ่านกลยุทธ์ Happy Traditions โดยนำสิ่งที่ได้จากการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านกิจกรรมและงานอีเวนต์ 

 

เริ่มตั้งแต่เดอะมอลล์ บางกะปิ ส่วนใหญ่ฐานลูกค้าจะเป็นวัยรุ่นอายุน้อย วัยทำงาน จึงจะเน้นจัดแสดงโชว์กิจกรรมผ่านดาราและศิลปิน พร้อมตกแต่งด้วยพญามังกรสีเขียว ตัวแทนพญาเทพมังกรแห่งพสุธา บริเวณทางเข้าศูนย์การค้า ให้ลูกค้าได้ลอดท้องมังกร เสริมสิริมงคล รับความโชคดีตลอดทั้งปี

 

ตามด้วยสาขาเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ได้เตรียมตัวแทนพญาเทพมังกร ที่ ดร.คฑา ชินบัญชร ได้ทำพิธีอัญเชิญมาจากฮ่องกง และสักการะเทพเจ้ากว่า 15 องค์ ส่วนบางแคในย่านนั้นส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าเชื้อสายจีนจำนวนมาก จึงมีการจัดงานขายอาหารมากกว่าสาขาอื่นๆ ที่สำคัญทุกๆ สาขาจะมีตลาดขายอาหาร ชุดเซ่นไหว้ อาหารมงคล ของเสริมสิริมงคล และสินค้าคอลเล็กชันพิเศษในช่วงตรุษจีน เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า และยังมีการแสดงเชิดสิงโต-มังกร ชิงเงินรางวัล และโชว์ศิลปวัฒนธรรมจีนมาสร้างสีสันในทุกสาขา 

 

เรียกได้ว่าในแต่ละสาขาจะมีสไตล์ของงานที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ต่างๆ อย่างครอบคลุม

 

ตามด้วยกลยุทธ์ Joyful Retailtainment Experience เน้นการสร้างประสบการณ์แบบ O2O จากการสร้างเอ็นเกจเมนต์จากโลกออฟไลน์สู่โลกออนไลน์ โดยปีนี้จะมีการใช้เทคโนโลยี AR ตามรอยพญาเทพอัคราสวรรค์ ลุ้นรับเครื่องรางเสริมมงคล สร้างเอ็นเกจเมนต์ผ่านแอปพลิเคชัน M Card ด้วย AR Journey ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน

 

“เราเชื่อว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ามาจับจ่ายใช้สอยในช่วงตรุษจีนปีนี้ และจะเพิ่มจำนวนทราฟฟิกให้กับศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์กว่า 20% คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดการจับจ่ายภายในศูนย์ฯ ประมาณ 20-30%” ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด เดอะมอลล์ กรุ๊ป ย้ำ

 

นอกจากนี้ ภายในศูนย์การค้ายังมีการจัดแคมเปญเช่นกัน อีกทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับ Easy e-Receipt ที่จะสิ้นสุดลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เดอะมอลล์จึงค่อนข้างเร่งจัดแคมเปญและโปรโมชัน เพื่อรองรับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรอจับจ่ายในช่วงโค้งสุดท้าย 

“ที่ผ่านมาในช่วงที่รัฐบาลมีมาตรการช้อปดีมีคืน เริ่มเห็นว่าพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้าจะเลือกจับจ่ายซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ในช่วงเริ่มต้นของมาตรการและจะมารออีกครั้งในช่วงโค้งสุดท้าย เนื่องจากเป็นช่วงที่หลายๆ คนได้รับโบนัสและเงินอั่งเปา เราจึงตั้งเป้ายอดขายทั้งแคมเปญรวมกว่า 3 พันล้านบาท” วรลักษณ์กล่าว

The post ‘เดอะมอลล์’ ควัก 160 ล้านบาท โหมแคมเปญตรุษจีน ดึงนักช้อปเชื้อสายจีนดันทราฟฟิกและยอดจับจ่ายโต 20-30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ’ พร้อมกลับมาผงาดในธุรกิจอีเวนต์ คาดเทรนด์โลกแห่งจินตนาการมาแรง! https://thestandard.co/index-creative-village-coming-back-for-event-business/ Wed, 31 Jan 2024 01:40:55 +0000 https://thestandard.co/?p=894094 อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ

ถึงเวลาธุรกิจอีเวนต์ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.4 หมื่นล้า […]

The post ‘อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ’ พร้อมกลับมาผงาดในธุรกิจอีเวนต์ คาดเทรนด์โลกแห่งจินตนาการมาแรง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ

ถึงเวลาธุรกิจอีเวนต์ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง หลังรัฐบาลผลักดันนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว-สงกรานต์ เป็นตัวเร่งให้ ‘อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ’ เดินหน้าจัดงานชิงฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง

 

ในช่วงปีที่ผ่านมา ภาพรวมของอุตสาหกรรมอีเวนต์ยังไม่ได้โตเต็มที่ ถ้าเทียบกับปีก่อนเกิดโควิด เป็นผลมาจากภาคเอกชนที่ยังไม่กลับมาจัดงานมากนัก ประกอบกับในไตรมาส 4 งบประมาณภาครัฐยังไม่ออกและลากยาวมาถึงต้นปี 2024 รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังไม่ได้กลับมา 100% ทำให้อุตสาหกรรมอีเวนต์ยังไม่กลับมาเฟื่องฟูเหมือนเดิม แต่ก็ถือว่าโตกว่าปี 2022

 

“ที่สำคัญในปี 2024 เรามองว่าอุตสาหกรรมอีเวนต์จะกลับมา 100% จากนโยบายกระตุ้นและผลักดันภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเตรียมจัดเทศกาลสงกรานต์นานถึง 1 เดือน เพื่อผลักดันเป็น Soft Power ดึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ แน่นอนว่าจะทำให้บรรยากาศการจัดงานอีเวนต์คึกคักมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่มีผลกระทบอื่นๆ เข้ามากระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่มีผลกระทบโดยตรง ซึ่งก็ต้องจับตาดูระยะยาว” เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สำหรับเทรนด์การจัดงานอีเวนต์ที่กำลังมาแรงในปี 2024 คือการจัดงานให้เป็นเหมือนโลกแห่งจินตนาการมากขึ้น ให้ผู้เข้าชมรู้สึกแปลกใหม่ ทำให้รู้สึกว่าไม่เคยเห็นไม่เคยเจอมาก่อน 

 

ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าการจัดงานเพื่อตอบโจทย์ตลาด Niche Market หรือตลาดเฉพาะกลุ่มก็มาแรงเช่นเดียวกัน หากสังเกตจะเห็นว่าการจัดงานในรูปแบบคอนเสิร์ตขนาดเล็กเกิดขึ้นเต็มไปหมด และจากนี้จะได้เห็นคอนเทนต์แนวแอ็กชันจากจีนเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น

 

ซีอีโอของอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ กล่าวต่อไปว่า ทิศทางของบริษัทจากนี้ได้เตรียมกลยุทธ์ Impressive & Immersive Experience เน้นสร้างนิยามที่แตกต่างจากการจัดอีเวนต์แบบเดิมๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารงานอีเวนต์และงานด้านโปรดักชัน ทั้งในรูปร่าง, รสชาติ, กลิ่น, เสียง และการสัมผัส รวมทั้งการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการแสดงอีเวนต์

 

เบื้องต้นในปีนี้ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เตรียมจัดงานประมาณ 7 งาน ทั้งในไทย, สิงคโปร์, ซาอุดีอาระเบีย และกัมพูชา เช่น Singapore International Water Week, Cambodia Food Plus Expo, Urban Expo ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยยกระดับการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคมากขึ้น

 

ส่วนงานที่เริ่มจัดไปแล้วคือ Ragnarok Real World Experience Bangkok 2024 เริ่มขึ้นตั้งแต่ 6 มกราคม ถึง 21 เมษายน 2024 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ถือเป็นงานเจาะกลุ่มที่ให้เกมเมอร์เข้าไปร่วมในโลกเสมือนอยู่ในเกมจริงๆ ซึ่งเป็นงานด้านอิมเมอร์ซีฟที่บริษัทไม่เคยทำมาก่อน โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในเดือนมกราคมมีคนเข้ารับชมแล้ว 3,000 คน

 

“อีกด้านหนึ่งการปรับตัวดังกล่าวก็เพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้น หลังจากทุกอย่างเริ่มกลับมาฟื้นตัว ผู้เล่นรายเก่าๆ ที่เคยล้มหายไปจากตลาดก็เริ่มกลับเข้ามา เป็นผลทำให้เราปรับโครงสร้างบริษัท อะไรที่ทำแล้วสำเร็จก็ทำต่อไป อะไรที่ทำแล้วไม่สำเร็จก็เลิกทำ พร้อมหาช่องว่างและโอกาสในการทำตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง”

 

ทั้งนี้ ผลประกอบการในปี 2023 อยู่ที่ 1,031 ล้านบาท กระจายตามกลุ่มธุรกิจ Marketing Service 907.8 ล้านบาท ขยายตัวขึ้นจากปี 2565 คิดเป็นอัตรา 4% ตามด้วยกลุ่มธุรกิจ Creative Business Development 37.2 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจ Own Creation 86.2 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบรายได้ปี 2023 ของกลุ่มธุรกิจนี้ พบว่าเติบโตขึ้นถึง 85% 

 

ถึงกระนั้นการเติบโตทั้งหมดเกิดขึ้นจากการจัดงานอีเวนต์ผ่านจุดแข็ง ที่มาจากไอเดีย แนวคิด นวัตกรรม มรดกทางวัฒนธรรม เช่น งานเมืองโบราณ ไลฟ์ เฟส, งาน Brewtopia, งาน Village of Wonder (ดอยช้าง) ในจังหวัดเชียงราย, งานแสดงคอนเสิร์ต Hugo เล่นของนอก, งานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ณ ประเทศกัมพูชา และล่าสุดได้นำธุรกิจไทยไปจัดแสดงสินค้าในงาน Thailand Mega Fair 2023 กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งไม่เพียงแค่เป็นการเพิ่มมูลค่าทางการตลาด แต่ยังสร้างโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวให้กับลูกค้า ทำให้ชาวต่างชาติรู้จักอุตสาหกรรมไทยและอินเด็กซ์ฯ มากขึ้น

The post ‘อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ’ พร้อมกลับมาผงาดในธุรกิจอีเวนต์ คาดเทรนด์โลกแห่งจินตนาการมาแรง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โอลิมปิกเกมส์ 2024’ คึกแน่! มั่นใจดึงคนไทยรับชมแตะ 20 ล้านคน ด้านแบรนด์พร้อมเทงบโฆษณา https://thestandard.co/paris-2024-expected-hit-in-thailand/ Mon, 29 Jan 2024 09:30:41 +0000 https://thestandard.co/?p=893452 ปารีส 2024

เอเจนซีเผย การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ‘ปารีส 2024’ ค […]

The post ‘โอลิมปิกเกมส์ 2024’ คึกแน่! มั่นใจดึงคนไทยรับชมแตะ 20 ล้านคน ด้านแบรนด์พร้อมเทงบโฆษณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารีส 2024

เอเจนซีเผย การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ‘ปารีส 2024’ คึกคักแน่นอน ฝั่งแบรนด์พร้อมเทงบโฆษณา หลังคอนเทนต์กีฬากระแสนิยมยังแรง! Plan B เริ่มคิกออฟชูความพร้อมในฐานะผู้ร่วมบริหารสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขัน ‘โอลิมปิกเกมส์’ พร้อมควงสิทธิ์บริหารงานทางการตลาดในไทยผ่านสื่อ OOH, Online, On-Air และ On-Ground มั่นใจดึงคนเข้ารับชมได้อย่างน้อย 20 ล้านคน

 

ใกล้เข้ามาแล้วกับมหกรรมงานกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ‘Olympic Games Paris 2024’ กำลังจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง โดยครั้งนี้กรุงปารีสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม – 11 สิงหาคม 2024 สิ่งที่น่าสนใจของพิธีเปิดการแข่งขันในครั้งนี้คือ จะใช้เรือจำนวน 162 ลำในการนำนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากประเทศทั่วโลกมากกว่า 200 ชาติเข้าสู่พิธี ซึ่งจะล่องไปตามแม่น้ำแซน เริ่มตั้งแต่สะพาน Pont d’Austerlitz จนถึง Pont d’lena เป็นระยะทางเกือบ 6 กิโลเมตร

 

เรียกได้ว่าเป็นมหกรรมกีฬาที่คาดว่าจะสามารถดึงดูดผู้คนให้เข้าชมได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์โอลิมปิก 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สำหรับในไทย Plan B Eleven ผู้บริหารสิทธิ์การถ่ายทอดสด การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 และสิทธิ์บริหารการตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ  ร่วมกับ Dentsu ประเทศญี่ปุ่น

 

ดร.พินิจสรณ์ ลือชัยขจรพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวทางการทำการตลาดของโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ Plan B ได้นำ Key Learning ที่ได้ประสบการณ์มาจากการถ่ายทอดสดกีฬาโอลิมปิกโตเกียวในปี 2022 ที่ผ่านมา มาต่อยอดแผนการส่งเสริมและผลักดันกระแสการชมและเชียร์กีฬาโอลิมปิกในปีนี้ให้เกิดไดนามิกที่น่าสนใจมากขึ้นและเข้าถึงผู้ชมทุกเซกเมนต์ ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ลีดคอนเซปต์ ‘ที่สุดของที่สุด ทั้ง 5’ 

 

สำหรับการทำการตลาดถูกวางไว้ภายใต้กลยุทธ์ 4O ได้แก่ OOH, Online, On-Air และ On-Ground เบื้องต้นได้ใช้งบประมาณสำหรับช่องทางจอ OOH ซึ่งจะทยอยเปิดตัวกิจกรรมและคอนเทนต์กีฬาที่แตกต่างผ่านช่องทางออนไลน์ ในส่วนของการ On-Air เราได้จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในรูปแบบสื่อฯ ที่หลากหลายทั้งดิจิทัลทีวีและเมนสตรีม เพื่อเตรียมถ่ายทอดสด

 

สิ่งที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่ง ในส่วนของ On-Ground จะเป็นไฮไลต์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในการทำ Sport Marketing ที่จะสร้างประสบการณ์ชมและเชียร์ Olympic Games Paris 2024 ผ่าน On-Ground Activities ทั่วประเทศ

 

เราเชื่อว่ากิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบ Beyond ทั้งในด้านการรับรู้ของผู้คนและสังคมการกีฬาในประเทศ รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มในวงการคอมมูนิเคชันที่นักการสื่อสารฯ และนักการตลาดยุคใหม่จะสามารถนำเอาเรื่องราวใน Ecosystem ของกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ไปต่อยอดในองค์กรได้ในอนาคต 

 

ทั้งนี้ หากย้อนไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คอนเทนต์กีฬากลายเป็นอีกหนึ่งในคอนเทนต์ที่ได้รับกระแสความนิยมเพิ่มมากขึ้น และยิ่งมีนักกีฬาไทยเข้าแข่งขันด้วยก็จะช่วยให้ดึงคนดูได้นาน แน่นอนว่าในโอลิมปิกครั้งนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีผู้ร่วมชมผ่านการถ่ายทอดสดอย่างน้อย 20 ล้านคน

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญในแวดวงมีเดียเอเจนซีได้ประเมินบรรยากาศของโอลิมปิกเกมส์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีความคึกคักแน่นอน หลังจาก Plan B ชูความพร้อมในฐานะผู้ร่วมบริหารสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขัน เรียกได้ว่าไม่เร็วเกินไปที่จะเริ่มเข้าสู่ช่วงคิกออฟ 

 

และคาดว่าผู้ร่วมถือสิทธิ์จะเริ่มโปรโมตเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป เพื่อดึงเม็ดเงินโฆษณาจาก Marketer เพราะช่วงฤดูการขายโฆษณาคือระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ถ้าไม่คุยกันก่อนช่วงนี้ หากจะเก็บเม็ดเงินเอาไว้ใช้โปรโมตช่วงเปิดการแข่งขัน ช่วงนั้นก็จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนที่มากพอ จึงต้องเริ่มคิกออฟให้เร็วขึ้น 

 

ต้องยอมรับว่าปี 2024 มีทั้งฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกและฟุตบอลยูโร ถ้ามองในมุมเม็ดเงินโฆษณาต้องแย่งกันในระดับหนึ่ง แต่โอลิมปิกเกมส์ถือว่าได้เปรียบอยู่แล้วเพราะเป็นมหกรรมกีฬาที่มีฐานคนรับชมกว้างสุดจากทั่วโลก แล้วยิ่งมีนักกีฬาไทยเข้าแข่งขันด้วยก็ยิ่งสร้างสีสันได้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกถือเป็นการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีผู้ชมทั่วโลกมาก ถึง 4,000 ล้านคนโดยมีการแข่งขันกีฬา 32 ประเภทกีฬา ใน 329 รายการ แข่งขัน รวมนักกีฬาชายและหญิงจำนวน 10,500 คนในสัดส่วนเท่ากัน จัดขึ้นตั้งแต่ 26 กรกฎาคม ถึง 11 สิงหาคม 2567 เรียกได้ว่าการถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกนั้นได้รับความสนใจจากคนไทยอย่างมาก

The post ‘โอลิมปิกเกมส์ 2024’ คึกแน่! มั่นใจดึงคนไทยรับชมแตะ 20 ล้านคน ด้านแบรนด์พร้อมเทงบโฆษณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีนี้อสังหาแข่งดุ! ศุภาลัยทุ่มทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยึดทำเลทองเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยว-คอนโด https://thestandard.co/supalai-real-estate-2024/ Thu, 25 Jan 2024 11:02:24 +0000 https://thestandard.co/?p=892161 ศุภาลัย

เปิดปี 2567 ทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีแนวโน้มเต […]

The post ปีนี้อสังหาแข่งดุ! ศุภาลัยทุ่มทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยึดทำเลทองเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยว-คอนโด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภาลัย

เปิดปี 2567 ทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีแนวโน้มเติบโตจากอัตราดอกเบี้ยขาลง ท่องเที่ยวฟื้นตัว แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะเป็นอีกปีที่ผู้เล่นในตลาดจะแข่งกันเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มไม่หยุด ไม่เว้นแม้แต่ ‘ศุภาลัย’ ที่ทุ่มทุนเปิดตัวโครงการใหม่ โฟกัสทำเลศักยภาพ นับว่าสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาในรอบ 35 ปี

 

ที่ผ่านมาโครงการบ้านและคอนโดของ ‘ศุภาลัย’ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เปิดมาแล้วรวม 441 โครงการ ครอบคลุมทุกโปรดักต์ ทุกเซ็กเมนต์ระดับราคา และได้รับการตอบรับค่อนข้างดี เห็นได้จากผลงานปี 2566 บริษัทฯ สร้างยอดขายในประเทศไทยรวม 28,864 ล้านบาท 

 

จากการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมรวม 26 โครงการ มูลค่ารวม 29,640 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 23 โครงการ (กรุงเทพฯ และปริมณฑล 8 โครงการ ภูมิภาค 15 โครงการ) และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จากนี้แม่ทัพใหญ่เตรียมบุกตลาดอย่างหนัก ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI กล่าวว่า ในปีนี้แม้ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายต่างๆ เริ่มตั้งแต่ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย กำลังซื้อคนไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ ซึ่งหากรัฐบาลมีนโยบายออกมาช่วยทั้งการปรับดอกเบี้ยและภาษีต่ำ แน่นอนว่าไม่ได้ช่วยแค่ในภาคเอกชน แต่จะทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อของได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ

 

รวมไปถึงโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป เด็กเกิดใหม่น้อยลง และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว สะท้อนให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยก็ต้องปรับตัวและพัฒนาโครงการให้สอดรับตามเทรนด์ เช่น การสร้างคอนโดก็ต้องอยู่บนพื้นที่ใกล้รถไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ทั้งนี้ ความต้องการสินค้าที่อยู่อาศัยโครงการแนวราบยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าระดับกลางและบน ส่วนกลุ่มคอนโดมิเนียมเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวกลับมาในทำเลศักยภาพ

 

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท SPALI กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปี 2567 ว่า บริษัทเตรียมลงทุนเปิดตัวโครงการในทำเลใหม่ๆ เริ่มจากไตรมาสแรกจะเปิดตัวโครงการแนวราบ จำนวน 14 โครงการ มูลค่ารวม 14,990 ล้านบาท ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค 

 

ซึ่งถ้ารวมแล้วทั้งปีโครงการแนวราบจะมีมากสุดถึง 38 โครงการ มูลค่ารวม 43,500 ล้านบาท พร้อมเน้นโฟกัสบ้านเดี่ยวลักชัวรี ราคาระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไป เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน ส่วนคอนโดมิเนียมจะเปิด 4 โครงการ มูลค่ารวม 6,500 ล้านบาท

 

ยิ่งไปกว่านั้น จะมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญปีนี้จะเปิดใน 3 จังหวัดใหม่ๆ ในทำเลศักยภาพ ได้แก่ ลำปาง ราชบุรี และลพบุรี เข้ามาเสริมพอร์ตธุรกิจด้วยเช่นกัน

 

“จริงๆ แล้ว ที่ผ่านมาศุภาลัยจะเน้นลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังเป็นหลัก เพราะเราประเมินว่าปัญหาการกู้ซื้อบ้านไม่ผ่านของลูกค้ายังมีอยู่ ที่ผ่านมาบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ธนาคารปล่อยกู้ยากมาก เราจึงมาเน้นทำเซ็กเมนต์ระดับบน ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนคอนโดเราก็ยังพยายามโฟกัสลูกค้าระดับกลาง เพราะซื้อง่าย โอนคล่อง เห็นได้จากที่ผ่านมาคอนโดราคา 3-5 ล้านบาท ขนาดห้อง 35 ตารางเมตร จะขายดีสุด”

 

ด้านตลาดออสเตรเลียได้จับมืออสังหาริมทรัพย์แถวหน้าอย่าง Stockland Communities Partnership HoldCo Pty Ltd ตั้งกิจการร่วมค้าในชื่อ SSRCP HoldCo Pty Ltd อัดเม็ดเงินเพิ่ม 12,600 ล้านบาท พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยขยายเพิ่ม 12 โครงการ มูลค่าโครงการ 137,700 ล้านบาท ใน 4 รัฐ 5 เมือง ซึ่งทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ ได้มีการพัฒนาแล้วรวม 24 โครงการ มูลค่าโครงการ 187,700 ล้านบาท คิดเป็นเงินทุนรวมศุภาลัย 22,300 ล้านบาท โดยโครงการที่ซื้อใหม่จะสามารถรับรู้รายได้ในปีนี้ เพราะเป็นโครงการที่ได้เริ่มพัฒนาไปส่วนหนึ่งแล้ว

 

ทั้งนี้ เป้าหมายยอดขายตั้งไว้ที่ 36,000 ล้านบาท ตามด้วยเป้าหมายรายได้รวม 36,000 ล้านบาท และงบประมาณการจัดซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท นับว่าเป็นปีที่ทุบสถิติเปิดตัวโครงการใหม่สูงที่สุดตั้งแต่บริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจมา 35 ปี เราคาดว่าจะเป็นอีกปีที่บริษัทฯ มีการเติบโตทางยอดขาย รายได้ และกำไร ด้วยการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยครอบคลุมมากถึง 29 จังหวัด และมีสินค้าพร้อมอยู่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ตลอดจนความพร้อมทางต้นทุนทางการเงิน

The post ปีนี้อสังหาแข่งดุ! ศุภาลัยทุ่มทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยึดทำเลทองเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยว-คอนโด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘MI GROUP’ เผย 6 ธุรกิจเทงบไม่หยุด เน้นลงสื่อออนไลน์มากกว่า TV แต่เม็ดเงินโฆษณาปี 2024 โตเล็กน้อย 4% ผลพวงหนี้ครัวเรือน-กำลังซื้อซบ https://thestandard.co/mi-group-on-6-businesses/ Wed, 24 Jan 2024 08:01:27 +0000 https://thestandard.co/?p=891550

สื่อออนไลน์เริ่มแซงหน้าสื่อทีวี ‘MI GROUP’ เผย 6 ธุรกิจ […]

The post ‘MI GROUP’ เผย 6 ธุรกิจเทงบไม่หยุด เน้นลงสื่อออนไลน์มากกว่า TV แต่เม็ดเงินโฆษณาปี 2024 โตเล็กน้อย 4% ผลพวงหนี้ครัวเรือน-กำลังซื้อซบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สื่อออนไลน์เริ่มแซงหน้าสื่อทีวี ‘MI GROUP’ เผย 6 ธุรกิจเทงบโฆษณาไม่หยุด แต่ทิศทางเม็ดเงินโฆษณาปี 2024 โตขึ้นเล็กน้อย 4% ผลจากปัจจัยลบหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพกำลังซื้อซบ มีลุ้นไตรมาส 3-4 อาจโตขึ้น จากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต นักท่องเที่ยวจีนแห่เข้ามามากขึ้น 

 

ก้าวเข้าสู่ปีมังกรทอง 2567 หลายๆ ธุรกิจเริ่มประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในไทย ซึ่งก็เจอทั้งปัจจัยบวก ปัจจัยลบ โดย ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP ได้ประเมินสถานการณ์ภาพรวมว่า ในไทยยังมีปัจจัยบวก เริ่มตั้งแต่การลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน รวมไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามามากขึ้น และสถานการณ์ทางการเมืองที่นิ่งกว่าทุกปีที่ผ่านมา พร้อมกับนโยบายรัฐที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดค่าครองชีพ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มเงินเดือนข้าราชการ และดิจิทัลวอลเล็ต 

 

ถึงกระนั้นยังมีปัจจัยลบ ทั้งหนี้ครัวเรือนสูงชนเพดาน และค่าครองชีพสูง กำลังซื้อโดยเฉพาะกลุ่มฐานรากซบเซาลงอย่างมาก ขณะที่ผู้ประกอบการไทย SMEs ขาดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นผลมาจาก FTA ทำให้สินค้าจากต่างประเทศทะลักเข้าไทย ที่สำคัญผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยากขึ้น ไม่เว้นแม้ภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรก็มีส่วนเช่นกัน 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ส่งผลต่อเม็ดเงินโฆษณาและสื่อสารการตลาด บริษัทคาดการณ์ว่าในปี 2024 เม็ดเงินโฆษณาจะโตขึ้นเล็กน้อย 4% หรือประมาณ 88,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ประมาณ 3,400 ล้านบาท เพราะปัจจัยลบยังมีส่วนทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการจับจ่าย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจใช้งบทำการตลาดของทุกๆ ธุรกิจ

 

สิ่งที่น่าสนใจของธุรกิจที่ใช้งบการตลาดมากสุด เริ่มตั้งแต่กลุ่ม Personal Care & Beauty ตามด้วย Health & Wellness, Automotive รวมถึง Travel & Leisure,  Finance & Credit Card และ Pet Foods & Care ทั้ง 6 อุตสาหกรรมสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังจับจ่ายในกลุ่มสินค้าความงามและดูแลสุขภาพ ตลอดจนกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่มาแรง การเลี้ยงสัตว์แทนลูก การท่องเที่ยวพักผ่อน ส่วนกลุ่ม Finance & Credit Card ก็เป็นเทรนด์ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เห็นได้จากโฆษณาสินเชื่อที่ออกใหม่ในปีนี้ จะต้องมีข้อความ ‘กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้’ อยู่ในโฆษณาตามเกณฑ์ของแบงก์ชาติด้วย

 

สำหรับช่องทางการใช้เม็ดเงินของสื่อหลักในปี 2024 ยังเป็นสื่อโทรทัศน์และสื่อดั้งเดิม สิ่งพิมพ์ วิทยุ โรงภาพยนตร์ 35% ตามด้วยสื่อออนไลน์ 45% และสื่อนอกบ้าน 20% ต้องยอมรับว่าจากนี้เม็ดเงินโฆษณาส่วนใหญ่จะเทไปในช่องทางสื่อออนไลน์ตามพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วนสื่อทีวียังหดตัวต่อเนื่อง และในปีนี้คาดว่าสื่อออนไลน์จะเติบโตแซงหน้าสื่อทีวีได้เป็นครั้งแรก

 

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดน่าสนใจมาก เราเริ่มเห็นภูมิทัศน์ค้าปลีกที่เปลี่ยนไป ในปีนี้เทรนด์ของ Affiliate Marketing ที่กำลังเป็นที่สนใจและมีแนวโน้มเติบโตขึ้น โดยหลายๆ แบรนด์เริ่มใช้ KOL และ Influencer เป็นเครื่องมือในการทำตลาด 

 

“ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ จนมีการเกิดขึ้นของฟังก์ชัน Affiliate หรือการแบ่งรายได้จากการขายสินค้าให้กับ Influencer เมื่อผู้บริโภคซื้อผ่านลิงก์ในโพสต์หรือวิดีโอ หากอ้างอิงข้อมูลจาก DAAT ปี 2023 เม็ดเงินโฆษณาและสื่อสารการตลาดในส่วนของ Social ซึ่งก็คือ KOL และ Influencer จัดอยู่ในอันดับ 3 เป็นรองแค่เพียง Meta, YouTube และใกล้เคียงกับ Online Video” ภวัตย้ำ

The post ‘MI GROUP’ เผย 6 ธุรกิจเทงบไม่หยุด เน้นลงสื่อออนไลน์มากกว่า TV แต่เม็ดเงินโฆษณาปี 2024 โตเล็กน้อย 4% ผลพวงหนี้ครัวเรือน-กำลังซื้อซบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานดีๆ ต้องรักษาไว้ ‘Walmart’ ขึ้นค่าจ้างผู้จัดการร้านทุกสาขาในอเมริกา อัดโบนัสสูงสุด 200% https://thestandard.co/walmart-store-managers-pay/ Mon, 22 Jan 2024 13:19:45 +0000 https://thestandard.co/?p=890803

Walmart เชนค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลก ปรับขึ้นค่าจ้างตำแห […]

The post พนักงานดีๆ ต้องรักษาไว้ ‘Walmart’ ขึ้นค่าจ้างผู้จัดการร้านทุกสาขาในอเมริกา อัดโบนัสสูงสุด 200% appeared first on THE STANDARD.

]]>

Walmart เชนค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลก ปรับขึ้นค่าจ้างตำแหน่งผู้จัดการร้านทุกสาขาในอเมริกา พร้อมจ่ายโบนัสสูงสุดถึง 200% ย้ำต้องการรักษาพนักงานดีๆ เอาไว้

 

นับว่าสวนทางภาวะเศรษฐกิจเลยก็ว่าได้ เมื่อ Walmart เชนค้าปลีกที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก เตรียมปรับขึ้นค่าจ้างให้ผู้จัดการร้านทุกสาขาในอเมริกา พร้อมจ่ายโบนัสประจำปีสูงสุดถึง 200% เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2024 เป็นต้นไป

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ที่ผ่านมา Walmart ได้ปรับกลยุทธ์และแนวทางธุรกิจค้าปลีก เพื่อรองรับการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง และอีกหนึ่งสิ่งที่ค้าปลีกรายนี้ให้ความสำคัญมาโดยตลอดคือการดูแลพนักงาน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ บริษัทเตรียมปรับเพิ่มเงินค่าจ้างให้กับตำแหน่งผู้จัดการร้านในอเมริกา จาก 117,000 ดอลลาร์ต่อปี เป็น 128,000 ดอลลาร์ต่อปี ควบคู่กับการจ่ายโบนัสประจำปีสูงสุด 200% โดยขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำกำไรของร้านค้าแต่ละสาขา

 

ปัจจุบัน Walmart มีพนักงานในอเมริกาทั้งหมด 1.6 ล้านคน และมีร้านค้ามากกว่า 4,600 สาขา โดยตำแหน่งผู้จัดการร้านที่มีเงินเดือนในระดับต่ำสุดจะถูกปรับขึ้นมากที่สุด จากค่าจ้างอยู่ที่ 65,000 ดอลลาร์ ขยับขึ้นเป็น 90,000 ดอลลาร์ ในขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างระดับสูงสุดจะยังคงอยู่ที่ 170,000 ดอลลาร์ ส่วนพนักงานรายชั่วโมงก็จะปรับขึ้นเหมือนกัน

 

เซดริก คลาร์ก หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการร้านค้าของร้าน Walmart กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้ปรับโครงสร้างเงินค่าจ้างให้กับตำแหน่งผู้จัดการร้านมานานหลายปี แต่ค่านิยมขององค์กรก็มุ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนกับพนักงานทุกๆ ตำแหน่ง โดยเริ่มจากการปรับขึ้นค่าจ้างของทีมผู้จัดการร้านก่อน 

 

ทั้งนี้เราต้องการให้พนักงานมีชีวิตประจำวันและอนาคตที่ดีขึ้น ที่สำคัญจะช่วยให้บริษัทรักษาพนักงานที่มีความสามารถเอาไว้ได้ ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นไปตามการขึ้นค่าจ้างในตลาดแรงงานของอเมริกา

 

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมลงทุนเพิ่มโดรนจัดส่งสินค้าในรัฐแอริโซนา อาร์คันซอ ฟลอริดา ยูทาห์ และเวอร์จิเนีย เพิ่มขึ้นอีก 1.8 ล้านครัวเรือน พร้อมกับเตรียมเปิดตัวแอป AI-Powered บน iOS ในปลายไตรมาสนี้ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การบริการใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ยกตัวอย่าง หากลูกค้าชวนเพื่อนมาชมฟุตบอลที่บ้านก็สามารถกดค้นหาคำว่า ชมฟุตบอล จะมีเมนูอาหาร เช่น มันฝรั่งทอด ปีกไก่ และเครื่องดื่ม ขึ้นมาให้เลือกทันที 

 

อ้างอิง:

The post พนักงานดีๆ ต้องรักษาไว้ ‘Walmart’ ขึ้นค่าจ้างผู้จัดการร้านทุกสาขาในอเมริกา อัดโบนัสสูงสุด 200% appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNIQLO สานต่อโครงการ RE.UNIQLO เปิดรับเสื้อกันหนาวและเสื้อผ้าใช้แล้วบริจาคช่วยผู้ประสบภัยหนาว ล่าสุดยอดบริจาคถึง 50,000 ตัวแล้ว https://thestandard.co/continuing-the-re-uniqlo-project/ Fri, 19 Jan 2024 08:53:22 +0000 https://thestandard.co/?p=889710

นอกจากการปล่อยสินค้าคอลเล็กชันใหม่ๆ แล้ว ยูนิโคล่ (ประเ […]

The post UNIQLO สานต่อโครงการ RE.UNIQLO เปิดรับเสื้อกันหนาวและเสื้อผ้าใช้แล้วบริจาคช่วยผู้ประสบภัยหนาว ล่าสุดยอดบริจาคถึง 50,000 ตัวแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

นอกจากการปล่อยสินค้าคอลเล็กชันใหม่ๆ แล้ว ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ยังมุ่งสานต่อโครงการ RE.UNIQLO ที่เปิดให้ลูกค้านำเสื้อกันหนาวและเสื้อผ้าใช้แล้วมาบริจาคช่วยผู้ประสบภัยหนาว โดยตัวเลขในปีที่ผ่านมามีจำนวนบริจาคกว่า 50,000 ตัว พร้อมส่งเสริมการใช้แล้วทิ้งมาสู่การซ่อมเสื้อผ้าเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ผ่าน RE.UNIQLO STUDIO ตั้งแต่เปิดมาผลตอบรับดีเกินคาด

 

ถึงกระนั้นโครงการ RE.UNIQLO เป้าหมายของบริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ UNIQLO ตั้งเป้าการบริจาคเสื้อผ้าทั่วโลกไว้ที่ 10 ล้านตัวต่อปีภายในปี 2568 ทั้งหมดตั้งอยู่บนปณิธาน 4 ข้อ ได้แก่ 

 

  1. Reuse – การใช้ซ้ำโดยบริจาคเสื้อผ้าที่ใช้แล้วสภาพดีให้กับผู้ที่ขาดแคลน
  2. Recycle – แปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบสำหรับการผลิตเสื้อผ้าตัวใหม่
  3. Repair – การซ่อมแซมเสื้อผ้าตัวโปรดให้กลับมาใช้งานได้อย่างยาวนาน
  4. Remake – การแปลงโฉมและตกแต่งลูกเล่นบนเสื้อผ้าอย่างมีสไตล์

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทั้งหมดนี้ถือเป็นการรองรับเทรนด์ของ Sustainability ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก

 

เขมจิรา เทศประทีป ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ได้ร่วมโครงการ RE.UNIQLO มาตั้งแต่ปี 2558 และบริจาคเสื้อผ้าให้กับองค์กรการกุศลเพื่อส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการแล้วกว่า 2 แสนตัว 

 

ส่วนโครงการ RE.UNIQLO 50,000 Warm Clothes หรือการบริจาคเสื้อกันหนาว 50,000 ตัว เพื่อช่วยผู้ประสบภัยหนาว เป็นกิจกรรมของบริษัทที่เริ่มในปี 2566 เปิดให้คนไทยนำเสื้อกันหนาวหรือเสื้อแขนยาวมาบริจาค จากนั้นบริษัทจะนำไปส่งต่อให้องค์กรพันธมิตร ได้แก่ มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิบ้านร่มไทร และ UNHCR ประเทศไทย

 

หากย้อนไปตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2565 ตัวเลขเสื้อผ้าบริจาครวมๆ กันอยู่ที่ 2 แสนชิ้น ส่วนปี 2566 อยู่ที่ 94,000 ชิ้น ทั้งหมดนี้บริษัทและพันธมิตรได้นำไปบริจาคให้ผู้ประสบภัยหนาวในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันออกไป

 

สำหรับในปี 2567 โครงการดังกล่าวยังเป็นจุดโฟกัสของ UNIQLO จากนี้จะเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ โดยเริ่มจากภายในองค์กร มีทั้งการโปรโมต การสร้างการรับรู้ให้กับพนักงานในการนำเสื้อผ้ามาร่วมบริจาค พร้อมกับวางกล่องรับบริจาคที่สาขาที่อยู่ 66 แห่งทั่วประเทศ

 

ทั้งนี้ UNIQLO ตั้งเป้าบริจาคเสื้อผ้าให้ครบ 50,000 ชิ้นภายในต้นปี 2567 ซึ่งจะรวมถึงพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยฯ ทางภาคเหนือผ่าน UNHCR ประเทศไทย อีกด้วย โดยทำควบคู่กับการเดินหน้าจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

The post UNIQLO สานต่อโครงการ RE.UNIQLO เปิดรับเสื้อกันหนาวและเสื้อผ้าใช้แล้วบริจาคช่วยผู้ประสบภัยหนาว ล่าสุดยอดบริจาคถึง 50,000 ตัวแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนจาก SMEs ปี 2024 ยังเหนื่อย! เร่งปรับตัวตามเทรนด์-บริหาร Cash Flow ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจและกำลังซื้อหดตัว https://thestandard.co/sme-in-2024/ Thu, 18 Jan 2024 06:23:09 +0000 https://thestandard.co/?p=889196

แม้ปี 2024 จะเป็นปีที่หลายๆ ธุรกิจเริ่มมองเห็นความหวังก […]

The post เสียงสะท้อนจาก SMEs ปี 2024 ยังเหนื่อย! เร่งปรับตัวตามเทรนด์-บริหาร Cash Flow ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจและกำลังซื้อหดตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ปี 2024 จะเป็นปีที่หลายๆ ธุรกิจเริ่มมองเห็นความหวังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อ แต่สถานการณ์โดยรวมของโลกยังต้องเจอกับเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อ หรือแม้แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจ SMEs ที่ต้องตั้งรับและฝ่าวิกฤตไปให้รอด 

 

THE STANDARD WEALTH พาเปิดมุมมอง เสียงสะท้อน และการปรับตัวของบรรดาธุรกิจ SMEs ในปี 2024 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ปี 2024 ธุรกิจ SMEs เจออุปสรรครอบด้าน

 

มารุต ชุ่มขุนทด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท คลาส คอฟฟี่ จำกัด เจ้าของร้านกาแฟ CLASS Cafe ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปีนี้การทำธุรกิจของระดับ SMEs ถือว่ายากมากและมีอุปสรรคเต็มไปหมด เนื่องจากตอนนี้ปริมาณกำลังซื้อหดตัวอย่างมาก แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยหลายล้านคน ก็จะไปกระจุกตัวอยู่ไม่กี่จังหวัดใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ซึ่งเม็ดเงินกระจายเข้ามาไม่ถึงเมืองรองที่ไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยว

 

ขณะเดียวกันธุรกิจ SMEs ที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในต่างจังหวัดเริ่มยอดขายลดลง โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ ที่จากเดิมแล้วจะเป็นช่วงเทศกาลการจับจ่าย หลายๆ ร้านก็คาดหวังจากตรงนี้ แต่ปรากฏว่าบรรยากาศการซื้อสินค้าเงียบมาก เพราะคนระมัดระวังการจับจ่าย อีกด้านหนึ่งก็หันไปซื้อสินค้าที่มีมูลค่าไม่สูง ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีร้านค้าและร้านอาหารรายเล็กๆ หันมาจำหน่ายสินค้าราคาถูก หรือแม้แต่ร้านอาหารบุฟเฟต์ที่ตั้งราคาสูงๆ ก็เริ่มหั่นราคา เพื่อรองรับกำลังซื้อของคนที่ลดลง 

 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ ธุรกิจ SMEs ก็ได้รับผลกระทบ เริ่มตั้งแต่การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน นั่นแปลว่ากู้ใหม่มาทำก็ไม่ได้ จ่ายหนี้ก็ไม่ไหว ธนาคารไม่อนุมัติ และมีความเข้มงวดเรื่องการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น 

 

“ในชีวิตจริงของคนที่ทำธุรกิจตอนนี้ต้องยอมรับว่าเหนื่อยมากๆ ในกรณีที่ต้องผ่อนช้า 15 วัน ฝ่ายติดตามหนี้สินโทรตาม ผ่านไป 2 เดือนโดนฟ้อง ใครไม่ไหวก็นำรถยนต์ไปเข้าไฟแนนซ์ SMEs และไม่กังวลเรื่องดอกเบี้ย เพราะถ้ากู้ได้ก็ยังมีโอกาสทำให้ธุรกิจรอด” มารุต ชุ่มขุนทด ย้ำ 

 

ธุรกิจจะรอดหรือไม่? ขึ้นอยู่กับ Cash Flow 

 

ปัจจุบันวิธีคิด SMEs จะอยู่ด้วย Cash Flow พร้อมต้องเจอความท้าทาย ทั้งจากซัพพลายเออร์ เจ้าของพื้นที่เช่า เริ่มอยากขึ้นราคา แต่บางพื้นที่ก็ขึ้นไม่ได้ เพราะผู้เช่าไม่สามารถจ่ายไหว ดังนั้นจะเห็นร้านอาหาร ร้านค้า ในต่างจังหวัดติดป้ายเซ้งหรือเปิดให้เช่าเต็มไปหมด หรือแม้แต่สยาม ทำเลทองใจกลางกรุงเทพ ในปีนี้จะเริ่มเห็นร้านใหม่ๆ มาเปิด ส่วนร้านเก่าก็ต้องปิดไป แบกรับต้นทุนค่าเช่าและต้นทุนที่รวมกว่า 50% ไม่ไหว

 

เรียกได้ว่าตอนนี้หนี้เสียจากกลุ่ม SMEs พุ่งขึ้นไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องมีบทบาทเข้ามาช่วยเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ต้องมีโครงการพักช่วยเรื่องดอกเบี้ย เพราะตอนนี้ผ่านโควิดมาธุรกิจยังไม่ฟื้นตัว กำลังซื้อน้อยแล้วมาเจออัตราดอกเบี้ยธนาคารเข้าพร้อมๆ กัน SMEs จะตายกันหมด 

 

สำหรับ CLASS Cafe ร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม ปัจจุบันมีทั้งหมด 18 สาขา ธุรกิจร้านกาแฟแข่งขันสูงมากและขึ้นราคายาก ทำให้ปี 1-2 ปีจากนี้บริษัทเน้นรัดเข็มขัดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง และหยุดลงทุน พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเพื่อให้ผ่านช่วงวิกฤต 1-2 ปีนี้ไปให้ได้ก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยมาประเมินสถานการณ์อีกครั้ง 

 

แนะ SMEs ปรับตัวตามเทรนด์-รัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย

 

เช่นเดียวกับ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ วี ฟู้ดส์ และ วี ฟาร์ม กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งเศรษฐกิจโลกและในประเทศยังชะลอตัว ประกอบกับปัจจุบันอัตราหนี้เสียค่อนข้างมาก ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้คนจำกัดมากขึ้น 

 

แม้อีกมุมหนึ่งหลังจากผ่านพ้นสถานการณ์โควิดมา หลายๆ คนก็อยากออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน เราจะเห็นว่าค้าปลีก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม ธุรกิจเหล่านี้เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนบรรยากาศให้ฟื้นตัวดีขึ้น แต่ในแง่ของการจับจ่ายใช้สอยก็ยังมีการระมัดระวังกันอยู่

 

เมื่อย้อนมาดูที่บริษัท SMEs ที่มีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่ๆ ที่แข็งแรงกว่า ต้องปรับตัวธุรกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่สุดต้องบริหารจัดการกระแสเงินสด ถ้าสินค้าเริ่มขายได้น้อยลงก็จะส่งผลให้รายได้ลดลง ดังนั้น ต้องมาลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่าย เพราะการที่จะกู้ธนาคารเพิ่มเป็นเรื่องค่อนข้างยากมาก 

 

สำหรับ วี ฟู้ดส์ ได้ปรับตัวตามเทรนด์ผู้บริโภค ที่ผ่านมามีการขยายไลน์สินค้ามาต่อเนื่อง และในปีนี้จะมีการพัฒนาโปรดักต์ใหม่ๆ ทั้งจากแบรนด์เดิมที่มีอยู่แล้วและแบรนด์ใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 4 แบรนด์ และมีสินค้าอยู่ประมาณ 20 รายการ ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวโพด 

 

“อย่างไรก็ตามปี 2024 ยังคงท้าทายอยู่ บริษัทก็ยังคงต้องระมัดระวังในเรื่องการจัดสรรงบการตลาด รวมไปถึงต้นทุนที่อาจจะเกิดการผันผวนอยู่อย่างต่อเนื่อง”

 

ตั้งรับและปรับตัวสู้การแข่งขันจากรายใหญ่ 

 

สุภัค หมื่นนิกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซี่ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล แฟรนไชส์ จำกัด ผู้บริหารร้านแฮมเบอร์เกอร์ Siam Steak และไส้กรอกพรีเมี่ยมอีซี่ส์ กล่าวต่อไปว่า สภาพเศรษฐกิจปีนี้ยังไม่กลับมาฟื้นตัวดีเท่าช่วงก่อนโควิดได้ เพราะล้มมาตั้งแต่โควิด แล้วช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังจะฟื้น 

 

ในแง่ของนักท่องเที่ยวก็ยังไม่กลับมา 100% ส่วนทิศทางภาครัฐก็อยู่ในช่วงเริ่มต้นนโยบายต่างๆ เราจึงมองว่าปีนี้ธุรกิจไม่ว่าจะรายใหญ่ รายกลาง หรือแม้แต่ SMEs ยังต้องเผชิญความลำบาก นอกจากเรื่องกระแสเงินสด แถมยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก แล้วยังก็ต้องรีบปรับตัวและเรียนรู้ให้ไว 

 

โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมาก เห็นได้จากรายใหญ่ที่มีการเปิดร้านอาหารอยู่เป็นระยะๆ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่เห็นได้ชัดคือรายใหญ่เริ่มหันมาเล่นในตลาดสตรีทฟู้ด แน่นอนว่าผู้ประกอบการรายเล็กๆ ต้องปรับตัวทั้งการพัฒนาสินค้า บริการใหม่ๆ 

 

นอกจากนี้เมื่อเศรษฐกิจไม่ค่อยดี โอกาสขยายธุรกิจก็น้อย การจะเพิ่มคนก็เริ่มลำบาก เจ้าของธุรกิจก็จะเริ่มนำ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงานมากขึ้น อย่างบริษัทได้ปรับตัวตามกระแส เราโฟกัสเรื่อง Digital Transformation นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ในองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ 

 

ร้านหมูทอด-ข้าวแกง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งไม่หยุด

 

ด้าน จงใจ กิจแสวง ผู้ก่อตั้ง บริษัท ร้านหมูทอดเจ๊จง จำกัด เล่าให้ THE STANDARD WEALTH ฟังว่า บรรยากาศการจับจ่ายของผู้บริโภคเริ่มเงียบลงหลังเทศกาลปีใหม่ แต่ถ้าพูดถึงธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านเล็กๆ ขายข้าวแกง อย่างเจ๊จงหมูทอด เป็นร้านที่เข้าถึงง่าย ยังไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก เพราะผู้คนยังต้องกินต้องใช้

 

แต่ความท้าทายในทุกๆ ปี คือเรื่องต้นทุนวัตถุดิบหลายอย่าง เช่น น้ำตาลทรายที่ปรับขึ้น 5-10 บาท เราต้องแบกรับค่าใช้จ่ายตรงนี้เอาไว้ ซึ่งถ้าจะให้ปรับขึ้นราคา คงยังทำไม่ได้ในช่วงที่ค่าครองชีพของผู้บริโภคสูงกว่ารายได้ 

 

โดยต้องยอมกำไรน้อยลง ควบคู่กับการบริหารต้นทุนภายในร้าน พร้อมกับเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ที่นอกจากเมนูหมูทอดแล้วยังมีเมนูข้าวราดแกงให้เลือก และให้ผักกินฟรีในร้าน เราก็ต้องพยายามดึงลูกค้าด้วยวิธีแบบนี้

The post เสียงสะท้อนจาก SMEs ปี 2024 ยังเหนื่อย! เร่งปรับตัวตามเทรนด์-บริหาร Cash Flow ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจและกำลังซื้อหดตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>