เอกภาวิน สุนทราภิชาติ, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/eakpawin_s/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 29 May 2024 05:39:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สลัดความกลัวในปีนี้ เฟ้นหาโอกาสที่ดีในปีหน้า https://thestandard.co/shake-away-fear-for-next-year-investment-opportunity/ Fri, 15 Dec 2023 07:52:47 +0000 https://thestandard.co/?p=877118 การลงทุน

สวัสดีครับท่านนักลงทุน SET ยังปรับลงต่อเนื่อง และทำจุดต […]

The post สลัดความกลัวในปีนี้ เฟ้นหาโอกาสที่ดีในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุน

สวัสดีครับท่านนักลงทุน SET ยังปรับลงต่อเนื่อง และทำจุดต่ำใหม่ในรอบ 3 ปี ลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 1,360 จุด โดยปัจจัยในประเทศ แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อปี และ S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ BBB+ และคง Outlook ในระดับมีเสถียรภาพ แต่ กนง. มีการปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อลงรุนแรง อีกทั้งตลาดยังกังวลการปรับขึ้นค่าไฟและค่าจ้างขั้นต่ำจะกระทบต้นทุนการผลิต

 

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอลง โดยเฉพาะ PMI ของยุโรป ญี่ปุ่นและจีน อีกทั้งเงินเฟ้อสหรัฐฯ และยุโรปล่าสุดลดลงกว่าคาด ทำให้โอกาสที่จะลดดอกเบี้ยมีมากขึ้น แต่ตลาดกังวลจีนมีความเสี่ยงมากขึ้นหลัง Moody’s ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือพันธบัตรรัฐบาลจีนเป็น Negative หลังรัฐบาลประกาศอัดฉีดมาตรการการคลัง ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลต่ออุปสงค์น้ำมัน กดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง

 

ทั้งนี้ หุ้นที่มีแรงขายหนักและปรับตัวลงแรง เช่น TRUE, BANPU, PTTEP, CPAXT, RATCH, COM7, CPALL และ AOT โดยตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมจนถึงวันที่ 13 ธันวาคม นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิใน SET ราว 6.3 พันล้านบาท และตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยไปแล้วกว่า 5.28 พันล้านดอลลาร์ สูงสุดในภูมิภาค

 

ด้านแนวโน้ม SET แม้มองยังมี Downside อยู่ ลงไปได้ถึงบริเวณ 1,300-1,330 จุด อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าจุดต่ำของดัชนีที่ปรับลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดในปีนี้จะอยู่ที่บริเวณนี้ และคาดว่าในปีหน้าตลาดน่าจะปรับตัวดีขึ้น จากภาวะดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวลง ทั้งนี้ จากผลการประชุม Fed เมื่อวันที่ 12-13 ธันวาคมที่ผ่านมา มีการส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ครั้งในปีหน้า โดยปรับลดครั้งละ 0.25% รวม 0.75% จากเดิมที่ส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้งในการประชุมเมื่อเดือนกันยายน ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาวะตลาดหุ้นฝั่งเอเชีย รวมถึง SET ด้วย

 

นอกจากนี้ที่ตลาดหุ้นไทยปรับลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้หุ้นขนาดใหญ่ที่พื้นฐานดีหลายตัวปรับลงจนมีราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า ดังนั้นในช่วงจังหวะนี้ผมจึงเห็นเป็นโอกาสที่ดีในการแนะนำเพื่อเข้าซื้อลงทุนในระยะกลางถึงยาว โดยเน้นเข้าลงทุนในกลุ่มหุ้นพื้นฐานดี และเป็นหุ้น ESG แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

 

  1. หุ้น Big Cap (SET50) ที่คาดว่าเป็นเป้าหมายการลงทุนจากแผนจัดตั้งกองทุน TESG ซึ่งได้คัดเลือกหุ้นที่อยู่ในดัชนี SETESG ที่มีคุณสมบัติน่าสนใจ ดังนี้ (I) ได้ ESG Rating ‘AAA’ หรือ ‘AA’ และ (II) ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงกว่า SET YTD เลือก SCGP, OR, CPALL, BEM, GULF, CRC และ HMPRO ขณะที่หุ้น ESG Rating ‘A’ ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงแรงมากในช่วงที่ผ่านมา แนะนำ AOT

 

  1. หุ้น Big Cap (SET50) ที่คาดว่าเป็นเป้าหมายการลงทุนจากแผนจัดตั้งกองทุน TESG ซึ่งคัดเลือกหุ้นที่อยู่ในดัชนี SETESG ที่ได้ ESG Rating ‘AAA’ และราคาหุ้นปรับขึ้นดีกว่า SET YTD อีกทั้งผลการดำเนินงานยังแข็งแกร่ง และคาดให้ Dividend Yield มากกว่า 5% ต่อปี เลือก PTT และ KTB

 

  1. นักลงทุนระยะยาวแนะนำเริ่มลงทุนแบบ Dollar-Cost-Averaging (DCA) โดยมองว่าเป็นจังหวะที่ดีที่สุดเนื่องจากราคาหุ้นมีมูลค่าพื้นฐานน่าสนใจ โดยเลือก BBL, BDMS, BEM, CPALL, PTT และ SCC ที่เป็นหุ้น SET100 ซึ่งเป็นผู้นำในแต่ละอุตสาหกรรม และมี ESG Rating ระดับ ‘AAA’ และ ‘AA’ รวมทั้งมี Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี และมีผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ผมขอแนะนำ 10 หุ้นเด่นประจำปี 2024 ของ InnovestX ได้แก่

 

  1. AMATA ได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตและ EEC
  2. BBL ภาระตั้งสำรองลดลงและได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต
  3. BEM ลุ้นสรุป 3 โครงการใหญ่ในปี 2024
  4. BDMS ตลาดผู้ป่วยเติบโต รับผลดี Wellness Tourism
  5. CPALL ประโยชน์ Digital Wallet และการท่องเที่ยวฟื้นตัว
  6. CRC รับผลบวก e-Refund และการท่องเที่ยวฟื้นตัว
  7. GULF กำไรและกำลังการผลิตโตต่อเนื่อง
  8. OR ประโยชน์ Digital Wallet กระตุ้นยอดขายธุรกิจไลฟ์สไตล์
  9. SCC มี Downside จำกัด รอ Chemical Cycle ฟื้น
  10. SCGP เข้าสู่ปีแห่งการฟื้นตัว

The post สลัดความกลัวในปีนี้ เฟ้นหาโอกาสที่ดีในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET ลุ้นทะลุจุดสูงเดิม 1,432 จุด และหุ้นได้ประโยชน์จากการจัดตั้งกองทุน TESG https://thestandard.co/opinion-set-1432-and-tesg/ Fri, 17 Nov 2023 02:49:49 +0000 https://thestandard.co/?p=866589

สวัสดีครับท่านนักลงทุน SET ฟื้นตัวกลับอย่างโดดเด่น หลัง […]

The post SET ลุ้นทะลุจุดสูงเดิม 1,432 จุด และหุ้นได้ประโยชน์จากการจัดตั้งกองทุน TESG appeared first on THE STANDARD.

]]>

สวัสดีครับท่านนักลงทุน SET ฟื้นตัวกลับอย่างโดดเด่น หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เดือนตุลาคม +3.2%YoY ต่ำกว่าตลาดคาดไว้ที่ +3.3%YoY และลดลงจากเดือนกันยายน ที่ +3.7%YoY ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ของสหรัฐฯ เดือนตุลาคม +4.0%YoY ต่ำกว่าตลาดคาดไว้ที่ +4.1%YoY และลดลงจากเดือนกันยายนที่ +4.1%YoY เช่นเดียวกับดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนตุลาคมของสหรัฐฯ ลดลง 0.5%MoM ลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 สวนทางตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 

 

ส่วนยอดค้าปลีกเดือนตุลาคมลดลง 0.1% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 โดยตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดคาดหวังการยุติวงจรปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และอาจเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทั้งนี้ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 100% ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม และคาดว่า Fed จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งเร็วกว่าเดิมที่คาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน 2567 ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯปรับตัวลง และดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หนุน SET ฟื้นตัวขึ้นมาเคลื่อนไหวบริเวณ 1,400 จุด ได้อีกครั้ง 

 

ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยจะยังคงเผชิญความผันผวนสูง แต่ช่วงสั้นคาด SET มีโอกาสฟื้นตัวได้ต่อ และมองจะสามารถขึ้นทะลุบริเวณจุดสูงเดิม 1,432 จุดได้ โดยมีแนวเป้าหมายบริเวณ 1,434-1,440 และ 1,450-1,455 จุด ตามลำดับ จากเงินเฟ้อในประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลกออกมาชะลอตัว สร้างความหวังต่อการยุตินโยบายการเงินที่ตึงตัวของธนาคารกลางสำคัญต่างๆ ของโลก และตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการทั่วโลกไม่แย่กว่าที่ตลาดกังวล 

 

อีกทั้งในประเทศได้ Sentiment บวกในการจัดตั้งกองทุน TESG โดยลงทุนในหุ้น และตราสารหนี้ที่มี ESG หวังกระตุ้นการลงทุนใน ตลท. ระยะยาว โดยให้ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ระยะถือครอง 8 ปี เริ่มลงทุนได้ธันวาคมนี้ คาดมีเม็ดเงินเข้ามาไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ ในอดีตที่คลังเคยอนุมัติ SSF เฉพาะกิจ (SSFX) ในช่วงโควิด ให้ลงทุนในหลักทรัพย์ไทยไม่น้อยกว่า 65% โดยให้ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 2 แสนบาทต่อปี ระยะถือครอง 8 ปี เริ่มลงทุนได้ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน มีเม็ดเงินเข้ามาราว 2 หมื่นล้านบาท และ SET Index ปรับขึ้นกว่า 200 จุด 

 

ด้านหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการจัดตั้งกองทุน TESG ซึ่งได้คัดเลือกหุ้นที่อยู่ในดัชนี SETESG ที่มีคุณสมบัติน่าสนใจ ดังนี้

 

  1. ได้ ESG Rating ‘AAA’ หรือ ‘AA’
  2. ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง YTD พบว่ามี 5 หุ้นที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเป้าหมายการลงทุน ได้แก่ TOP, CRC, SCGP, GULF และ ZEN 

 

นอกจากนี้ แนะนำกลุ่มหุ้นในธีมที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้ 

 

  1. หุ้น Big Cap ที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ตามตลาดและมีความผันผวนต่ำ โดยเลือกหุ้น Undervalued ซึ่งราคาปรับลงมาจนเข้าเขต Oversold และยังมีพื้นฐานดี อีกทั้ง Valuation ไม่แพง (PER และ PBV 23F ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) เลือก BDMS, BEM, BBL, GULF และ SCGP 
  2. หุ้น Earning Play ซึ่งโมเมนตัมกำไร 4Q66 จะยังเติบโต YoY และเป็นไตรมาสที่ดีสุดของปี เลือก ERW, AOT, CENTEL, ZEN และ CRC 

 

ส่วนสุดท้ายนี้ ให้ระวังในภาพระยะกลางในหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่จะกระทบต่อกำลังซื้อภาคการเกษตรลดลง ได้แก่ กลุ่มสินเชื่อ (MTC, SAWAD), กลุ่มยานยนต์ (SAT, STANLY), กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG จากราคาน้ำตาลที่สูงขึ้น) และกลุ่มเกษตรและอาหาร (CPF, GFPT, BTG)

The post SET ลุ้นทะลุจุดสูงเดิม 1,432 จุด และหุ้นได้ประโยชน์จากการจัดตั้งกองทุน TESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET ยังผันผวน เน้นกลยุทธ์เชิงรับ ไม่ไล่ราคา https://thestandard.co/set-fluctuate-stratety/ Sat, 12 Aug 2023 05:09:43 +0000 https://thestandard.co/?p=828607 SET

สวัสดีครับท่านนักลงทุน ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกดูดีขึ้น […]

The post SET ยังผันผวน เน้นกลยุทธ์เชิงรับ ไม่ไล่ราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET

สวัสดีครับท่านนักลงทุน ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกดูดีขึ้น โดยปัจจัยภายในประเทศด้านการเมืองมีความคืบหน้าต่อการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคเพื่อไทย โดยมุมมองของ InnovestX คาดว่า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือนสิงหาคม แนวโน้ม GDP ไทยในปีนี้ยังเติบโตได้ในระดับ 3.0% และปีหน้า 3.3% ขณะที่หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าไปจนถึงช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม จะส่งผลกระทบต่องบประมาณภาครัฐและเศรษฐกิจไทย โดย GDP ในปีนี้จะเติบโตเหลือเพียง 2.7% และปีหน้าเติบโต 3.0% ส่วนกรณีเลวร้าย ต้องรอไปจนถึง สว. หมดวาระในเดือนพฤษภาคมปีหน้า จะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะในปีหน้าคาดว่า GDP ไทยจะเติบโตเหลือเพียงในช่วง 2.1-2.5% 

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลจะสามารถทำได้ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ทำให้สถานการณ์ดูผ่อนคลาย และการกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจยังไม่มากนัก 

 

ส่วนปัจจัยภายนอก ตลาดยังคาดหวังถึงการยุติการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งดูเหมือนมีความมั่นใจมากขึ้น จากข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐอเมริกาประจำเดือนกรกฎาคมล่าสุดซึ่งเพิ่มขึ้น 3.2%YoY ต่ำกว่าคาดที่ 3.3% ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 4.7%YoY ตามคาด ส่วนจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นสู่ 2.48 แสนราย สูงกว่าคาดที่ 2.31 แสนราย ทำให้ตลาดคาด Fed จะยุติการดำเนินนโยบายคุมเข้มด้านการเงินในปีนี้ 

 

ทั้งนี้ ปัจจัยภายในและภายนอกที่ดูผ่อนคลาย ทำให้ SET ยืนได้บริเวณ 1,500 จุด อย่างไรก็ตาม มองว่า SET ยังคงมีความผันผวน โดยเคลื่อนไหวภายในกรอบ 1,480-1,570 จุด เนื่องจากการเมืองภายในประเทศแม้มีความคืบหน้าแต่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะติดตามประเด็นสำคัญในวันที่ 16 สิงหาคม กรณีศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่  

 

ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งมีสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ แนะนำกลยุทธ์ในเชิงตั้งรับ ไม่ไล่ราคา 

 

โดยเลือกหุ้นในธีมที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้  

 

  1. ADVANC ราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัว Outperform SET อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากผลประกอบการที่ออกมาแข็งแกร่งใน 2Q และเติบโตต่อเนื่องใน 3Q66 และมีเงินปันผลระหว่างกาลที่ 4.0 บาทต่อหุ้น จะขึ้น XD วันที่ 18 สิงหาคม 

 

  1. BEM คาดว่าราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งใน 2Q66 อีกทั้งยังคาดว่ากำไรจะเติบโต QoQ และ YoY ใน 3Q66 โดยได้รับการสนับสนุนจากปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนและจำนวนผู้โดยสาร MRT ที่เพิ่มขึ้น 

 

  1. GULF มองบวกต่อแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง โดยคาดกำไรมีแนวโน้มดี จากกำลังการผลิตใหม่ของโรงไฟฟ้า IPP ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH จะช่วยหนุนกำไรปี 2566 ต่อเนื่อง โดยส่วนแบ่งกำไรที่มีเสถียรภาพปีละ 4-5 พันล้านบาท 

 

  1. MINT หุ้น Valuation ไม่แพงที่ PER 66F ระดับ 29 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่คาดผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดย 2Q66 คาดกำไรปกติที่ ~3 พันล้านบาท (+YoY, +QoQ) และผลประกอบการที่ดีขึ้นใน 2H66 จะช่วยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวดีกว่าตลาดได้ 

 

  1. SCGP กำไรสุทธิ 2Q66 สูงกว่าคาด และคาดว่าผลประกอบการจะดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน 2H66 จากต้นทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าธุรกิจในไทยและอินโดนีเซียจะปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งความต้องการบรรจุภัณฑ์จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันใน 3Q66

The post SET ยังผันผวน เน้นกลยุทธ์เชิงรับ ไม่ไล่ราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดพอร์ตหุ้นในช่วง SET ‘ผันผวน’ รอความชัดเจนด้านการเมือง https://thestandard.co/organize-a-portfolio-during-volatile-set-index/ Sat, 10 Jun 2023 06:02:24 +0000 https://thestandard.co/?p=801584 จัดพอร์ตหุ้น

สวัสดีครับท่านนักลงทุน SET ไม่ไปไหนนัก และคาดผันผวนในกร […]

The post จัดพอร์ตหุ้นในช่วง SET ‘ผันผวน’ รอความชัดเจนด้านการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดพอร์ตหุ้น

สวัสดีครับท่านนักลงทุน SET ไม่ไปไหนนัก และคาดผันผวนในกรอบจากความไม่แน่นอนใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ปัจจัยภายในประเทศด้านการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลและการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และ 2) ปัจจัยต่างประเทศ 

 

ด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยเดือนพฤษภาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 4 ที่ระดับ 3.3 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 7.9 พันล้านบาท ขณะที่เริ่มเดือนมิถุนายนถึง 7 มิถุนายน ที่กำลังเขียนคอลัมน์ฉบับนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิต่อที่ระดับ 2.7 พันล้านบาท 

 

ทั้งนี้ ในส่วนของประมาณการกำไรฯ ปี 2566 ของ SET นั้น Consensus มีการปรับลง 6.40% เช่นเดียวกับไต้หวัน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และจีน ที่ปรับลง 3.53%, 3.25%, 2.59%, 2.47% และ 1.16% ตามลำดับ ตรงข้ามกับฟิลิปปินส์ที่ปรับขึ้น 1.94% 

 

ด้านสรุปผลประกอบการ 1Q66 กำไรตลาดฯ ลดลง 8.7%YoY แต่เพิ่มขึ้น 91.1%QoQ โดยบริษัทจดทะเบียนใน SET ทำกำไรสุทธิรวมกันกว่า 3.76 แสนล้านบาท กลุ่มฯ ที่มีกำไรสุทธิเติบโตสูงสุด YoY นำโดยกลุ่มท่องเที่ยว รองมาคือวัสดุก่อสร้าง วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร ICT ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคาร ยานยนต์ และสื่อ-สิ่งพิมพ์ ขณะที่กลุ่มฯ ที่มีกำไรสุทธิหดตัวมากสุด YoY นำโดยกลุ่มของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน รองมาคือบริการเฉพาะกิจ ปิโตรเคมี ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ อาหาร เกษตร เหล็ก การแพทย์ แฟชั่น บรรจุภัณฑ์ ก่อสร้าง ขนส่ง และพลังงาน 

 

ด้านแนวโน้ม SET ในเดือนมิถุนายนคาดผันผวนในกรอบจากความไม่แน่นอน โดยเฉพาะปัจจัยภายในประเทศด้านการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลและการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนในตลาดติดตาม โดย SET มองผันผวนในกรอบ โดยกรอบล่างอยู่ที่แนวรับ 1,500 และ 1,470 จุด ตามลำดับ ส่วนกรอบบนอยู่ที่แนวต้าน 1,545 และ 1,570 จุด ตามลำดับ 

 

ทั้งนี้ แม้ SET ยังผันผวน แต่หากใช้กลยุทธ์เชิงรับ รอซื้อสะสมบริเวณ 1,500 จุดลงไป มองจะเป็นจุดรับที่ดี เนื่องจากคาดว่าบริเวณดังกล่าว ดัชนีจะเริ่มมี Downside ที่จำกัดและฟื้นตัวได้  อย่างไรก็ตาม ระดับการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับเสถียรภาพและสูตรการจัดตั้งของรัฐบาลใหม่ ซึ่งคงต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะมีการเปิดประชุมสภาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไทย 

 

ด้านหุ้นแนะนำ แนะนำกลุ่มหุ้น 2 ธีม ดังนี้ 

  1. หุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัดจาก MOU 23 ข้อ ที่ 8 พรรคการเมืองร่วมลงนาม เลือก BBL, KTB, KBANK, HMPRO, GLOBAL, BCH, CHG, SPRC, ONEE, HTC, TNP 
  2. หุ้นที่ INVX Research มีการปรับเพิ่มเรตติ้ง และ/หรือ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย เลือก KKP, BJC, OSP 

 

ส่วนกลุ่มที่แนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงหรือปัจจัยลบกดดันราคาหุ้น ดังนี้ 

  1. หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่ม PTT ออกไปก่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงหรือความไม่ชัดเจนของโครงสร้างราคาพลังงานจากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ 
  2. หุ้นที่คาดได้รับผลกระทบอย่างมีนัยจากนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลใหม่ ได้แก่ กลุ่มขนส่งพัสดุ (KEX) กลุ่มอาหาร (CPF, ZEN, GFPT, TU, AU, CENTEL) กลุ่มอสังหา (LPN, PSH, SIRI, QH, AP) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (HANA, KCE) 
  3. หุ้นที่ราคาขึ้นมาสูงกว่าโควิด และฝ่ายวิจัย InnovestX แนะนำ Underperform ได้แก่ AAV, SAWAD, MST, NRF

The post จัดพอร์ตหุ้นในช่วง SET ‘ผันผวน’ รอความชัดเจนด้านการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดพอร์ตหุ้นเด่นหลังเลือกตั้ง…ปีนี้ SET ระดับ 1,700 ได้เห็นหรือไม่ https://thestandard.co/outstanding-stocks-after-the-election/ Sat, 13 May 2023 05:18:13 +0000 https://thestandard.co/?p=789458 หุ้นเด่น หลังเลือกตั้ง

สวัสดีครับท่านนักลงทุน SET เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยแนวโ […]

The post จัดพอร์ตหุ้นเด่นหลังเลือกตั้ง…ปีนี้ SET ระดับ 1,700 ได้เห็นหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเด่น หลังเลือกตั้ง

สวัสดีครับท่านนักลงทุน SET เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยแนวโน้มที่ดี หลังเดือนเมษายนปรับตัวลงทั้งเดือน โดยหลังลงไปทำจุดต่ำบริเวณ 1,507 จุด ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่น ด้วยแรงหนุนตลาดคลายกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนเมษายนเพิ่มมากกว่าคาด โดยเพิ่มขึ้น 253,000 ตำแหน่ง มากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 180,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 3.4% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าอยู่ที่ 3.6% ทำสถิติต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2512 รวมถึงตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยเพิ่มมากกว่าคาด 

 

นอกจากนี้ ผลการประชุม Fed ล่าสุดในวันที่ 2-3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งสัญญาณอาจหยุดวงจรการปรับขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงดัชนี CPI สหรัฐฯ ประจำเดือนเมษายนออกมา +4.9%YoY ต่ำกว่าคาดที่ +5.0%YoY และชะลอตัวจาก +5.0%YoY ในเดือนมีนาคม ส่งผลให้ตลาดมั่นใจมากขึ้นว่า Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว 

 

ทั้งนี้ จากการสำรวจของ FedWatch Tool โดย CME บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนักมากถึงระดับกว่า 70% ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมวันที่ 13-14 มิถุนายน 

 

ด้านแนวโน้ม SET ในเดือนพฤษภาคม มองว่าจะปรับตัวขึ้นได้ โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นบริเวณ 1,600-1,615 จุด และภายในปีนี้ ยังมีโอกาสได้เห็นระดับ 1,700 จุดได้ ด้วยปัจจัยหนุน ดังนี้ 

 

  1. ผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนในตลาดภาพรวมจะทำจุดต่ำสุดใน 1Q66 และเริ่มสู่ทิศทางขาขึ้นตั้งแต่ 2Q66 จากการเติบโตของรายได้ที่มาพร้อมกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลง ซึ่งความโดดเด่นของผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนที่กลับสู่ขาขึ้น จะดึงดูดให้ Fund Flow ไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง หลังการเคลื่อนไหวดัชนี MSCI Thailand แย่กว่า MSCI APAC ex. Japan ในช่วง 1, 3 และ 6 เดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า SET เคลื่อนไหว Underperform ตลาดหุ้นในภูมิภาคมาเป็นเวลานานแล้ว  

 

  1. นโยบายการเงิน Fed จะลดความตึงตัว โดยคาด Fed จะคงดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปี หลังขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 2-3 พฤษภาคมที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในการขึ้น 

 

  1. การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังเด่น แม้การส่งออกชะลอตัว แต่มีปัจจัยขับเคลื่อนจากการบริโภคในประเทศ และการท่องเที่ยว โดย GDP ไทยในปีนี้ หน่วยงานต่างๆ คาดไว้ที่ระดับเติบโต 3.0-3.5% เมื่อเทียบกับฝั่งตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และยูโรโซน ที่การเติบโตของ GDP ในปีนี้แทบไม่มีหรือติดลบ

 

  1. Sentiment เชิงบวกหลังเลือกตั้ง ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ 

 

ทั้งนี้ ล่าสุดเราอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังเตรียมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ดังนั้น เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งเป็นไฮไลต์ส่วนสุดท้ายในคอลัมน์ฉบับนี้ ผมจึงอยากนำเสนอหุ้นที่คาดว่าจะมีการเคลื่อนไหวอย่างโดดเด่นหลังเลือกตั้งมาจัดพอร์ตเพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านนักลงทุนครับ 

 

ซึ่งกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ฝ่ายวิจัยฯ InnovestX นำมาจากสถิติในอดีต โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2538-2562 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน ได้แก่ กลุ่ม Media ปรับขึ้น 3.00%, กลุ่มอาหาร ปรับขึ้น 2.94%, กลุ่มรับเหมาฯ ปรับขึ้น 6.52%, กลุ่มท่องเที่ยว ปรับขึ้น 4.40%, และกลุ่มพาณิชย์ ปรับขึ้น 3.45% 

 

นำหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นข้างต้น เลือกมาเป็นหุ้นรายตัวอีกครั้ง ได้หุ้นน่าสนใจจำนวน 6 ตัว มาจัดพอร์ตเป็นหุ้นเด่นหลังเลือกตั้ง ที่หากอิงจากสถิติ ราคามีโอกาสปรับขึ้นโดดเด่นหลังเลือกตั้ง 1 เดือน ดังนี้ครับ 

  1. CENTEL โดยราคาหุ้นเฉลี่ยปรับขึ้นได้ 8.55% 
  2. BEC ราคาหุ้นเฉลี่ยปรับขึ้นได้ 7.77% 
  3. MINT ราคาหุ้นเฉลี่ยปรับขึ้นได้ 7.42% 
  4. CPN ราคาหุ้นเฉลี่ยปรับขึ้นได้ 7.24% 
  5. HMPRO ราคาหุ้นเฉลี่ยปรับขึ้นได้ 7.10% 
  6. CPALL ราคาหุ้นเฉลี่ยปรับขึ้นได้ 6.88% 

 

ท่านนักลงทุนเอาไว้เป็นแนวทาง แต่อย่าลืมนะครับ การเคลื่อนของราคาในอดีต ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต ดังนั้นต้องใช้ความระมัดระวังด้วยครับ

 

* ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post จัดพอร์ตหุ้นเด่นหลังเลือกตั้ง…ปีนี้ SET ระดับ 1,700 ได้เห็นหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET ฟื้นหรือทรุด หลังสงกรานต์จับตางบกลุ่มธนาคารหลังปิด 1Q66 https://thestandard.co/set-rise-or-fall/ Tue, 11 Apr 2023 11:29:25 +0000 https://thestandard.co/?p=775739 SET

สวัสดีครับท่านนักลงทุน แนวโน้ม SET ยังยืนบริเวณ 1,600 จ […]

The post SET ฟื้นหรือทรุด หลังสงกรานต์จับตางบกลุ่มธนาคารหลังปิด 1Q66 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET

สวัสดีครับท่านนักลงทุน แนวโน้ม SET ยังยืนบริเวณ 1,600 จุด ไม่ได้มีแรงขายออกมาก่อนหยุดเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแรงขายทำกำไรในหุ้น DELTA หลังขึ้นไปเหนือระดับ 1,000 บาทก่อนหน้า กระตุ้นแรงขายทำกำไร และความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะถดถอย หลังตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในช่วงนี้ล้วนส่งสัญญาณชะลอตัว เช่น ตัวเลขภาคการผลิตของ ISM, ตัวเลขเปิดรับสมัครงานใหม่ประจำเดือนกุมภาพันธ์, ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP ประจำเดือนมีนาคม และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมีนาคม เป็นต้น เป็นปัจจัยกดดันให้ SET ปรับตัวลง ด้านวอลุ่มการซื้อขายในตลาดเฉลี่ยต่อวันปรับตัวลดลง MoM เนื่องจากนักลงทุนชะลอการเข้าลงทุนจากการมีวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ และตลาดที่ขาดปัจจัยหนุนใหม่ ทำให้การฟื้นตัวจำกัด 

 

มาถึงมุมมอง SET หลังกลับมาเปิดหลังหยุดเทศกาลสงกรานต์ ผมแบ่งเป็น 2 Scenario ดังนี้ครับ โดย Scenario 1 หากช่วง SET ปิดทำการ แล้วสถานการณ์ตลาดหุ้นต่างประเทศไม่มีประเด็นที่มีนัยในทางลบเข้ามากระทบ ผมมองว่ากรณีนี้แนวรับ SET บริเวณ 1,540-1,560 จุด น่าจะเป็นจุดรองรับได้ และมีโอกาสฟื้นตัวกลับในลำดับถัดไป ส่วน Scenario 2 เป็นกรณีหากมีประเด็นลบอย่างมีนัยสำคัญเข้ามากระทบ ให้ติดตามแนวรับ SET บริเวณ 1,500 จุด หรือต่ำกว่า มองจะมีความน่าสนใจในการเข้าซื้อสะสม เนื่องจากระดับ SET ที่ต่ำกว่า 1,500 จุด มองมีความน่าสนใจทางด้านมูลค่าพื้นฐาน โดยหากอิงกำไรของตลาดในปีนี้ (Consensus คาดไว้ที่ประมาณ 102 บาทต่อหุ้น) SET จะเทรดที่ระดับ P/E ต่ำกว่า 15 เท่าแล้ว 

 

ดังนั้นสรุปมุมมอง SET จะฟื้นหรือทรุดขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เข้ามากระทบ โดยหากสถานการณ์เป็นปกติ คาดแนวรับบริเวณ 1,540-1,560 จุด รองรับได้ ส่วนกรณีมีปัจจัยลบอย่างมีนัยเข้ามากระทบ มอง SET มีโอกาสทรุดลงไปหา 1,500 จุด อย่างไรก็ตาม มองเป็นโอกาสซื้อด้วยความน่าสนใจทางด้าน Valuation 

 

ทางด้านหุ้นแนะนำมีหุ้นแนะนำใน 2 ธีม ได้แก่ 1. หุ้น Best of the Best ภายใต้วิกฤตการเงินในสหรัฐฯ และยุโรป แนะนำหุ้นซึ่งมีพื้นฐานและฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีกำไรในปี 2566-2567 เติบโตเฉลี่ยสูงกว่ากำไรของกลุ่มหุ้นที่ฝ่ายวิจัย InnovestX ให้คำแนะนำเป็น Outperform และ Valuation ไม่แพง โดยซื้อขายด้วย PER และ P/BV เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่บริเวณ -1.0 ถึง -2.0 S.D. ทำให้คาด Downside เริ่มจำกัด จึงมองเป็นโอกาสซื้อสะสม เลือก AU, BBL, BDMS, CPALL และ GULF 2. หุ้นที่มีสถิติให้ผลตอบแทนดีหากซื้อวันแรกหลังเปิดสงกรานต์และขายปลายเดือนเมษายน  

 

โดยหุ้นที่ฝ่ายวิจัย InnovestX ให้คำแนะนำเป็น Outperform และมีปัจจัยบวกหนุน ได้แก่ กลุ่มพลังงาน เลือก PTT และ BCP ซึ่งคาดได้อานิสงส์ราคาน้ำมันฟื้นตัวและค่าการกลั่นเข้าสู่ High Season, กลุ่มค้าปลีก เลือก HMPRO หลังอุปสงค์เครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มให้ความเย็นปรับตัวดีขึ้นจากภาวะอากาศร้อนจัด และหุ้นปันผล เลือก AP, KKP, KTB และ LH ซึ่งจะขึ้น XD ในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ 

 

ส่วนสุดท้ายหลังสงกรานต์จะเข้าสู่ช่วงรายงานผลการดำเนินงานใน 1Q66 ซึ่งจะเริ่มที่กลุ่มธนาคาร ฝ่ายวิจัย InnovestX ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวงบ 1Q66 ของกลุ่มธนาคาร โดยคาดว่ากลุ่มธนาคารจะรายงานกำไรสุทธิใน 1Q66 เพิ่มขึ้น 40%QoQ และ 10%YoY ทั้งนี้เมื่อเทียบ YoY คาดว่ากลุ่มธนาคารโดยรวมจะมีสินเชื่อเติบโตระดับต่ำ, NIM ที่ดีขึ้น และตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมลดลง ด้านอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้อยู่ในระดับทรงตัว ทางด้านกลยุทธ์การลงทุนมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงในระยะหลังนี้เปิดโอกาสให้เข้าซื้อสะสมหุ้นธนาคาร 

 

โดยเลือก KTB และ BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เพราะ 1. มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำกว่าธนาคารอื่นๆ 3. Valuation น่าสนใจ


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post SET ฟื้นหรือทรุด หลังสงกรานต์จับตางบกลุ่มธนาคารหลังปิด 1Q66 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใช้โอกาส ‘ซื้อสะสม’ หุ้นไทย บริเวณ 1,630-1,650 จุด https://thestandard.co/opportunity-share-collection-purchase/ Fri, 10 Feb 2023 06:31:30 +0000 https://thestandard.co/?p=748476

  สวัสดีครับท่านนักลงทุน หุ้นไทย SET ปรับตัวลงมาแร […]

The post ใช้โอกาส ‘ซื้อสะสม’ หุ้นไทย บริเวณ 1,630-1,650 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

สวัสดีครับท่านนักลงทุน หุ้นไทย SET ปรับตัวลงมาแรง นำโดยแรงขายในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หลังผลการดำเนินงานใน 4Q65 ของ KCE ออกมาต่ำกว่าคาดมาก และแนวโน้มผลการดำเนินงานใน 1Q66 ยังไม่ดีนัก ทำให้เกิดแรงขายทำกำไร หลังราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้ และสร้าง Sentiment ลบต่อกลุ่ม สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานที่จะประกาศของบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เหลืออย่าง DELTA และ HANA ให้ปรับตัวลงเช่นเดียวกัน 

 

นอกจากนี้ ความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ที่ยังต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ยังสร้างความกังวลให้กับตลาด และทิศทาง Fund Flow ที่ไหลออก เป็นอีกปัจจัยกดดันตลาด โดยตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิไปแล้ว 1.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ แม้ SET ในช่วงนี้มีทิศทางเป็นลบ 

 

อย่างไรก็ตาม ผมมองเป็นโอกาสในการซื้อสะสม โดยให้ติดตามแนวรับบริเวณ 1,630-1,650 จุด ที่มอง Downside ของดัชนีน่าจะถูกจำกัด และหากในสัปดาห์หน้า ที่มีการรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมกราคม ตัวเลขออกมาชะลอตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยช่วยหนุนตลาดได้ ด้านกลยุทธ์การลงทุนยังใช้การเข้าซื้อในลักษณะ Selective Buy ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้ 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ราคายัง Laggard โดยมี PBV ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังในอดีต และปี 2566 คาดกำไรจะเติบโตดี YoY อีกทั้งยังมี Valuation น่าสนใจ เลือก CPF, GPSC, SCGP และ HMPRO 

 

  1. หุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์เม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากการเข้าใกล้สู่ช่วงการเลือกตั้งของไทย เลือก BEC, CENTEL, CPN และ MAJOR 

 

  1. หุ้นที่คาดผลประกอบการ 4Q65-1Q66 มีแนวโน้มเติบโตดี YoY เลือก MINT, CRC และ CPALL 

 

ทั้งนี้ ส่วนสรุปสุดท้าย ผมเลือกกลุ่มหุ้นที่แนะนำตามธีมต่างๆ มาจัดพอร์ตหุ้น 5 ตัว ไว้เป็นแนวทางให้กับนักลงทุนดังนี้ครับ 

 

  1. SCGP แม้กำไร 4Q65 ต่ำกว่าคาด แต่ว่าปี 2566 กำไรจะเติบโต 22%YoY จากการรับรู้ต้นทุน RCP ระดับต่ำ และปริมาณการขายที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นใน 1H66 โดยจะปรับตัวเพิ่มมากขึ้นใน 2H66 จากการเปิดประเทศของจีน  

 

  1. HMPRO 4Q65 คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่มีกำไรสุทธิดีสุดของปี 2565 โดยเติบโต YoY จากยอดขายสาขาเดิม (SSS) ที่เพิ่มขึ้น รายได้ค่าเช่าฟื้นตัว และมาร์จิ้นที่กว้างขึ้นจากการมีสัดส่วนยอดขายสินค้าอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น และเติบโต QoQ จากปัจจัยฤดูกาล 

 

  1. CENTEL หุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์เม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากการเข้าใกล้สู่ช่วงการเลือกตั้ง และคาด 4Q65 กำไรจะโตเด่นทั้ง QoQ, YoY เป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดในปี 2565 ขณะที่ผลประกอบการจะฟื้นตัวตามการท่องเที่ยวไทยที่ปรับตัวดีขึ้น 

 

  1. CRC 4Q65 คาดผลประกอบการเพิ่มขึ้น YoY จากยอดขายปลีก รายได้จากการให้เช่าที่ฟื้นตัว และมาร์จิ้นที่กว้างขึ้น ส่วน QoQ เพิ่มขึ้นจากปัจจัยฤดูกาล ทั้งนี้ ปี 2565 คาดรายงานกำไรเติบโตดีสุดในกลุ่มพาณิชย์ และจะเติบโตอีก 25.5%YoY ในปี 2566

 

  1. CPALL 4Q65 คาดกำไรจะปรับตัวดีขึ้น YoY จากธุรกิจ CVS ที่ดีขึ้นตามยอดขายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก MAKRO ที่เพิ่มขึ้นจากการผนึกกำลังทางธุรกิจ และการรีแบรนด์ร้านค้าของ Lotus’s และกำไรยังโตต่อเนื่องใน 1Q66 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ใช้โอกาส ‘ซื้อสะสม’ หุ้นไทย บริเวณ 1,630-1,650 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ระวังการ ‘พักตัว’ แต่ยังเป็นโอกาสซื้อ https://thestandard.co/resting-but-buy-opportunity/ Tue, 08 Nov 2022 09:46:59 +0000 https://thestandard.co/?p=705949

สวัสดีครับท่านนักลงทุน    SET ปรับขึ้นต่อเนื่ […]

The post ระวังการ ‘พักตัว’ แต่ยังเป็นโอกาสซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สวัสดีครับท่านนักลงทุน 

 

SET ปรับขึ้นต่อเนื่อง จากจุดต่ำบริเวณ 1,554 จุด ขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือ 1,600 จุด แรงหนุนหลักมาจาก Fund Flow ที่กลับมาไหลเข้าในตลาดหุ้นไทยค่อนข้างแรงราว 2.27 หมื่นล้านบาท หลังค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง (บาทแข็งค่า) และเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง รวมทั้งตลาดยังคาดหวังว่าจีนอาจกลับมาเปิดประเทศ จึงส่งผลให้หุ้น Big Cap ปรับตัวขึ้นเด่น นำโดย กลุ่มพลังงาน (PTTEP, PTT, BANPU, TOP) ธนาคาร (KBANK, BBL, KTB) และ ปิโตรเคมี (IVL, PTTGC) เป็นต้น 

 

อีกทั้งยังมีแรงซื้อเก็งกำไรจากเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ 3Q65 และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะ อาทิ EA (กรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาออกมาตรการทางภาษีเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนให้ราคาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าถูกลง) JKN (ประกาศเข้าซื้อกิจการ MUO)


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ด้านผลประชุม Fed ล่าสุดเมื่อวันที่ 1-2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา Fed ยังส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยต่อ เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง 

 

โดยบทสรุปจากการประชุม Fed ผมนำบทวิเคราะห์ของ InnovestX สรุปให้ฟัง ดังนี้ครับ

 

  1. คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% ตามคาด โดยเป็นการปรับขึ้นที่ 0.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 โดยอัตราดอกเบี้ย Fed ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.75-4.00% 

 

  1. Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อคุมเงินเฟ้อ และมองว่าดอกเบี้ยสูงสุด (Terminal Rate) จะสูงกว่าที่ตลาดเคยคิดไว้ที่ 4.88% 

 

  1. มีการส่งสัญญาณว่าโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งต่อไปอาจชะลอลงกว่าครั้งนี้ได้ (น้อยกว่า 0.75%) 

 

  1. ในช่วงตอบคำถาม เจอโรม พาวเวลล์ ได้ยอมรับถึงประเด็นที่ว่านโยบายการเงินมีการส่งผลต่อเศรษฐกิจล่าช้า (Monetary Lag) บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงที่จะขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจ รวมถึงโอกาสที่จะเกิด Hard Landing มีมากขึ้น แต่ยังส่งสัญญาณว่ากังวลความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยน้อยเกินไปแล้วทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 

 

  1. ในแถลงการณ์ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวมากขึ้น แต่ยังคงเน้นย้ำตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและเงินเฟ้อที่สูงกว่าที่ Fed เคยคาดการณ์ไว้ 

 

ด้านแนวโน้ม SET ในปัจจุบัน ผมอยากเตือนถึงโอกาสในการพักตัว หลังดัชนีปรับขึ้นต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอาจมีแรงขายทำกำไร หลังเสร็จสิ้นการรายงานผลการดำเนินงานใน 3Q65 ของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าแนวรับบริเวณ 1,590-1,600 จุด จะเริ่มมี Downside จำกัด และในภาพรวมดัชนียังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยมีปัจจัยหนุนจากภาวะเศรษฐกิจ และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในประเทศมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง ซึ่งจะดึงดูดให้ทิศทาง Fund Flow ไหลเข้าได้ต่อ ทำให้การอ่อนตัว เป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสม 

 

โดยแนะนำหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ซึ่งคาดจะสามารถต้านทานความเสี่ยงภายนอกได้ ดังนี้ 

 

  1. หุ้น Earning Play ซึ่งคาด 3Q65 กำไรมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง YoY เลือก GFPT, SPALI, MTC, CPALL, LH และ BCP 

 

  1. หุ้นที่ราคาปรับลงแรง และ Valuation ไม่แพง (PBV ต่ำกว่า -1SD) สวนทางพื้นฐานที่ยังมีศักยภาพเติบโตได้ เลือก MTC, GPSC, BGRIM และ SCGP 

 

  1. หุ้นเก็งกำไรที่คาดได้อานิสงส์จากกระแสถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก (20 พฤศจิกายน – 18 ธันวาคม 2565) ซึ่งคาดกระตุ้นบรรยากาศการบริโภคในช่วงเชียร์บอล เลือก CPALL, CENTEL และ MINT 

 

ส่วนช่วงสั้นแนะนำเพิ่มความระมัดระวัง หรือหลีกเลี่ยงการลงทุนออกไปก่อน ในหุ้นที่มีปัจจัยเสี่ยงกดดันผลประกอบการ ดังนี้ 

 

  1. หุ้นเดินเรือ ซึ่งคาดได้รับผลกระทบจากอุปทานเรือใหม่ที่เข้ามาและอุปสงค์การขนส่งสินค้าเริ่มชะลอตัวลง 

 

  1. หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดได้รับผลกระทบจากสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นและผลประกอบการหุ้นเทคโนโลยีของโลกออกมาต่ำกว่าคาด 

 

  1. หุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมี หลังคาดงบ 3Q65 อาจได้รับผลกระทบค่าการกลั่น/ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง และขาดทุนสต๊อก

The post ระวังการ ‘พักตัว’ แต่ยังเป็นโอกาสซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดยังผันผวน เน้นเลือกหุ้นภูมิต้านทานสูง https://thestandard.co/market-fluctuate/ Tue, 11 Oct 2022 10:05:33 +0000 https://thestandard.co/?p=694420 ตลาดยังผันผวน

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน   เมื่อเร็วๆ นี้ SET ปรั […]

The post ตลาดยังผันผวน เน้นเลือกหุ้นภูมิต้านทานสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดยังผันผวน

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน

 

เมื่อเร็วๆ นี้ SET ปรับตัวลงต่อเนื่อง และหลุดระดับ 1,600 จุด จากแรงขายแทบทุกกลุ่ม นำโดย หุ้น Big Cap อย่างกลุ่มพลังงาน (PTTEP, PTT และ BANPU) และกลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL และ SCB) เนื่องจากกังวลการเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกจะทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย ส่วนแรงขายหุ้นกลุ่มลีสซิ่ง (MTC และ SAWAD) เกิดจากกังวลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำหนดเพดานควบคุมดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อ

 

โดย SET ลงไปทำจุดต่ำบริเวณ 1,557 จุด หลังจากนั้นฟื้นตัวขึ้นมาหาบริเวณ 1,600 จุดอีกครั้ง โดยมีแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่มพลังงาน (PTTEP, PTT และ TOP) ขานรับมติ OPEC+ ปรับลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนียังไม่สามารถขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้ จากความกังวลการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของ Fed กลับมาอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนกันยายนดีกว่าคาด และอัตราว่างงานลดลง แสดงถึงตลาดการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง สร้างความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่อาจยังไม่ชะลอตัวชัดนัก ทำให้ Fed ต้องจำเป็นในการเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่อ

 

ด้านทิศทาง Fund Flow ยังไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ SET ทำจุดสูงสุดไว้ที่ระดับ 1,672 จุด ในวันที่ 12 กันยายน หลังจากนั้นปรับลงต่อเนื่องถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิไปกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้ม SET แม้มองว่าตลาดได้มีการรับรู้ความเสี่ยงการดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวของหลายประเทศไประดับหนึ่งแล้ว ทำให้มอง Downside ลงลึกจะจำกัด และติดตามแนวรับบริเวณ 1,535 จุด ที่คาดว่ามีโอกาสฟื้นตัวกลับได้ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นหรือ Upside ก็จะถูกจำกัดเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลความเสี่ยงการถดถอยของภาวะเศรษฐกิจและความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่อาจมีมากขึ้นจากการที่ Fed ใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากเกินไป

 

ดังนั้นช่วงสั้นจึงยังต้องระมัดระวังความผันผวนของดัชนี ทำให้ด้านกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ Selective Buy ในหุ้นที่ต้านทานความเสี่ยงภายนอกและการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ ดังนี้

 

  1. กลุ่มหุ้นธนาคาร ซึ่งคาดกำไร 3Q65 ออกมาเติบโตดี และมีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์มากสุดจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น เลือก BBL, KTB และ KBANK
  2. หุ้นกลุ่มอื่น ซึ่งคาดจะพรีวิวโมเมนตัมกำไรยังแข็งแกร่งใน 3Q65 เลือก HMPRO, CRC, CPF, ZEN, SNNP และ AOT

 

ส่วนช่วงสั้นแนะนำเพิ่มความระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการลงทุนออกไปก่อนในหุ้นที่มีปัจจัยเสี่ยงกดดันผลประกอบการ ดังนี้

 

  1. หุ้นโรงกลั่น หลังคาดงบ 3Q65 อาจได้รับผลกระทบค่าการกลั่นลดลงและขาดทุนสต๊อก โดยเฉพาะ บจ. ที่ไม่ได้ทำ Hedging อย่าง SPRC และ ESSO
  2. หุ้นเดินเรือ ซึ่งคาดได้รับผลกระทบจากอุปทานเรือใหม่ที่เข้ามา และอุปสงค์การขนส่งสินค้าเริ่มชะลอตัวลง
  3. หุ้นปาล์ม ซึ่งคาดผลประกอบการยังถูกกดดันจากราคาปาล์มที่อยู่ในทิศทางขาลง เนื่องจากมีผลผลิตปาล์มที่สูงขึ้นในอินโดนีเซียและมาเลเซีย รวมทั้งหุ้นน้ำตาล หลังคาดผลผลิตน้ำตาลโลกจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่ดีในบราซิล อินเดีย และไทย

 

ทั้งนี้ ในบรรดาหุ้นต่างๆ ที่แนะนำ ผมเลือกมาจัดพอร์ตหุ้น 5 ตัว ได้แก่

 

  1. BBL ได้ประโยชน์มากสุดจากดอกเบี้ยขาขึ้น คาด 3Q65 กำไรจะเติบโต 18%YoY และ 17%QoQ สูงที่สุดในกลุ่ม จากการตั้งสำรองลดลงและการขยายตัวของ NIM รวมทั้งยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำกว่าธนาคารอื่นๆ

 

  1. KBANK หุ้นเด่นกลุ่มธนาคารที่มีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์มากสุดจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น และปัจจุบัน Valuation น่าสนใจ ขณะที่ 3Q65 คาดกำไรเติบโต 27%YoY จากการตั้งสำรองที่ลดลงและ NII ที่สูงขึ้น

  2. CRC ใน 3Q65TD ยอดขายเติบโตกว่า 50%YoY ดีที่สุดในกลุ่มพาณิชย์ และคาดว่ายอดขายปลีก รายได้จากการให้เช่า และมาร์จิ้นที่ฟื้นตัว จะหนุนให้ผลประกอบการ 3Q65 ฟื้นตัว YoY กลับมามีกําไรจากขาดทุนใน 3Q64

 

  1. AOT หุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยว เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเร่งตัวขึ้น และภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่เป็นบวก จะหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผลประกอบการ 4QFY65 (กรกฎาคม-กันยายน 2565) คาดจะปรับตัวดีขึ้นทั้ง QoQ และ YoY

 

  1. ZEN 3Q65 กำไรจะเติบโตขึ้นทั้ง QoQ และ YoY รวมทั้งเป็นหุ้น Defensive ที่ผลประกอบการอิงเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และคาดปี 2565 จะมีกำไรหลังขาดทุนต่อเนื่อง 2 ปี และสูงกว่าระดับก่อนโควิดที่ 126 ล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ตลาดยังผันผวน เน้นเลือกหุ้นภูมิต้านทานสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย เข้าสู่โหมด Risk Off เน้นลงทุนอย่างระมัดระวัง https://thestandard.co/thai-stocks-risk-off/ Tue, 30 Aug 2022 10:43:43 +0000 https://thestandard.co/?p=674092 ตลาดหุ้นไทย

ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นบ้านเราปรับขึ้นอย่างโดดเ […]

The post หุ้นไทย เข้าสู่โหมด Risk Off เน้นลงทุนอย่างระมัดระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นไทย

ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นบ้านเราปรับขึ้นอย่างโดดเด่น โดยมีแรงหนุนหลักจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ 1 สิงหาคม ถึง 26 สิงหาคม นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิไปกว่า 5 หมื่นล้านบาท เป็นแรงซื้อเข้ามาในหุ้นบิ๊กแคป (เช่น BH, KBANK, BANPU, PTTEP, SCB) หนุนดัชนีหุ้นไทย (SET) ขึ้นไปทำจุดสูงบริเวณ 1,650 จุด 

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น การปรับขึ้นของดัชนีเริ่มจำกัดหลังขาดปัจจัยหนุนใหม่ ขณะที่ในประเทศมีปัจจัยการเมืองหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี และให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนครึ่งที่ผ่านมา SET ปรับขึ้นเกือบ 9% จากจุดต่ำสุดบริเวณ 1,517 จุด ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงที่เริ่มลดลง และรับกระแสเงินทุน (Fund Flow) ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องไปพอสมควรแล้ว ขณะที่ความเสี่ยงเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีมากขึ้น หลังถ้อยแถลงของประธาน Fed ยังมีท่าทีหนักแน่นต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงต่อไปเพื่อลดเงินเฟ้อ แม้จะมีต้นทุนต่อเศรษฐกิจก็ตาม คาดจะกดดันบรรยากาศลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมทั้ง SET ให้มีความผันผวนสูงและมีการปรับขึ้นได้จำกัดมากขึ้น ทำให้คาดตลาดจะเข้าสู่โหมด Risk Off หรือมีแรงขายทำกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง หลังปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ และคาดเม็ดเงินจะเข้ามาพักในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินดอลลาร์ไปสักระยะ จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งติดตามประชุม Fed ครั้งถัดไปในเดือนหน้าวันที่ 20-21 กันยายน ทำให้ผมมองแนวโน้ม SET โดยเฉพาะในครึ่งแรกของเดือนกันยายน มีโอกาสปรับตัวลงเพื่อพักฐาน 

 

โดยมีแนวรับอยู่ที่ 1,600 และ 1,560-1,570 จุด ตามลำดับ ส่วนกรอบบนคาดถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,640-1,650 จุด ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำเลือกกลุ่มลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้ 

 

  1. กลุ่มหุ้นบิ๊กแคปที่คาดได้อานิสงส์ Fund Flow ไหลเข้า และ Valuation ยังไม่แพง เลือก BBL, PTT, IVL, AOT 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่คาด 3Q65 กำไรเติบโตดีทั้ง YoY และ QoQ เลือก CPALL, SCGP, CENTEL 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจาก Apple เตรียมจัดอีเวนต์ใหญ่เปิดตัว iPhone 14 ในวันที่ 7 กันยายน เลือก COM7, CPW, SYNEX ซึ่งเน้นเก็งกำไรเล่นรอบสั้นๆ ก่อนวันเปิดตัวสินค้าใหม่ 

 

ส่วนกลุ่มหุ้นที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือเพิ่มความระมัดระวังการลงทุน คือกลุ่มที่มีปัจจัยลบกดดันผลประกอบการ และ/หรือราคาหุ้นมีปัจจัยลบ ดังนี้ 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่คาดได้ผลกระทบลบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-8%YoY ทั้งนี้กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดจะได้รับผลกระทบเชิงลบมากสุด นำโดยกลุ่มขนส่งพัสดุ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (กระทบกำไรลงราว 6-12%) และกลุ่มอาหาร (กระทบกำไรลงราว 10%) 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่คาดได้ Sentiment ลบจากการปรับตัวลงต่อเนื่องของดัชนี BDI ซึ่งล่าสุด BDI Index ปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 ปี 2 เดือน เช่น กลุ่มเดินเรือเทกอง 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่คาดอาจได้รับผลกระทบลบจากสุญญากาศทางการเมืองที่อาจทำให้การประมูลงานล่าช้าออกไป เช่น กลุ่มรับเหมา กลุ่มขนส่งทางรางและโรงไฟฟ้า 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่คาดได้รับผลกระทบจากปัญหาซัพพลายเชนหลังจีนเผชิญภัยแล้งรุนแรงสุดเป็นประวัติการณ์ เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มยานยนต์ 

 

ส่วนสุดท้าย ผมนำหุ้นกลุ่มต่างๆ ที่แนะนำให้เลือกมาจัดพอร์ตหุ้น 5 ตัว เพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านนักลงทุน ดังนี้ 

 

  1. PTT หุ้นได้อานิสงส์ Fund Flow ไหลเข้า และ Valuation ยังไม่แพง รวมทั้งแนวโน้มผลประกอบการจะยังแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังมี Upside Risk เกี่ยวกับเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นในระยะสั้น 

 

  1. IVL หุ้นได้อานิสงส์ Fund Flow ไหลเข้า และ Valuation ยังไม่แพง ส่วนกำไรปกติ 2H65 คาดปรับตัวดีขึ้นและแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดย Oxiteno จะช่วยสนับสนุนกำไรธุรกิจ IOD เพิ่มขึ้น และคาดกำไรสุทธิปี 2565 เติบโตเด่นที่ 81%YoY 

 

  1. CPALL โมเมนตัมกำไรดี โดย 3Q65 คาดผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น YoY ปัจจัยหนุนจากธุรกิจ CVS และส่วนแบ่งกำไรจาก MAKRO ที่ดีขึ้นจากฐานต่ำและ Synergy จาก MAKRO กับ Lotus’s และเพิ่มขึ้น QoQ จากปัจจัยฤดูกาล 

 

  1. SCGP คาดกำไรปกติ 3Q65 ดีขึ้นทั้ง QoQ และ YoY จากฐานต่ำ, การปรับราคาผลิตภัณฑ์ขึ้นเพื่อครอบคลุมต้นทุนที่สูงขึ้น, อุปสงค์ที่ดีขึ้นในประเทศหลักๆ ทุกประเทศ และการส่งออกไปจีนมากขึ้น ประกอบกับกำไรเพิ่มเติมหลังซื้อกิจการ Peute ในเดือนกรกฎาคม 

 

  1. SYNEX หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจาก Apple เตรียมจัดอีเวนต์ใหญ่เปิดตัว iPhone 14 ในวันที่ 7 กันยายนนี้ ขณะที่สถิติการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SYNEX กับการเปิดตัวสินค้าใหม่ iPhone พบว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนการเปิดตัว 1 เดือน และ 1-2 สัปดาห์

               


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post หุ้นไทย เข้าสู่โหมด Risk Off เน้นลงทุนอย่างระมัดระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวโน้ม SET จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย และติดตามกำไรตลาดหลังงบไตรมาส 2 https://thestandard.co/thai-set-trend-and-recession/ Tue, 26 Jul 2022 13:57:21 +0000 https://thestandard.co/?p=659274 SET

ตลาดหุ้นไทย ( SET ) เริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำบริเวณ 1,518 จ […]

The post แนวโน้ม SET จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย และติดตามกำไรตลาดหลังงบไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET

ตลาดหุ้นไทย ( SET ) เริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำบริเวณ 1,518 จุด โดยภาพรวมของภาวะการลงทุนในตลาดผ่อนคลายลง หลังตลาดหุ้นลงมาสะท้อนเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางต่างๆ เพื่อสกัดเงินเฟ้อในระดับสูงในระดับหนึ่งแล้ว ในขณะที่ภาพรวมของผลการดำเนินงานใน Q2 ยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้น Nasdaq ซึ่งราคาหุ้นฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างโดดเด่น 

 

ส่วนในบ้านเราเริ่มต้นรายงานผลการดำเนินงานใน Q2 กลุ่มธนาคาร ซึ่งภาพรวมส่วนใหญ่กำไรออกมาดีกว่าคาด โดยปัจจัยหลักเกิดจากรายการตั้งสำรองที่น้อยกว่าคาด และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด (เพิ่มขึ้น 0.08% เมื่อเทียบ QoQ จากผลตอบแทนการให้สินเชื่อที่ดีขึ้น) ทั้งนี้ใน 2Q65 กําไรสุทธิของกลุ่มธนาคารลดลง 1%QoQ แต่เพิ่มขึ้น 2%YoY (22%YoY หากไม่รวมกําไรจากการขายหุ้น TIDLOR ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวใน 2Q64 ของ BAY) 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ด้านปัจจัยบวกที่กล่าวมาส่งผลให้ SET ฟื้นตัวขึ้นมาเคลื่อนไหวบริเวณ 1,550 จุด ส่วนประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ รายงาน GDP สหรัฐฯ ใน 2Q65 วันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ซึ่งหากออกมาหดตัวต่อเนื่องจาก Q1 จะเท่ากับว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งแม้เป็นปัจจัยกดดันตลาดได้ อย่างไรก็ตาม มองว่า SET มี Downside จำกัดบริเวณ 1,500 จุด โดยมีเหตุผลสนับสนุนจาก 

 

  1. มองตลาดลงมาสะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว รวมถึงเงินเฟ้อสหรัฐฯ คาดผ่านจุดพีคไปแล้วที่ระดับ 9.1%YoY ในเดือนมิถุนายน โดยจากการคาดการณ์ของ SCBS คาดว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคมจะชะลอตัวมาที่ระดับ 8.7%YoY จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่เริ่มปรับตัวลง ทั้งนี้ หากดูจาก Core CPI ซึ่งเป็นเงินเฟ้อที่ไม่รวมอาหารสดและพลังงานของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายน มีสัญญาณชะลอตัวมาก่อนแล้ว 

 

  1. ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนใน SET ยังมีแนวโน้มดี หลังจบรายงานผลการดำเนินงานใน 2Q65 

 

โดยจากการศึกษาของ SCBS พบว่า 1. หุ้นที่จะปรับประมาณการขึ้นนั้นมีสัดส่วนของกำไร (68%) มากกว่าหุ้นที่จะถูกปรับประมาณการลง (32%) และ 2. หุ้นที่จะถูกปรับประมาณการลงมากกว่า 5% นั้นมีสัดส่วนมูลค่าตลาดและกำไรค่อนข้างน้อย 

 

นอกจากนี้ ด้านการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มที่คาดว่าจะถูกปรับประมาณการกำไรขึ้น หลังงบ 2Q65 ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นน้อยอยู่ ในขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มที่คาดว่าจะถูกปรับประมาณการลง ราคาหุ้นปรับตัวลงมาระดับหนึ่งแล้ว ทำให้สรุปได้ว่าตลาดอาจจะไม่ตอบสนองต่อการปรับประมาณการลงมากนัก แต่จะเป็นประเด็นกดดันตลาดจนกว่าผลประกอบการจะเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม 

 

อย่างไรก็ตาม จะมีความหวังในกลุ่มหุ้นที่จะปรับประมาณการขึ้น และงบที่ดีกว่าที่คาดเป็นผลบวกต่อตลาดมากกว่า ทั้งนี้ ด้านกลยุทธ์การลงทุนที่ตลาดยังมีความเสี่ยง แต่ดู Downside จำกัดบริเวณ 1,500 จุด จึงแนะนำ Selective Buy โดยแนะนำหุ้นที่โมเมนตัมกำไรดี และ/หรือคาดประกาศผลการดำเนินงาน 2Q65 ออกมาดี ได้แก่  

 

  1. หุ้นที่คาดงบออกมาดี และมีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลังประกาศงบ 2Q65 เลือก BCP, AWC และ ERW 

 

  1. หุ้นที่คาด 2Q65 ผลการดำเนินงานจะออกมาดีกว่าตลาด เลือก HMPRO และ SCGP 

 

  1. หุ้นที่คาดผลดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำไรมีโมเมนตัมดีขึ้นตั้งแต่ 2Q65 รวมทั้ง Valuation ไม่แพง เลือก IVL, KCE, DELTA และ MTC 

 

ส่วนกลุ่มหุ้นที่แนะนำให้หลีกเลี่ยง หรือเพิ่มความระมัดระวังการลงทุน ได้แก่ 

 

  1. หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น กลุ่มปาล์ม (UVAN, UPOIC, VPO และ CPI), กลุ่มแป้งสาลีและแป้งมันสำปะหลัง (UBE, TMILL และ TWPC) หลังราคาปาล์มและข้าวสาลีจะยังอยู่ในทิศทางขาลง เนื่องจากปัญหาอุปทานขาดแคลนคลี่คลายลงหลังผลผลิตปาล์มของอินโดนีเซียและมาเลเซียออกสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งวิกฤตอาหารโลกคาดเริ่มคลี่คลายจากที่ล่าสุดยูเครน-รัสเซียทำข้อตกลงส่งออกธัญพืชสำเร็จ 

 

  1. หุ้นที่คาดได้ผลกระทบทางอ้อมจากความเสี่ยงด้านนโยบายของประเทศคู่ค้าอย่างเมียนมาที่มีเพิ่มขึ้น เช่น CBG และ OSP 

 

  1. หุ้นที่มีโอกาสสูงจะโดนตลาดปรับลดประมาณการ หลังล่าสุดมีความเสี่ยงกดดันผลการดำเนินงานมากกว่าที่คาดไว้ เช่น ASP, MST, NRF, OSP และ DTAC เป็นต้น

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post แนวโน้ม SET จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย และติดตามกำไรตลาดหลังงบไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลยุทธ์ หุ้นไทย …ให้ความสำคัญกับหุ้นรายตัวมากกว่าตลาด เพื่อสร้างผลตอบแทน https://thestandard.co/thai-stock-strategy/ Wed, 29 Jun 2022 00:55:39 +0000 https://thestandard.co/?p=647678 หุ้นไทย

ตลาดหุ้นผันผวน และหลุดต่ำกว่า 1,600 จุดอีกครั้ง โดยดัชน […]

The post กลยุทธ์ หุ้นไทย …ให้ความสำคัญกับหุ้นรายตัวมากกว่าตลาด เพื่อสร้างผลตอบแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

ตลาดหุ้นผันผวน และหลุดต่ำกว่า 1,600 จุดอีกครั้ง โดยดัชนี หุ้นไทย (SET) เคลื่อนไหวในทิศทางขาลงตลอดทั้งเดือนมิถุนายน ปัจจัยกดดันมาจากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงทั่วโลก และการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% โดยมีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะขึ้นแรงไปถึงสิ้นปีนี้ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องใช้มาตรการควบคุมอัตราเงินเฟ้อควบคู่ไปกับการดูแลเศรษฐกิจ เนื่องจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด ส่งผลให้นโยบายการเงินและการคลังเริ่มตึงตัวขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อบางธุรกิจ อีกทั้งมาตรการที่ภาครัฐขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่น-โรงแยกก๊าซ นำส่งกำไรส่วนเกินเพื่อช่วยบรรเทาราคาน้ำมัน ยิ่งทำให้เกิดแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ 

 

ขณะที่หุ้นที่ช่วยหนุนตลาดส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศเป็นหลัก แต่ก็ยังไม่สามารถประคองตลาดโดยรวมได้มากนัก ทั้งนี้ ในภาพรวม มองว่า SET ยังมีความเสี่ยงด้าน Downside จากการปรับลดประมาณการกำไรใน 3Q65 และความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยภายนอก ทำให้การลงทุนมีความซับซ้อนมากขึ้น 

 

ดังนั้นผมจึงอยากให้ความสำคัญกับการเลือกหุ้นรายตัวมากกว่าด้วยกลยุทธ์ Selective Buy โดยเน้นในกลุ่มหุ้นที่ปลอดภัย และมีการฟื้นตัวของกำไรชัดเจน ดังนี้ 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เลือก KBANK, BBL, BLA และ THREL ซึ่งคาดราคาหุ้นจะตอบสนองเชิงบวกต่อการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วกว่าคาดของ ธปท. และยังเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรช่วง 2Q-4Q65 ปรับตัวดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ 

 

  1. กลุ่มหุ้นท่องเที่ยว เลือก AOT และ AWC ซึ่งได้รับผลลบจากดอกเบี้ยขาขึ้นจำกัด ขณะที่ช่วงที่เหลือปีนี้คาดจะเห็นผลประกอบการฟื้นตัวดีขึ้น 

 

  1. สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ซึ่งสนใจหุ้นที่ราคาปรับลงมาแรงแล้ว ทำให้มี Risk/Reward ที่ดี อีกทั้งล่าสุดได้ผลบวกปัญหาอุปทานมีแนวโน้มคลี่คลายลง และอุปสงค์ปรับตัวดีขึ้น แนะนำหาจังหวะเก็งกำไรในหุ้น Recovery อย่าง MAKRO และ CBG ส่วนช่วงสั้นแนะนำเพิ่มความระมัดระวังการลงทุนใน 1) หุ้นที่ได้รับผลกระทบลบจากดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น หุ้นที่มีการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อสูง THANI, AEONTS, MTC, TISCO และ KKP) และหุ้นที่มีภาระหนี้สินสูง เช่น กลุ่มอาหาร กลุ่มขนส่งทางบก กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มโรงไฟฟ้า และ 2) หุ้นขุดเหมือง ซึ่งคาดได้ผลลบจากการปรับลงของราคา BTC และมีต้นทุนไฟฟ้าสูงขึ้น ทำให้ผลตอบแทนหรือระยะเวลาคืนทุนจะแย่กว่าคาด 

 

ทั้งนี้ ผมนำหุ้นในกลุ่มต่างๆ ที่แนะนำมาจัดพอร์ตหุ้น 5 ตัว ไว้เป็นแนวทางสำหรับนักลงทุน ดังนี้ครับ 

 

  1. KBANK หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะมีสัดส่วนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัว และสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์ในระดับสูง และมี Valuation ไม่แพง นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้ง และสินเชื่อเติบโตเด่น 

 

  1. BBL ได้ประโยชน์วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่ Valuation น่าสนใจ และเป็นหุ้น Laggard Play มองราคาหุ้นยังไม่สะท้อนแนวโน้มกำไรที่เติบโตดีขึ้น รวมทั้งมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุดในกลุ่ม 

 

  1. AOT ศบค. ยกเลิก Thailand Pass และยกเลิกกำหนดเงินประกันสุขภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีผลวันที่ 1 กรกฎาคม หนุนจำนวนนักท่องเที่ยวเร่งตัวขึ้น และผลประกอบการฟื้นตัว อีกทั้ง Valuation ไม่แพง และปัจจุบันยังเทรดต่ำกว่าก่อนเกิดโควิด

 

  1. AWC อีกหุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งมากขึ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า และจะสนับสนุนผลประกอบการปี 2565 ให้ปรับตัวดีขึ้น 

 

  1. CBG ได้ผลบวกจากราคาอะลูมิเนียมปรับตัวลง และคาดกำไรจะต่ำสุดใน 1H65 และเข้าสู่ขาขึ้นตั้งแต่ 2H65 โดยอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น (คาดราคาอะลูมิเนียมสูงสุดแล้วใน 1Q65) การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และปริมาณการขายตลาดต่างประเทศเติบโต 

The post กลยุทธ์ หุ้นไทย …ให้ความสำคัญกับหุ้นรายตัวมากกว่าตลาด เพื่อสร้างผลตอบแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET ยังผันผวน รอซื้อเมื่ออ่อนตัว ไม่ไล่ราคา https://thestandard.co/set-fluctuation/ Mon, 23 May 2022 14:01:36 +0000 https://thestandard.co/?p=632865 SET

ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) เคลื่อนไหวผันผวน โดยปรับลดลงหล […]

The post SET ยังผันผวน รอซื้อเมื่ออ่อนตัว ไม่ไล่ราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET

ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) เคลื่อนไหวผันผวน โดยปรับลดลงหลุด 1,600 จุด ไปทำจุดต่ำสุดของปีนี้ที่บริเวณ 1,578 จุด เนื่องจากกังวล Fed ขึ้นดอกเบี้ยแรงหลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าตลาดคาด ก่อนเริ่มเห็นดัชนีรีบาวด์ จากความคาดหวังเชิงบวกที่จีนเตรียมคลายล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน และธนาคารกลางจีนประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ LPR จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นตัว 

 

อีกทั้งในตลาดหุ้นไทยหลังสิ้นสุดประกาศงบ 1Q65 ของบริษัทจดทะเบียน พบว่า ส่วนใหญ่กำไรออกมาดีกว่าหรือใกล้เคียงกับตลาดคาด หลังหลายประเทศคลายมาตรการล็อกดาวน์คุมการระบาดของโควิด จึงหนุนให้ Fund Flow พลิกกลับมาไหลเข้าในตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ก่อน (17-21 พฤษภาคม) ราว 9.4 พันล้านบาท หลังจากที่ไหลออกต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมถึง 13 พฤษภาคม ไปกว่า 4.5 พันล้านบาท 

 

ทั้งนี้ การปรับขึ้นของหุ้นไทยยังมองว่ามีกรอบบนที่จำกัด และมีความผันผวนในทิศทางขาลง หลังไม่พบสัญญาณของปัจจัยหนุนที่จะเข้ามาหนุนดัชนีให้ปรับขึ้นต่อเนื่องได้ และบรรยากาศการลงทุนยังถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เพื่อสกัดเงินเฟ้อในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมทั้งมองกำไรยังไม่ได้ถูกปรับลงมากนักจากการเติบโตที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงยังมีดาวน์ไซด์และผันผวนสูง รวมถึงยังไม่ได้ใกล้เข้าสู่ช่วงขาขึ้นรอบใหม่ ส่งผลให้ผมมีมุมมองการลงทุนที่ยังระมัดระวังอยู่ 

 

โดยแนวโน้มหุ้นไทย ผมมองว่ามีดาวน์ไซด์ลงหลุดต่ำกว่า 1,580 จุด และมีแนวรับถัดไปบริเวณ 1,550-1,560 จุด ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนให้ใช้เชิงรับ ไม่ไล่ราคา แต่การอ่อนตัวเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมในกลุ่มหุ้นคุณภาพที่มีพื้นฐานดี และ Valuation ไม่แพง (PBV ยังต่ำกว่าหรือใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) รวมทั้งราคาหุ้นปรับลงมาพอสมควรแล้ว ดังนี้ 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี มีผลกระทบจำกัดจากปัจจัยภายนอกอย่าง KBANK, AMATA, LH, GULF, ADVANC 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่กำไร 1Q65 ดีเกินคาด และ 2Q65 โมเมนตันกำไรดีต่อเนื่อง อย่าง IVL, AMATA, MTC, CPALL

  2. กลุ่มหุ้นที่กำไรผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ 2Q65 ได้แก่ OSP ส่วนกลุ่มหุ้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังการลงทุน ได้แก่

    • หุ้นกลุ่มขนส่ง วัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ ที่ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นจะกดดันผลการดำเนินงาน 2Q65  
    • หุ้นขุดเหมือง ซึ่งคาดยังได้ Sentiment ลบจากการปรับตัวลงของ Bitcoin และต้นทุนไฟฟ้าที่สูงขึ้น ทำให้มีโอกาสสูงที่จะไม่คุ้มค่าในการลงทุน หรือระยะเวลาคืนทุนนานกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ 

 

ทั้งนี้ ในบรรดากลุ่มหุ้นต่างๆ ที่น่าสนใจที่ใช้เป็นโอกาสซื้อสะสมเมื่ออ่อนตัว ผมเลือกมาจัดพอร์ต 5 ตัว ได้แก่ 

 

  1. CPALL ยอดขายธุรกิจ CVS ดีขึ้น รวมทั้งมีภาระดอกเบี้ยจ่ายจากดีล Lotus’s ในส่วนของ CPALL ที่ลดลงจากการรีไฟแนนซ์

  2. OSP ได้ประโยชน์เต็มไตรมาสจากการปรับขึ้นราคาขาย M-150 จาก 10 บาทต่อขวดเป็น 12 บาทต่อขวด และตลาดส่งออกดีขึ้น อีกทั้งรับรู้ยอดขายจากสินค้าเครื่องใหม่ที่มีส่วนผสม CBD

  3. GULF หุ้นที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี มีผลกระทบจำกัดจากปัจจัยภายนอก โดยคาดว่าผลประกอบการ 1Q65 เติบโตดี YoY และยังฟื้นตัวต่อเนื่องใน 2Q65 
  4. ADVANC หุ้นที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มโตดี และ/หรือมีผลกระทบจำกัดจากปัจจัยภายนอก ขณะที่ความชัดเจนมากขึ้นของดีลระหว่าง TRUE-DTAC จะเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้น
  5. Backlog ในมือยังคงแข็งแกร่ง คาดหวังการลดข้อจำกัดเดินทางระดับภูมิภาคจะช่วยหนุนยอดโอนตั้งแต่ 3Q65

The post SET ยังผันผวน รอซื้อเมื่ออ่อนตัว ไม่ไล่ราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลยุทธ์ลงทุนช่วง ‘หุ้นไทย’ มี Downside และเผชิญปัจจัยลบรุมเร้า https://thestandard.co/thai-stock-downside-investment-strategy/ Tue, 19 Apr 2022 00:33:34 +0000 https://thestandard.co/?p=618665 หุ้นไทย

ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในภาพรวมดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนใ […]

The post กลยุทธ์ลงทุนช่วง ‘หุ้นไทย’ มี Downside และเผชิญปัจจัยลบรุมเร้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในภาพรวมดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบใหญ่ระหว่าง 1,600-1,700 จุด โดยการฟื้นตัวก่อนหน้านี้เกิดจากความคาดหวังเชิงบวกต่อข่าวการเจรจากันระหว่างรัสเซียและยูเครน และอานิสงส์จากการทำ Window Dressing ในช่วง 1Q65 รวมถึงแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ โดยใน 1Q65 ซื้อสุทธิสะสมไปกว่า 1.1 แสนล้านบาท ส่งให้ผล SET ขึ้นมาเคลื่อนไหวบริเวณ 1,700 จุด 

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ดูยังขาดปัจจัยหนุน ทำให้การฟื้นตัวดูเปราะบาง ส่งผลให้ดัชนียังไม่ผ่านบริเวณ 1,700 จุด และเริ่มกลับมาปรับตัวลงอีกครั้ง และคาดว่า SET มีโอกาสที่จะปรับลงมาหากรอบล่างบริเวณ 1,600 จุดอีกครั้ง ทำให้ตลาดยังมี Downside ท่ามกลางปัจจัยลบต่างๆ ที่รุมเร้า ได้แก่ 

 

  1. สงครามรัสเซียและยูเครนที่ยังยืดเยื้อ 

 

  1. การใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวของ Fed โดยการลดขนาดงบดุล และเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ท่ามกลางภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล จะส่งผลให้ทั้งดอกเบี้ยอสังหาริมทรัพย์ ดอกเบี้ยธุรกิจ และดอกเบี้ยรัฐบาล ปรับสูงขึ้น สร้างภาระที่เพิ่มขึ้น 

 

  1. เงินเฟ้อยังเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องและยังไม่เห็นสัญญาณขาลง ส่งผลให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง 

 

  1. การแพร่ระบาดของโควิดในเอเชียยังลุกลาม โดยเฉพาะในจีน จากนโยบาย Zero-COVID ส่งผลให้ต้องล็อกดาวน์ในเมืองใหญ่ต่างๆ เพื่อสกัดการแพร่เชื้อ 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ทั้งนี้ ปัจจัยลบต่างๆ สร้างโอกาสหรือความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้มองดัชนีมี Upside จำกัดบริเวณ 1,700 จุด และมีแนวโน้มอ่อนตัวลงหาบริเวณ 1,600 จุด ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ ‘รอจังหวะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ไม่ไล่ราคา’ ในหุ้นเชิงรับที่มีคุณภาพ และ/หรือมีปัจจัยบวกเฉพาะ เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน ในหุ้นกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้ 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี มีผลกระทบจำกัดจากปัจจัยภายนอกอย่าง KBANK, AMATA, LH, GULF, ADVANC, ONEE 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อจำกัด เลือก ADVANC, BDMS, GULF 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ได้อานิสงส์บวกการบริโภคภาคเอกชนไทยฟื้นตัว เลือก CPALL, BJC, AH, LH, ZEN 

 

  1. หุ้น Low Beta และให้ Dividend Yield สูงเกินปีละ 7% เลือก TISCO (XD 29 เมษายนนี้) 

 

ทั้งนี้ในช่วงสั้นแนะนำเพิ่มความระมัดระวังลงทุนหรือรอซื้อเมื่ออ่อนตัวในหุ้นเปิดเมืองอย่าง AOT, MINT, AWC, CENTEL, ERW ซึ่งแม้จะได้อานิสงส์บวกจากแผนเปิดประเทศในครึ่งปีหลัง แต่ช่วงสั้นมีความกังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดที่จะสูงขึ้นหลังสงกรานต์ 

 

นอกจากนี้แนะนำหุ้นเด่นใน 2Q65 ของ SCBS ซึ่งคัดเลือกหุ้นโดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ 

 

  1. ผลกระทบจำกัดจากปัจจัยภายนอก 

 

  1. ได้รับโมเมนตัมเชิงบวกจากธีมเปิดประเทศ โดยเฉพาะปริมาณการจราจรระหว่างประเทศ 

 

  1. กำไรมีแนวโน้มเติบโตหรือฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 

 

  1. มีความเสี่ยงทางการเงินจำกัด หรืองบดุลแข็งแกร่ง 

 

  1. มี Valuation สมเหตุสมผล ซึ่งจากการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว ทำให้ได้หุ้นเด่นที่แนะนำประจำ 2Q65 ได้แก่ AOT (เปิดประเทศ, ฟื้นตัว), BDMS (หุ้นเชิงรับ, อำนาจในการกำหนดราคาสูง), CRC (ฟื้นตัว, เติบโตอย่างมีคุณภาพ), GULF (เติบโตอย่างมีคุณภาพ, หุ้นเชิงรับ, อำนาจในการการกำหนดราคาสูง) และ PTTEP (หุ้นเติบโตที่มีราคาสมเหตุสมผล)

The post กลยุทธ์ลงทุนช่วง ‘หุ้นไทย’ มี Downside และเผชิญปัจจัยลบรุมเร้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นไทย’ การฟื้นตัวยังเปราะบาง กังวลเศรษฐกิจชะลอตัวและโควิดกลับมาแพร่ระบาดในเอเชีย https://thestandard.co/thai-stocks-recovery-and-economy/ Mon, 21 Mar 2022 10:44:17 +0000 https://thestandard.co/?p=608103 หุ้นไทย

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) เริ่มฟื้นตัว หลังหลุดต่ำกว่า 1,6 […]

The post ‘หุ้นไทย’ การฟื้นตัวยังเปราะบาง กังวลเศรษฐกิจชะลอตัวและโควิดกลับมาแพร่ระบาดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) เริ่มฟื้นตัว หลังหลุดต่ำกว่า 1,600 จุดในช่วงสั้น จากข่าวสหรัฐฯ แบนการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง ส่งผลให้เกิดความกังวลเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวและเกิดภาวะเงินเฟ้อ กดดันให้ SET ปรับลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,580 จุด แต่ด้วยความคาดหวังเชิงบวกต่อข่าวการเจรจากันระหว่างรัสเซียและยูเครน Fed ส่งสัญญาณเรื่องนโยบายการเงินชัดเจนขึ้น และจีนเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือ 1,600 จุดได้ 

 

โดยมีแรงหนุนหลักจาก Fund Flow ไหลเข้า สะท้อนได้จากนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิรายเดียวกว่า 1.8 หมื่นล้านบาทในช่วงระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 18 มีนาคม ทั้งนี้ แรงซื้อส่วนใหญ่เข้ามาในหุ้นธนาคาร (KBANK, BBL) หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, HANA) หุ้นการแพทย์ (BDMS, BCH) รวมทั้งหุ้นโรงไฟฟ้า (GPSC, BGRIM) ที่ได้อานิสงส์รัฐมีมติปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) อีก 23.38 สตางค์ต่อหน่วยงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมนี้ 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ด้านแนวโน้ม SET ขึ้นมาเคลื่อนไหวใกล้บริเวณ 1,700 จุด ซึ่งมองเริ่มมี Upside จำกัด และมีโอกาสกลับมาอ่อนตัวอีกครั้ง หลังมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในระยะถัดไป และยังมีผลต่อเนื่องที่ต้องติดตามจากการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมทั้งนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากกว่า คาดอาจนำไปสู่ความเสี่ยงใหม่ได้ 

 

ขณะเดียวกันสถานการณ์การแพร่ระบาดหนักของโควิดในประเทศการผลิตอย่างจีน เกาหลีใต้ และเวียดนาม ยังเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่อาจนำไปสู่การชะงักของห่วงโซ่อุปทานในระยะสั้นได้ ทำให้ภายใต้การฟื้นตัวของตลาดที่ยังเปราะบาง โดยมีประเด็นที่ต้องติดตามทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมทั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดที่รุนแรงขึ้นของหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และเวียดนาม 

 

รวมทั้งในไทย ซึ่งอาจกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ Selective Buy ในหุ้นเชิงรับที่มีคุณภาพและมีปัจจัยบวกเฉพาะ ได้แก่ 

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี มีผลกระทบจำกัดจากปัจจัยภายนอกอย่าง KBANK, AMATA, LH, GULF, ADVANC และ ONEE 
  2. กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะมีการฟื้นตัวจากสถานการณ์ในยูเครนคลี่คลายอย่าง DELTA, MINT, IVL และ SCGP 
  3. กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นหรือทนทานต้นทุนที่สูงขึ้นได้ และมีอำนาจกำหนดราคาสูงอย่าง BDMS, CPALL, BJC, ADVANC และ OSP  
  4. กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานชะงักระยะสั้น (Supply Disruption) อย่างหุ้นเดินเรือ RCL และ PSL ส่วนกลุ่มหุ้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังการลงทุนหรือลดน้ำหนักถือครอง ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่คาดได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างกลุ่มรับเหมาฯ, กลุ่มยานยนต์, กลุ่มเกษตร และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 

 

ทั้งนี้ ในบรรดากลุ่มหุ้นต่างๆ ที่แนะนำ ผมนำมาจัดพอร์ตหุ้นจำนวน 5 ตัว เพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านนักลงทุน ดังนี้ 

 

  1. IVL มีโมเมนตัมบวกจากราคาฝ้ายฟื้นตัวขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการที่มากขึ้นใน PTA และคาดว่ากำไรเติบโต 48%YoY ในปี 2565 
  2. OSP คาดว่ากำไรฟื้นตัวขึ้นในปี 2565 และมองเป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นหรือทนทานต่อต้นทุนที่สูงขึ้นได้ และมีอำนาจกำหนดราคาสูง 
  3. BDMS หุ้นทนทานต่อความผันผวนของตลาดได้ดีและมีพื้นฐานแกร่ง โดยปี 2565 คาดว่ากำไรเติบโต 21%YoY จากจำนวนผู้ป่วยทั้งไทยและต่างชาติที่เพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย 
  4. PSL หุ้นเดินเรือที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานชะงักงันระยะสั้น (Supply Disruption) และได้อานิสงส์จากค่าระวางเรือมีโมเมนตัมปรับขึ้น หลังการปิดน่านฟ้าของรัสเซียทำให้ค่าขนส่งทางอากาศเพิ่มขึ้น 
  5. AMATA หุ้นที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี โดยคาดว่ากำไรในปี 2565 เติบโตขึ้น 38%YoY และมองเป็นหุ้นที่มีผลกระทบจำกัดจากปัจจัยภายนอก 

 

ติดตามข่าวสารศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE STANDARD WEALTH และ YouTube: THE STANDARD

The post ‘หุ้นไทย’ การฟื้นตัวยังเปราะบาง กังวลเศรษฐกิจชะลอตัวและโควิดกลับมาแพร่ระบาดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นไทย’ ผันผวน แต่ Fund Flow ยังหนุนตลาด https://thestandard.co/thai-stocks-fluctuate-but-fund-flow-still-maintain-the-market/ Tue, 22 Feb 2022 13:51:54 +0000 https://thestandard.co/?p=597361 หุ้นไทย

ดัชนีหุ้นไทย (SET) ปรับตัวขึ้นโดดเด่น โดย หุ้นไทย สามาร […]

The post ‘หุ้นไทย’ ผันผวน แต่ Fund Flow ยังหนุนตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

ดัชนีหุ้นไทย (SET) ปรับตัวขึ้นโดดเด่น โดย หุ้นไทย สามารถทะลุขึ้นมายืนเหนือ 1,700 จุด สูงสุดในรอบ 2.5 ปี จากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาต่อเนื่อง โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิถึง 5.3 หมื่นล้านบาท รองมาคือ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่ซื้อสุทธิ 4.3 พันล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศและรายย่อยขายสุทธิ 3.2 หมื่นล้านบาท และ 2.6 หมื่นล้านบาทตามลำดับ

 

ทั้งนี้ แรงซื้อส่วนใหญ่อยู่ในหุ้น SET50 โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL, SCB) ไอซีที (ADVANC, TRUE, DTAC) พลังงาน (PTT, PTTEP, OR) และพาณิชย์ (CRC, MAKRO)

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ด้านแนวโน้มข้างหน้า คาด SET ยังเคลื่อนไหวผันผวน และมีโอกาสชะลอตัวบ้างจากปัจจัยภายนอก แต่ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อได้จากกระแส Fund Flow ที่ช่วยประคองดัชนี

 

โดยค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในรอบกว่า 6 เดือน และแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้มองว่าแม้ปัจจัยภายนอกยังไม่ชัดเจน เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และท่าทีของ Fed ในการดำเนินนโยบายการเงินตึงตัว แต่ตลาดมีการรับรู้ไปแล้วในระดับหนึ่ง จึงเป็นปัจจัยที่จะสร้างความผันผวนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ของตลาดที่มีแนวโน้มของการเติบโตกำไรที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม ถึง 18 กุมภาพันธ์ การรายงานงบ 4Q64 ของบริษัทจดทะเบียนมีกำไรดีกว่าคาดราว 20% ส่วนบริษัทจดทะเบียนที่กำไรตามคาดอยู่ที่ราว 60% และบริษัทจดทะเบียนที่กำไรแย่กว่าคาดอยู่ที่ราว 20%

 

โดยหุ้นปิโตรฯ เทคโนโลยี อาหาร เป็นกลุ่มที่กำไรดีกว่าคาด ส่วนการแพทย์ ICT สาธารณูปโภค กำไรแย่กว่าคาด ด้านกลยุทธ์ลงทุนในช่วงนี้ควรเน้นการลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ และทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ปรับขึ้นแรงจากปัจจัยแวดล้อมมากกว่าปัจจัยภายใน โดยการเข้าซื้อยังเป็นลักษณะ Selective Buy ในหุ้นที่มีการเติบโตและความชัดเจนของกำไรสูง แต่ราคายังไม่สะท้อน เพื่อลดความผันผวนและสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้มากกว่าเล่นตามภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน และอยู่บนความคาดหวังค่อนข้างมาก แนะนำหุ้นในกลุ่มต่างๆ ได้แก่

 

  1. กลุ่มหุ้นที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี และ/หรือ ได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศอย่าง KBANK, SPALI, AMATA, LH, GULF, DELTA ,ADVANC, ONEE, CRC, MINT
  2. กลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้ม Fund Flow ไหลเข้า แต่ราคายังต่ำกว่า Pre-COVID อย่าง PTT, AOT, CPF, LH, CPALL และ
  3. กลุ่มหุ้น Domestic รับอานิสงส์กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวดีขึ้นอย่าง CRC, AP, SPALI, AH, ONEE

 

ทั้งนี้ ในบรรดากลุ่มหุ้นต่างๆ ที่แนะนำ ผมเลือกมา 5 ตัว เพื่อจัดพอร์ตไว้เป็นแนวทางสำหรับนักลงทุน ดังนี้ครับ

 

  1. AOT หุ้นที่มีแนวโน้ม Fund Flow ไหลเข้าแต่ราคายังต่ำกว่า Pre-COVID และ Sentiment บวกจาก ศบค. เตรียมพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ Test & Go รับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ
  2. CPF หุ้นที่มีแนวโน้ม Fund Flow ไหลเข้า แต่ราคายังต่ำกว่า Pre-COVID และคาดกำไร 1Q65 จะปรับตัวดีขึ้น QoQ ด้วยราคาสุกรและไก่เนื้อในประเทศปรับตัวดีขึ้น (+20% ถึง +35%)
  3. CPALL กำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะปรับตัวดีขึ้นหลังกำลังซื้อฟื้นตัว โดยปี 2565 คาดกำไรปกติโตแกร่งถึง 72%YoY ขณะที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่า Pre-COVID
  4. LH กำไรปี 2565 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายมาตรการ LTV ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ดีขึ้น และมี Upside จากการขายสินทรัพย์ใน 2Q65 ขณะที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่า Pre-COVID และ
  5. ONEE หุ้น Domestic ที่ได้รับอานิสงส์กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวดีขึ้น โดยจัดเป็นหุ้น Proxy ของการฟื้นตัวในเม็ดเงินโฆษณา ขณะที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่า Pre-COVID แล้วพบกันใหม่ ในคอลัมน์ฉบับหน้าครับ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘หุ้นไทย’ ผันผวน แต่ Fund Flow ยังหนุนตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>