ธุรกิจอายุเฉียด 200 ปี ที่ไม่ได้สานต่อโดยคนในตระกูลมาตั […]
The post คีลส์ แบรนด์สกินแคร์ระดับโลกจากนิวยอร์ก ที่มีผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย กว่า 173 ปี! appeared first on THE STANDARD.
]]>
ธุรกิจอายุเฉียด 200 ปี ที่ไม่ได้สานต่อโดยคนในตระกูลมาตั้งแต่ต้น แต่กลับประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้…มีไม่มาก ยิ่งถ้าเป็นธุรกิจความงาม ยิ่งน้อยจนนับนิ้วได้ หนึ่งในนั้นคือ Kiehl’s (คีลส์) แบรนด์สกินแคร์เพียงไม่กี่แบรนด์ในโลกที่ยังคงเติบโตและประสบความสำเร็จยาวนานตลอด 173 ปี
ถึงไม่ถอดรหัสก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ทำให้ Kiehl’s ยืนระยะในใจผู้บริโภคมาได้อย่างงดงามทุกยุคสมัยก็เพราะเป็น ‘แบรนด์สกินแคร์ที่จริงใจ’ มาตั้งแต่วันที่ลูกค้าคนแรกเดินเข้าร้าน

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1851 ณ มุมถนนสายที่ 3 ตัดกับถนนสายที่ 13 เป็นที่ตั้งของร้านขายยา ‘Brunswick Apotheke’ ที่จำหน่ายยาบำรุงและน้ำมันขี้ผึ้งทาแผลที่สกัดจากส่วนผสมในธรรมชาติ โดยมีเภสัชกรนามว่า จอห์น คีลส์ (John Kiehl)

ในปี ค.ศ. 1894 จอห์น คีลส์ คิดค้นสูตรยาปรุงสำเร็จสูตรพิเศษจากพืชสมุนไพรต่างถิ่นมากมาย

จอห์น คีลส์ (John Kiehl)
Core Value ของแบรนด์คือดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจที่จะเป็นบริษัทที่มีคุณค่า มีจุดประสงค์ในการดำรงอยู่ไม่เพียงแค่การทำงานในแต่ละวันเพื่อหากำไร แต่ยังทำเพื่อปรับปรุงคุณภาพชุมชน ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สื่อสารกับลูกค้าด้วยความจริง ความยุติธรรม และความเที่ยงตรง

นอกจากจะเป็นสกินแคร์แบรนด์แรกในสหรัฐอเมริกาที่แจ้งรายละเอียดส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บนฉลากเพื่อให้ลูกค้ารู้ก่อนตัดสินใจซื้อ ยังเป็นแบรนด์แรกอีกเช่นกันที่มีนโยบาย ‘Try Before You Buy’ แจกผลิตภัณฑ์ขนาดทดลองให้ลูกค้าไปลองใช้ ก่อนตัดสินใจซื้อ กลายเป็นธรรมเนียมของ Kiehl’s มายาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1922

Kiehl’s ยังเป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วย ‘จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย’ ผลิตภัณฑ์หลายตัวกลายเป็นไอเท็มคู่ใจนักผจญภัยทั่วโลก เรื่องนี้ถูกพิสูจน์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 คณะสำรวจยอดเขาเอเวอเรสต์ ‘Everest ’88’ สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์โดยไม่ใช้ออกซิเจนสำรองได้สำเร็จ โดยผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาพกติดตัวไปเพื่อเผชิญอุณหภูมิติดลบตลอดการเดินทาง ได้แก่ Kiehl’s Ultra Facial Cream และ Kiehl’s Lip Balm #1
ไม่พูดถึงไม่ได้คือเรื่อง ‘สูตรเฉพาะของ Kiehl’s’ นอกจากความมุ่งมั่นนำส่วนผสมจากธรรมชาติมาเป็นวัตถุดิบหลัก แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับการคิดค้นและวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องทดสอบกับผู้ใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น
ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Dermatologist Solutions ที่กำหนดสูตรขึ้นโดยนักเคมีของ Kiehl’s ร่วมมือกับคณะแพทย์ผิวหนังที่ปรึกษา เพื่อจัดการปัญหาผิวที่ลูกค้ากังวลใจได้อย่างตรงจุด อาทิ
Dark Spot Solution เซรั่มเพื่อผิวกระจ่างใสอันดับ 1 ในไทย 7 ปีซ้อน ช่วยลดรอยต่างๆ ให้ผิวเนียนใส กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และลดการผลิตเม็ดสีเมลานิน

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Classic Range ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับทุกเพศ ทุกวัย สามารถเลือกใช้ได้ตามสภาพผิว

ตามมาด้วย ‘มาตรฐานการบริการที่เหนือกว่า’ เพราะจุดเริ่มต้นของแบรนด์ถูกฝังรากลึกมาจากการให้ ตั้งแต่ให้ความจริงใจในการให้คำแนะนำกับลูกค้า ให้ทดลองใช้ตามนโยบาย ‘Try Before You Buy’ รับประกันความพึงพอใจ คืนเงิน 100%
เพราะเป้าหมายของแบรนด์คือให้คนในองค์กรฝึกฝน ‘ความเอื้ออาทร’ โดยแสวงหาวิธีในการให้ความช่วยเหลือ ให้เวลา ข้อมูล ต่อลูกค้าและเพื่อนร่วมงานอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จาก ‘Skin Pro’ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณของแบรนด์คีลส์ที่สามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ได้อย่างตรงจุด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาผิวสำหรับทุกเพศทุกวัย โดย Skin Pro ทุกคนจะต้องผ่านการอบรมอย่างเข้มข้น โดยมีเครื่อง Derma Reader ที่ตรวจวิเคราะห์สภาพผิวแบบครบจบทั้ง 11 มิติ

เสื้อกาวน์แล็บที่ Skin Pro ใส่ เป็นหนึ่งในการแสดงจุดยืนที่ Kiehl’s ให้ความสำคัญ และสะท้อนภาพลักษณ์ต้นกำเนิดของ Kiehl’s ที่ผสานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงโครงกระดูกมนุษย์จำลองนามว่า ‘Bones’ ที่ปรากฏตัวมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก เพื่อช่วยให้ความรู้กับลูกค้าได้เข้าใจในเรื่องยาและการรักษาได้อย่างเห็นภาพ ซึ่งปัจจุบันสามารถพบ ‘Bones’ ได้ที่ร้าน Kiehl’s ทุกสาขา

สุดท้ายคือเรื่องของ ‘ความมุ่งมั่นต่อชุมชนในการให้บริการ’ ด้วยการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ภารกิจ ‘Mission Renewal’ สานต่อปณิธานสู่ความยั่งยืน ตั้งแต่การคัดสรรแหล่งที่มาของส่วนผสม การออกแบบและการผลิตที่ลดมลภาวะ ไปจนถึงการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อช่วยพัฒนาชุมชนและโลก
‘การเติมเต็มทรัพยากร’ ผลิตภัณฑ์ 100% ของแบรนด์ ต้องผ่านกระบวนการผลิตที่ลดการเกิดของเสียและสรรหาส่วนผสมจากธรรมชาติที่ได้มาอย่างยั่งยืน สามารถปลูกทดแทนได้ หรือเกิดขึ้นใหม่ได้เองตามธรรมชาติ
‘การออกแบบเพื่อลดขยะตั้งแต่ต้นทาง’ ขวดและกระปุกบรรจุภัณฑ์ 100% ต้องผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล และถูกนำกลับมาวนใช้ซ้ำได้ในรูปแบบชนิดถุงเติม จนถึงวันนี้ Kiehl’s เรียกคืนบรรจุภัณฑ์ผ่านกล่องรีไซเคิลของ Kiehl’s ไปแล้วกว่า 14 ล้านชิ้นทั่วโลก
‘สร้างพลังให้กับชุมชน’ สร้างแรงบันดาลใจผ่านโครงการจากชุมชนทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมและโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
ในอีกแง่มุมของการสร้างพลังให้ชุมชน สิ่งที่น่ายกย่องอย่างมากก็คือการให้กลับคืนสู่ชุมชนและสังคมผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการ ‘Kiehl’s Gives’ สนับสนุนองค์กรการกุศลทั่วโลกใน 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ สิ่งแวดล้อมของโลก การวิจัยเกี่ยวกับโรคเอดส์ และองค์กรเกี่ยวกับเด็ก
รวมไปถึงโครงการระดับโลกล่าสุดอย่าง ‘Kiehl’s Open Doors Program’
‘Kiehl’s Open Doors Program’ โครงการระดับโลกเพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและเยาวชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม สานต่อปณิธานอันแข็งแกร่งของแบรนด์ที่แสดงให้เห็นถึงการไม่แบ่งแยก เปิดรับทุกความหลากหลายมาโดยตลอด ด้วยการสนับสนุนชุมชน LGBTQIA2+ ตั้งแต่ ค.ศ. 1980


แผนการขับเคลื่อนความหลากหลายและความเท่าเทียมของ Kiehl’s Thailand ยังไม่หมดเท่านี้ ด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อคนมีทางเลือกมากขึ้น ยิ่งทำให้พวกเขาเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นไปด้วย เป็นที่มาของกิจกรรม ‘Kiehl’s Open Doors Career Training Program’ ครั้งแรกของ Kiehl’s Thailand ที่เปิดประตูสู่โอกาสในการทำงานเป็น Beauty Advisor ของ Kiehl’s Thailand หรือโอกาสในการฝึกงานและร่วมงานกับแบรนด์อื่นๆ ภายใต้เครือ L’Oréal Group

‘Kiehl’s Open Doors Career Training Program’ ถือเป็นการสานต่อปณิธาน ‘การให้’ กลับคืนสู่สังคมของ Kiehl’s พร้อมตอกย้ำเป้าหมายในการ ‘สร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก’ ของ L’Oréal Group เพราะการสนับสนุน ส่งเสริม และส่งมอบ โอกาส แรงบันดาลใจ และความเชื่อมั่น ให้กับกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศและกลุ่มเยาวชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เป็นตัวเองได้อย่างมั่นใจ
The post คีลส์ แบรนด์สกินแคร์ระดับโลกจากนิวยอร์ก ที่มีผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย กว่า 173 ปี! appeared first on THE STANDARD.
]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์วัย 78 ปี สร้า […]
The post โดนัลด์ ทรัมป์ จากเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ สู่ความหวังประธานาธิบดีสมัยที่ 2 appeared first on THE STANDARD.
]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์วัย 78 ปี สร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 โดยเอาชนะ คามาลา แฮร์ริส คู่ท้าชิงจากพรรคเดโมแครตไปได้ในการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
การดำรงตำแหน่งในช่วงสมัยแรกของทรัมป์เรียกได้ว่าเป็นการสร้าง ‘ปรากฏการณ์’ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ จากบทบาทแข็งกร้าวในนโยบายต่างประเทศต่ออิหร่านและการเปิดฉากสงครามการค้ากับจีน การแสดงจุดยืนรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน และการดำเนินนโยบายคนเข้าเมืองที่เข้มงวด ทั้งการห้ามพลเมืองจากหลายประเทศมุสลิมเข้าประเทศ การสร้างกำแพงแนวชายแดนเม็กซิโก และการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมาย
หากเขาชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 แน่นอนว่าหนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความท้าทาย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง สงคราม และภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากทั่วโลก
และนี่คือเรื่องราวชีวประวัติบางส่วนของหนึ่งในผู้ท้าชิงเก้าอี้ผู้นำทำเนียบขาว ที่อาจกำหนดทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกตลอด 4 ปีข้างหน้า
โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1946 ในควีนส์ รัฐนิวยอร์ก เขาเป็นบุตรคนที่ 4 จากบุตรทั้งหมด 5 คนของ เฟรเดอริก นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ แมรี ทรัมป์ ไฮโซและนักการกุศลชาวนิวยอร์ก
ในช่วงทศวรรษ 1950 ความมั่งคั่งของตระกูลทรัมป์เพิ่มขึ้นพร้อมกับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ทรัมป์เติบโตมาแบบเด็กชายที่กระตือรือร้นและมั่นใจในตนเอง ในวัย 13 ปีเขาเริ่มประพฤติตัวไม่ดีในโรงเรียน ส่งผลให้พ่อและแม่ตัดสินใจส่งเขาไปเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยนิวยอร์ก (New York Military Academy) โดยหวังให้ระเบียบวินัยของโรงเรียนช่วยขัดเกลาและส่งเสริมความกระตือรือร้นของเขาไปในทางบวก
เขาทำได้ดีทั้งในด้านสังคมและวิชาการ จนกลายเป็นนักกีฬาดาวเด่นและผู้นำนักเรียน ก่อนจะศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮมในปี 1964 และย้ายไปเรียนสาขาเศรษฐศาสตร์ที่โรงเรียนการเงินวอร์ตัน (Wharton School of Finance) มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ในอีก 2 ปีต่อมา กระทั่งสำเร็จการศึกษาในปี 1968
หลังสำเร็จการศึกษา ทรัมป์รับสืบทอดบริษัทต่อจากพ่อ เนื่องจาก เฟรด พี่ชายของเขา เลือกที่จะเป็นนักบิน โดยมีส่วนช่วยบริหารโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในนิวยอร์ก และได้อำนาจบริหารบริษัทเต็มตัวในปี 1971 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Trump Organization ซึ่งภายใต้การบริหารของทรัมป์ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจของครอบครัว จากโครงการที่พักอาศัยระดับกลางในย่านบรูกลินและควีนส์มาเป็นโครงการหรูหราในแมนฮัตตัน
โดยถนน Fifth Avenue กลายมาเป็นที่ตั้งของ Trump Tower ซึ่งต่อมาเป็นทั้งบ้านและทรัพย์สินที่มีชื่อเสียงที่สุดของทรัมป์
ทรัพย์สินอื่นๆ ที่ใช้ชื่อแบรนด์ของทรัมป์มีทั้งคาสิโน, คอนโดมิเนียม, สนามกอล์ฟ และโรงแรม ในหลายเมืองของสหรัฐฯ และต่างประเทศ เช่น อินเดีย ตุรกี และฟิลิปปินส์
สำหรับชีวิตครอบครัว ในปี 1977 ทรัมป์แต่งงานครั้งแรกกับ อิวานา เซลนิชโควา นางแบบและอดีตนักสกีชาวเชโกสโลวาเกีย และมีลูกด้วยกัน 3 คน ได้แก่ โดนัลด์ จูเนียร์, อิวานกา และเอริก ก่อนจะหย่าขาดจากกันในปี 1992 หลังทรัมป์ตกเป็นข่าวว่ามีความสัมพันธ์กับ มาร์ลา เมเปิลส์ หญิงสาวที่ต่อมากลายเป็นภรรยาคนที่ 2 ซึ่งทรัมป์แต่งงานด้วยในปี 1993
ทรัมป์กับมาร์ลามีลูกสาวด้วยกัน 1 คนชื่อ ทิฟฟานี และชีวิตสมรสของทั้งคู่ก็ยืนยาวต่อมาอีก 6 ปี ก่อนที่ทั้งคู่จะหย่าขาดจากกันในปี 1999
ในปี 2005 ทรัมป์ตัดสินใจแต่งงานรอบที่ 3 กับ เมลาเนีย คเนาส์ หรือปัจจุบันคือ เมลาเนีย ทรัมป์ และมีลูกชายด้วยกันอีก 1 คน คือ บาร์รอน วิลเลียม ทรัมป์ ซึ่งเพิ่งอายุครบ 18 ปี
อย่างไรก็ตาม หลังเข้าสู่แวดวงการเมือง เขาเผชิญกับหลายข้อกล่าวหาอื้อฉาว ทั้งเรื่องการประพฤติผิดทางเพศและความสัมพันธ์นอกสมรส
โดยเมื่อต้นปีที่แล้ว คณะลูกขุนในนิวยอร์กตัดสินความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศนักเขียนหญิง อี. จีน แคร์รอล ในช่วงทศวรรษที่ 1990 และทำให้เธอเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการโพสต์ข้อความลงแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าข้อกล่าวหาของเธอเป็นคำโกหก ซึ่งศาลสั่งให้ทรัมป์จ่ายเงินเธอทั้งหมด 88 ล้านดอลลาร์ แต่เขาได้ยื่นอุทธรณ์
นอกจากนี้ทรัมป์ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา 34 กระทง ฐานปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ เพื่อปกปิดข้อตกลงเรื่องการจ่ายเงินปิดปาก สตอร์มี แดเนียลส์ นักแสดงหนังผู้ใหญ่ จากกรณีความสัมพันธ์นอกสมรสในปี 2006
ทรัมป์ยังสร้างชื่อในวงการบันเทิงจากการเป็นเจ้าของเวทีประกวดนางงาม Miss Universe, Miss USA และ Miss Teen USA จากนั้นจึงเป็นผู้จัดรายการเรียลิตี้โชว์ The Apprentice ของ NBC
นอกจากนี้เขายังเขียนหนังสือหลายเล่มและปรากฏตัวทั้งในภาพยนตร์และรายการมวยปล้ำอาชีพ รวมทั้งยังทำธุรกิจขายสินค้าทุกประเภท ตั้งแต่เครื่องดื่มไปจนถึงเนกไท
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เคยยื่นล้มละลายทางธุรกิจมาแล้ว 6 ครั้ง และธุรกิจหลายอย่างของเขารวมถึง Trump Steaks และ Trump University ก็ล้มละลาย
โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขาลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่ง Forbes ประเมินว่า ปัจจุบันเขามีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่เขายังเคยเผชิญคดีความและข้อครหาเรื่องการปกปิดข้อมูลภาษี และยังถูกศาลตัดสินโทษปรับเงินเกือบ 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐในคดีตกแต่งข้อมูลทรัพย์สินเพื่อหลอกลวงผู้ให้กู้ยืมเงิน
จากบทบาทนักธุรกิจใหญ่ มีหลายครั้งที่ทรัมป์ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ทั้งในแง่สนอกสนใจและประชดประชัน ถึงขั้นมองว่าชีวิตของนักการเมืองนั้นโหดร้าย
ในปี 1987 ทรัมป์เคยลงโฆษณาเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์ใหญ่ 3 ฉบับ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศและวิธีขจัดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง ก่อนที่ในปีต่อมาเขาจะเข้าพบ ลี แอตวอเตอร์ ที่ปรึกษาประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน แห่งพรรครีพับลิกัน เพื่อขอพิจารณาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีร่วมกับ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ที่ขณะนั้นเป็นตัวแทนผู้สมัครชิงประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกัน โดยบุชมองว่าคำขอดังกล่าวค่อนข้าง ‘แปลกและไม่น่าเชื่อ’
อย่างไรก็ตาม เขาผ่านการเป็นสมาชิกพรรค ทั้งรีพับลิกัน เดโมแครต และพรรคอิสระอย่างพรรค Reform (ที่เขาเคยเปิดตัวลงสมัครชิงประธานาธิบดีอยู่ 3 เดือน ก่อนจะถอนตัว)
กระทั่งปี 2011 ทรัมป์แสดงท่าทีว่าต้องการลงสมัครชิงประธานาธิบดีแข่งกับ บารัก โอบามา ในการเลือกตั้งปี 2012 แต่ท้ายที่สุดก็ประกาศไม่ลงสมัคร
กระทั่งเดือนมิถุนายน 2015 ทรัมป์ตัดสินใจประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2016 โดยประกาศถ้อยแถลงว่า ‘ความฝันแบบอเมริกัน’ (American Dream) นั้นได้ตายไปแล้ว แต่เขาสัญญาว่าจะ ‘นำมันกลับมาอย่างยิ่งใหญ่และดีขึ้นกว่าเดิม’
ช่วงสมัยแรกของทรัมป์เต็มไปด้วยปรากฏการณ์ ทั้งการเดินหน้าหลายนโยบายที่ถูกมองว่า ‘สุดโต่ง’ ทั้งการทำสงครามการค้ากับจีน การดำเนินนโยบายผู้อพยพเข้าเมืองที่เข้มงวด เช่น การเนรเทศผู้อพยพเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย หรือการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก ตลอดจนการถอนสหรัฐฯ จากข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านและข้อตกลงปารีส
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ทุกอย่างที่เขาทำก็สามารถมองได้ว่าเป็นไปตามคำพูดที่เขาเน้นย้ำคือ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) และคำมั่นที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง (Make America Great Again) ที่ยังคงเป็นสโลแกนหาเสียงของเขาในรอบนี้
อย่างไรก็ตาม การขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของทรัมป์ มีบททดสอบสำคัญรออยู่มากมาย โดยเฉพาะนโยบายหลากหลายที่เขาประกาศไว้ในช่วงหาเสียง ทั้งนโยบายผู้อพยพ, เศรษฐกิจ, การค้า, การต่างประเทศ และท่าทีกับคู่ปรปักษ์ เช่น จีน รัสเซีย และอิหร่าน ท่ามกลางฉากทัศน์ความขัดแย้งที่ลุกลามอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะยูเครนและตะวันออกกลาง ซึ่งคาดว่าจะมีผลอย่างมากต่อหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ภาพ: Robert Perry / Stringer
อ้างอิง:
The post โดนัลด์ ทรัมป์ จากเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ สู่ความหวังประธานาธิบดีสมัยที่ 2 appeared first on THE STANDARD.
]]>
การจะซื้อรถยนต์สักคันบ่อยครั้งจะเป็นทางแยกที่ต้องเลือกร […]
The post Hyundai PALISADE เบื้องหลังความสำเร็จทั่วโลก และทิศทาง Hyundai ในปี 2025 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
การจะซื้อรถยนต์สักคันบ่อยครั้งจะเป็นทางแยกที่ต้องเลือกระหว่าง ‘ราคาถูกแต่อาจไม่ทนทาน’ และ ‘คุณภาพดีแต่ราคาสูง’
แต่นวัตกรรมและเทคโนโลยีจากค่ายรถยนต์แดนกิมจิอย่าง ‘Hyundai’ ที่กำกับและบริหารตลาดประเทศไทยโดย Hyundai เองอย่างบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำนวัตกรรมที่เกิดขึ้นและพัฒนาโดยบริษัทแม่อย่าง Hyundai Motor เข้ามาเติมเต็มรถยนต์ของ Hyundai สร้างคุณค่าของรถยนต์ที่เปรียบเสมือนดัง ‘ความก้าวหน้าของมนุษยชาติ’ หรือ ‘Progress for Humanity’ ที่ปีนี้ได้เปิดตัวศิลปะแห่งนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทุกความเป็นไปได้อย่าง Hyundai PALISADE
THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์กับ วัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเผยให้เห็นโมเดลใหม่ที่น่าตื่นเต้นอย่าง PALISADE รวมถึงแผนธุรกิจในอนาคตปี 2025

วัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด
วัลลภกล่าวว่า แรกเริ่มนั้น Hyundai ไม่ได้รับการยอมรับ รวมทั้งถูกปรามาสจากสื่อและวงการรถยนต์ในสหรัฐฯ “รถยนต์ Hyundai ในอดีตเคยถูกนำไปวิจารณ์เชิงลบในรายการทีวีของสหรัฐฯ นั่นเป็นสิ่งที่ Hyundai ตั้งมั่นว่าเราจะต้องพัฒนาสิ่งที่ดีที่สุดในรถยนต์ให้ได้” ความพยายามที่ จองจูยอง ผู้ก่อตั้งและให้กำเนิดแบรนด์ Hyundai ขึ้นมาก็สามารถพารถยนต์ Hyundai ให้เป็นที่ยอมรับในสหรัฐฯ มากขึ้น จนปัจจุบันกลายเป็นยักษ์ใหญ่ 4 อันดับแรกในสหรัฐฯ
Hyundai ครองแชมป์อันดับ 1 ในตลาดรถยนต์เกาหลีใต้ แม้ดูจะเป็นเรื่องปกติของรถยนต์จากเกาหลีใต้ แต่นั่นก็ไม่ใช่งานง่ายของ Hyundai เสียทีเดียว “ปัจจุบันคนเกาหลีใต้ยุคใหม่ไม่ได้มีความชาตินิยมสูงที่จะต้องซื้อเพียงสินค้าชนชาติเขา เขาเปิดกว้าง เปิดรับแบรนด์ต่างชาติมากขึ้น เห็นได้จากสินค้าระดับโลกต่างๆ ที่เข้าตลาดเกาหลีใต้ไป สวนทางกับตลาดรถยนต์ที่ Hyundai ยังครองใจคนเกาหลีใต้ทั้งใหม่และเก่าเอาไว้ได้”
เดือนตุลาคม 2023 บริษัทแม่อย่าง Hyundai Motor ตัดสินใจเข้ามายังตลาดประเทศไทย ภายใต้ชื่อบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นการเจาะพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มตัว เนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ของตลาดรถยนต์ภูมิภาคในการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนความก้าวหน้าของมนุษยชาติ หรือ Progress for Humanity
“Hyundai เป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาทั้งในมิติของเทคโนโลยีและมิติของรถยนต์ เพื่อให้คุณค่าของรถยนต์คุ้มค่าในทุกการขับขี่” แม้ตลาดรถยนต์ทั่วโลกทั้งสหรัฐฯ เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งประเทศไทย จะเป็นการต่อสู้ด้วยสงครามราคา แต่นั่นไม่ใช่สงครามที่ Hyundai จะเข้าไปเล่น

ในแผ่นดินแม่อย่างเกาหลีใต้ Hyundai มีศูนย์วิจัยและพัฒนาที่เมืองนัมยางในการสร้างเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาในประเทศและขยายผลไปยังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านวิศวกรรม การออกแบบ การทดสอบความปลอดภัย ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลกว่า 10,000 คน และมีศูนย์วิจัยด้านพลังงานทางเลือกและวิทยาการในอนาคตอีก 2 แห่งในเกาหลีใต้ มากไปกว่านั้น ยังกระจายศูนย์วิจัยและพัฒนารวมถึงด้านการออกแบบในหลากหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น จีน
ความตั้งใจในการวิจัยและพัฒนาก่อร่างสร้างเป็นจุดแข็งและจุดเด่นของรถยนต์ Hyundai คือ

PALISADE โมเดล SUV ใหม่ปี 2024
บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเกมรุกใหม่ในวงการตลาดรถยนต์ไทยด้วยอาวุธชิ้นใหม่อย่าง ‘PALISADE’ Premium D-SUV ขนาดใหญ่ 7 ที่นั่ง ที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และยุโรป
Hyundai PALISADE ‘Embrace All Possibilities ปฏิเสธทุกความเป็นไปไม่ได้’ เป็นการโอบรับทุกความเป็นไปได้ของผู้ขับขี่ รถยนต์คันนี้ดูจะเป็นจุดแข็งของโมเดลใหม่นี้ “PALISADE ไม่ได้มีคู่แข่งโดยตรงในตลาดรถยนต์ประเทศไทยในเวลานี้ การวางตำแหน่งของโมเดลนี้จะเป็นตัวเลือกใหม่ที่ดีของ SUV ขนาดใหญ่ และผู้ใช้ PPV และ MPV เป็นโมเดลอเนกประสงค์ที่พร้อมด้วยฟังก์ชันอันครบครัน เป็นรถยนต์พร้อมลุย รถสำหรับผู้บริหาร หรือรถยนต์สำหรับชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์รอบด้านและความเป็นไปได้”

ดีไซน์สปอร์ตและพรีเมียมของ PALISADE
ดีไซน์ของ PALISADE เป็นการผสานกันของความหรูหราและความสปอร์ต ทำให้ในวันธรรมดากลายเป็นรถยนต์ใช้ในทางธุรกิจ แต่วันหยุดสุดสัปดาห์ก็พร้อมลุยหรือพาครอบครัวของคุณไปพักผ่อนได้สะดวกครบครัน

บริเวณแผงคอนโซลของ PALISADE

วัสดุและสีที่พาไปสัมผัสความพรีเมียม
สมรรถนะการขับขี่ที่มีทั้ง 2WD และ AWD ด้วยระบบ HTRAC AWD เพิ่มความเป็นไปได้ในการขับขี่ที่ตอบโจทย์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าการขับในเมืองแบบสบายๆ หรือจะเป็นการขับขี่ออฟโรดที่ต้องการการยึดเกาะและเสถียรภาพด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.2 ลิตร พร้อมกับโหมดการขับขี่ 4 แบบ (Comfort, Eco, Sport และ Smart) รวมไปถึง Multi-Terrain Mode ทั้ง 3 แบบ (Snow, Mud และ Sand)
ระบบความปลอดภัยอย่าง Hyundai SmartSense ก็ยังเป็นหัวใจหลักเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็น

ห้องโดยสารกว้างสบาย พร้อมด้วยระบบเบาะอุ่นเย็น
PALISADE นิยามความสะดวกสบายในการเดินทางใหม่ โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ประตูท้ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบไฟ LED Reverse Guide Lamp ที่ช่วยให้การถอยรถเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น ระบบกล้องรอบทิศทาง ระบบปรับเบาะเย็นและอุ่นแถวที่ 1 และ 2 สะดวกสบายไม่ว่าจะอากาศร้อนหรือเย็น และระบบ One-Touch Walk-in พับเบาะแถวที่ 2 และ 3 ได้ง่ายดาย เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากขึ้น
“ปัจจุบันตลาดรถยนต์ SUV กำลังขยายตัวอย่างมากในประเทศไทย PALISADE เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ของ SUV ขนาดใหญ่ที่มีความสะดวกสบายครบจบในคันเดียว เป็นรถยนต์อเนกประสงค์และตอบโจทย์ทุกรูปแบบชีวิต ทุกความเป็นไปได้ที่ผู้ขับขี่ต้องการ”
แผนธุรกิจปี 2025 ‘Hyundai’ เปิดตัวอีก 4 รุ่น พร้อมเดินเครื่องโรงงาน EV
ปลายปีนี้ Hyundai ได้เตรียมพร้อมที่จะนำเสนอนวัตกรรมแห่งมนุษยชาติผ่านรถยนต์ Hyundai ในงาน Motor Expo 2024 หรือมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคมนี้

Hyundai พร้อมนำเสนอ PALISADE ให้วงการรถยนต์ไทยได้จับจองกัน ราคาเริ่มต้นที่ 2,299,000 บาท สำหรับรุ่น Exclusive 2WD และราคา 2,499,000 บาท สำหรับรุ่น Prestige AWD ที่จะมาพร้อมออปชันและโปรโมชันต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณเป็นเจ้าของนวัตกรรมรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์พิเศษจากรุ่นอื่นๆ ทั้ง IONIQ 5 และ IONIQ 6 โมเดล CRETA ที่จะออกสีใหม่ภายในงาน รวมถึง STARGAZER และ STARIA ที่มาพร้อมโปรโมชันดอกเบี้ย 0% ภายในงานอีกมากมาย

Hyundai พร้อมนำเสนอนวัตกรรมที่ Motor Expo 2024
สำหรับในปี 2025 Hyundai มุ่งมั่นที่จะนำเสนอและส่งมอบนวัตกรรมรถยนต์ให้ประเทศไทยต่อไป โดยจะเปิดตัวรถยนต์โมเดลใหม่อีกราว 3-4 รุ่นในปี 2025 โดยจะครอบคลุมทั้งรถยนต์สันดาป (ICE) รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยจะออกทั้งในช่วงต้นปี กลางปี และปลายปี
หลังจากที่บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในมาตรการ EV 3.5 ทำให้ปี 2026 จะเดินเครื่องผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (IONIQ) เพื่อทดแทนการสนับสนุนที่ได้รับการส่งเสริม โดยทุ่มเงิน 1,000 ล้านบาทในการผลิตรถยนต์และแบตเตอรี่แบบครบวงจรภายในไตรมาส 3 ของปี 2025 และจะเริ่มมีการเดินเครื่องและเริ่มผลิตจริงในต้นปี 2026
“Hyundai เป็นรถยนต์ที่ครบครันด้วยนวัตกรรมและคุณภาพที่คุ้มค่าเกินราคา อยากเชิญชวนให้แฟนๆ ของ Hyundai และคนที่ยังไม่เคยลอง ได้ลองมาสัมผัส PALISADE และโมเดลอื่นๆ ของ Hyundai แล้วจะรู้ว่ารถยนต์เกาหลีก็ดีไม่แพ้ใครเหมือนกัน” วัลลภกล่าวปิดท้าย

ชมนวัตกรรม Hyundai PALISADE ก่อนใครได้ที่ https://www.hyundai.com/th/th/find-a-car/palisade/highlights
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
The post Hyundai PALISADE เบื้องหลังความสำเร็จทั่วโลก และทิศทาง Hyundai ในปี 2025 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 มีเวที Young Lea […]
The post รวมภาพพลังของคนรุ่นใหม่สู่ความหวังของประเทศไทยในอนาคต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 มีเวที Young Leaders Dialogue ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มาแลกเปลี่ยนมุมมองและไอเดียเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ปีนี้เราได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจ ทั้งการเมืองของคนรุ่นใหม่ แนวคิดการพัฒนาเมืองที่ตอบโจทย์ยุคสมัย การเสริมทักษะแรงงาน และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และนวัตกรรม นอกจากนี้ยังได้เห็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมในงานกันอย่างล้นหลาม
ขอบคุณ OPPO Find X8 Series สมาร์ทโฟนมาตรฐานแฟลกชิปที่เหนือกว่า ที่เก็บภาพไฟแห่งความหวังและการระดมสมองสุดเข้มข้นของคนรุ่นใหม่ไว้ได้อย่างคมชัด

Rerun Ticket โอกาสสุดท้ายของงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 
ซื้อบัตรรับชมออนไลน์สุดคุ้ม! ราคาพิเศษเพียง 990.- https://bit.ly/tsef2024UDRerunVT
เปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 – 18 พฤษภาคม 2568
เปิดให้เข้ารับชมนานถึง 6 เดือนเต็ม!
พร้อมรับสรุปเนื้อหา Key Takeaway ทุกหัวข้อ
ชมออนไลน์สะดวกจากเว็บไซต์ อยู่ที่ไหนก็ดูได้
เก็บครบประเด็นเศรษฐกิจแห่งอนาคต 3 วันเต็ม กว่า 30 เซสชัน
ฟังผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากทุกแวดวงของไทย เศรษฐกิจ / ภูมิรัฐศาสตร์ / AI / EV
The post รวมภาพพลังของคนรุ่นใหม่สู่ความหวังของประเทศไทยในอนาคต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ONESIAM เปิด 68 เช็กลิสต์ที่ไม่ควรพลาด! เตรียมเพลิดเพลิ […]
The post 68 เช็กลิสต์รับปีใหม่ 2568 กับ ONESIAM appeared first on THE STANDARD.
]]>
ONESIAM เปิด 68 เช็กลิสต์ที่ไม่ควรพลาด! เตรียมเพลิดเพลินกับประสบการณ์สุดพิเศษต้อนรับปีใหม่ 2568 กับจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองความสุขสำหรับทุกคนที่สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม พร้อมสร้างความประทับใจและแชร์โมเมนต์แห่งความทรงจำนี้ไปด้วยกัน




ONESIAM ภูมิใจที่ได้มอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้กับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำในช่วงเวลาแห่งความสุข สมกับการครองความเป็นที่หนึ่งใน Destination แห่งการเฉลิมฉลองของประเทศไทยตลอดไป
สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook: ONESIAM, Siam Paragon, Siam Center, Siam Discovery และ ICONSIAM
The post 68 เช็กลิสต์รับปีใหม่ 2568 กับ ONESIAM appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD ชวนพิจารณารายชื่อบรรดาผู้อำนวยการศูนย์ป้อง […]
The post เปิดรายชื่อหัวโต๊ะ 11 ศูนย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มือซ้าย-ขวา ผบ.ตร. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD ชวนพิจารณารายชื่อบรรดาผู้อำนวยการศูนย์ป้องกัน ปราบปราม และต่อต้านในด้านต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งประกอบไปด้วยตำรวจระดับนายพล ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจ และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
โดยคำสั่งดังกล่าว พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงนามแต่งตั้งวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย
The post เปิดรายชื่อหัวโต๊ะ 11 ศูนย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มือซ้าย-ขวา ผบ.ตร. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป๊ป กวาร์ดิโอลา หัวหน้าโค้ชแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกแถลงกา […]
The post เป๊ป กวาร์ดิโอลา ขอโทษกรณีพูดเรื่องการทำร้ายตัวเองหลังเกม UCL เมื่อคืนนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป๊ป กวาร์ดิโอลา หัวหน้าโค้ชแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกแถลงการณ์ขอโทษที่เขาบอกว่าทำร้ายตัวเอง หลังจากทีมของเขาเสียเปรียบถึง 3 ประตูให้กับเฟเยนูร์ด ในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (26 พฤศจิกายน)
เขาออกมาแถลงข่าวหลังเกมเสมอเฟเยนูร์ด 3-3 โดยมีรอยแผลที่จมูกและรอยข่วนบนศีรษะของเขา
เมื่อถูกถามถึงรอยแผลเหล่านั้น เขากล่าวว่า “ใช่ ตรงนี้มาจากนิ้วของผม” พร้อมกับเลื่อนมือลงไปตรงจมูกแล้วบอกว่า “นี่ (มาจาก) เล็บของผม”
จากนั้นเขาก็เสริมด้วยรอยยิ้มว่า “ผมแค่อยากทำร้ายตัวเอง”
คำพูดดังกล่าวของเขากลายเป็นเรื่องใหญ่ หลังมีคนมากมายออกมาย้ำเตือนเกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิต และการเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในการทำร้ายตัวเองของเขา
ล่าสุดเขากล่าวว่า เขารู้สึกเสียใจที่พูดออกไปหลังเกมดังกล่าว และออกแถลงการณ์สั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า
“เมื่อคืนนี้ผมถูกถามโดยไม่ทันตั้งตัวในตอนท้ายของการแถลงข่าวเกี่ยวกับรอยข่วนที่ปรากฏบนใบหน้าของผม และอธิบายว่าเล็บที่แหลมคมของผมเป็นสาเหตุของเรื่องนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ” เขากล่าว
“คำตอบของผมไม่ได้มีเจตนาจะล้อเลียนปัญหาร้ายแรงอย่างการทำร้ายตัวเองแต่อย่างใด
“ผมรู้ว่ามีผู้คนจำนวนมากที่ประสบปัญหาสุขภาพจิตทุกวัน และผมอยากจะใช้โอกาสนี้เพื่อเน้นย้ำถึงวิธีหนึ่งที่ผู้คนสามารถขอความช่วยเหลือได้ โดยโทรไปที่สายด่วนของ Samaritans ที่หมายเลข 116 123 หรือส่งอีเมลไปที่ [email protected]”
ภาพ: Crystal Pix / MB Media/Getty Images
อ้างอิง:
The post เป๊ป กวาร์ดิโอลา ขอโทษกรณีพูดเรื่องการทำร้ายตัวเองหลังเกม UCL เมื่อคืนนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ต้าห์อู๋ พิทยา กลับมาพร้อมกับซิงเกิลสุดร้อนแรง ละลาย ใน […]
The post ต้าห์อู๋ พิทยา เปิดตัวซิงเกิลใหม่ ‘ละลาย’ พร้อมมิวสิกวิดีโอที่แสดงคู่กับ โยชิ รินรดา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ต้าห์อู๋ พิทยา กลับมาพร้อมกับซิงเกิลสุดร้อนแรง ละลาย ในสไตล์ฟังก์ป๊อปผสมผสานกลิ่นอายความเป็นละตินเล็กๆ เพิ่มความสนุกให้กับเพลง พร้อมกับชวนให้ โยชิ-รินรดา ธุระพันธ์ มาร่วมเสริมความฮอตให้เพลงนี้ไปอีกระดับ
ละลาย เป็นเพลงที่โปรดิวซ์และแต่งโดยสองศิลปินมากความสามารถอย่าง bnz หรือเบนซ์-วรเชษฏฐ์ ฐานุพงศ์ชรัช และ โดม-จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม ซึ่งทั้งสองคนมาร่วมแท็กทีมทำเพลงนี้ในหลายๆ พาร์ต และก็เป็นซิงเกิลที่ 2 ของต้าห์อู๋ภายใต้สังกัด OPEN LABEL ที่อยู่ในการดูแลของต้นสังกัด ONE ด้วยเช่นกัน
มากไปกว่านั้นความพิเศษของมิวสิกวิดีโอนี้คือการแสดงคู่กันของต้าห์อู๋ และ โยชิ รินรดา ในเซ็ตติ้งปาร์ตี้และฉากหลังสีแดงสุดฮอตตามชื่อเพลง ทั้งยังมีดนตรีและท่าเต้นที่ชวนให้ลุกขึ้นมาเต้นตาม ซึ่งบอกเลยว่าช่วยทวีคูณความฮอตให้กับเพลงนี้ได้เป็นอย่างดี ใครที่ยังไม่ได้ลองฟังเพลงนี้ต้องไม่พลาด
ภาพ: ONE MUSIC / YouTube
The post ต้าห์อู๋ พิทยา เปิดตัวซิงเกิลใหม่ ‘ละลาย’ พร้อมมิวสิกวิดีโอที่แสดงคู่กับ โยชิ รินรดา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกิดอะไรขึ้นที่ชายแดนแม่ฮ่องสอน สถานการณ์ตึงเครียดเมื่อ […]
The post ชมคลิป: ทหารไทยเอาอยู่หาก ‘ว้าแดง’ รุกชายแดน | NEWS DIGEST #65 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกิดอะไรขึ้นที่ชายแดนแม่ฮ่องสอน สถานการณ์ตึงเครียดเมื่อไทยสั่งว้าแดงถอนกำลังหลังล้ำแดนมาตั้งฐานเขตไทย ด้านกองทัพภาคที่ 3 ยืนยัน สถานการณ์ยังคงปกติ
The post ชมคลิป: ทหารไทยเอาอยู่หาก ‘ว้าแดง’ รุกชายแดน | NEWS DIGEST #65 appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่วง DICE ปล่อยเพลง พูดไม่ฟัง (Comeback No Come […]
The post DICE ปล่อยเพลง พูดไม่ฟัง (Comeback No Comeback) ที่ได้ เจน รมิดา มาแสดงใน MV appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่วง DICE ปล่อยเพลง พูดไม่ฟัง (Comeback No Comeback) ออกมาให้แฟนๆ ฟังกันทุกสตรีมมิ่งเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา วันนี้ (27 พฤศจิกายน) วงก็เปิดตัวมิวสิกวิดีโอที่ได้ เจน-รมิดา จีรนรภัทร นักแสดงและอดีตสมาชิกวง SIZZY มาร่วมแสดงในมิวสิกวิดีโอด้วย
พูดไม่ฟัง (Comeback No Comeback) เป็นซิงเกิลที่ 5 ของวง DICE ที่มาในสไตล์บัลลาดฟังช้าๆ ให้อินไปกับเนื้อเพลงและท่วงทำนองที่มีความเศร้า ซึ่งเพลงนี้ยังได้ แจ๊ป-วีรณัฐ ทิพยมณฑล จากวง The Richman Toy และ PHAT55 เข้ามาโปรดิวซ์ให้อีกครั้ง หลังจากที่เคยร่วมงานกันไปแล้วในซิงเกิลก่อนหน้านี้ในเพลง โคตรชอบเลยอ่ะ (Hey! I Like You) ส่วนการแต่งเพลงก็ได้ MENO มาแต่งให้ และเนื้อเพลงก็มี เงาะ-พีระนัต สุขสำราญ จาก The Richman Toy มาร่วมแต่งให้เช่นเดียวกัน
ส่วนมิวสิกวิดีโอตัวนี้ยังทำให้เห็นการแสดงของสมาชิกวง DICE ที่แต่ละคนมาพร้อมกับการแสดงอารมณ์ดราม่ากันแบบจัดเต็ม ด้วยเรื่องราวความรักและความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด ท่ามกลางเซ็ตติ้งที่มีทั้งโลกความเป็นจริงและโลกอนาคต ซึ่งถือได้ว่าการคัมแบ็กครั้งนี้ของ DICE ยังคงทำได้อย่างน่าประทับใจ และเป็นอีกหนึ่งสไตล์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจของวงด้วยเช่นกัน
ภาพ: TADA LABELS
The post DICE ปล่อยเพลง พูดไม่ฟัง (Comeback No Comeback) ที่ได้ เจน รมิดา มาแสดงใน MV appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (27 พฤศจิกายน) สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ร่ […]
The post THE STANDARD คว้า 3 รางวัลสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จากสารคดี Scam City และภาพปลาหมอคางดำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (27 พฤศจิกายน) สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, โคแฟค ประเทศไทย (Cofact Thailand), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด, ธนาคารออมสิน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัท ที.เอช.นิค จำกัด จัดโครงการประกวด ‘รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2567’ (Digital News Excellence Awards 2024) เพื่อส่งเสริมสื่อมวลชนออนไลน์ที่มีความทุ่มเทในการทำงาน สร้างสรรค์ และพัฒนาวงการข่าวออนไลน์ โดยการผลิต ‘ข่าวดิจิทัลคุณภาพ’ ตรงกับมาตรฐานวิชาวารสารศาสตร์ จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ จึงจัดให้มีงานประกาศผลและมอบรางวัลพร้อมมอบโล่เกียรติยศ และเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘Thailand Digital Newsroom 2025’ การปรับตัว อนาคตห้องข่าวดิจิทัล ความท้าทาย และก้าวต่อไปของวงการสื่อไทย
หลังจบการเสวนาได้เข้าสู่ช่วงการประกาศผลรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ครั้งที่ 10 ประจำปี 2567 (Digital News Excellence Awards 2024) สำหรับ THE STANDARD มีผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 3 รางวัล ประกอบด้วย
รางวัลยอดเยี่ยม ประเภทข่าวออนไลน์ที่นำเสนอในรูปแบบคลิปวิดีโอยอดเยี่ยม (Video Clip News) และรางวัลชมเชย ประเภทข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวออนไลน์เชิงสืบสวนยอดเยี่ยม จากผลงาน Scam City นรกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมที่เข้าถึงคนไทยได้ทุกหลังคาเรือน คลิกดูได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=8kpsSn7IMW4&t=226s
และรางวัลชมเชย ประเภทภาพข่าวออนไลน์ยอดเยี่ยม (Photojournalist) จากผลงาน เสียงจากผู้ประสบภัย ‘ปลาหมอคางดำ’ ในวันที่ไม่เชื่อว่า ‘ปลากะพง’ จะจบปัญหาได้ คลิกดูได้ที่: https://thestandard.co/black-chin-tilapia-victims/ ถ่ายภาพโดย ฐานิส สุดโต
ทั้งนี้ ยังมีผลงานของเพื่อนร่วมวงการสื่อมวลชนที่ได้รับรางวัลและเป็นที่น่ายกย่อง สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการประกาศผลรางวัลทั้งหมดได้ที่: https://www.facebook.com/share/v/1KY2x7J4DX/
The post THE STANDARD คว้า 3 รางวัลสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จากสารคดี Scam City และภาพปลาหมอคางดำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึงสนามรบของ Affiliate Marketing ในปัจจุบัน ต้อ […]
The post Affiliate Marketing ดุเดือดอยู่แล้ว แต่ทำไม ‘YouTube ไทย’ ถึงตัดสินใจกระโดดเข้ามาเล่นด้วยผ่าน YouTube Shopping appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึงสนามรบของ Affiliate Marketing ในปัจจุบัน ต้องบอกว่าเดือดระอุไม่แพ้หม้อต้มยำเลยทีเดียว แบรนด์ต่างๆ พากันทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อช่วงชิงพื้นที่ในใจผู้บริโภค ผ่านเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ที่กลายเป็น ‘คนนำทาง’ ในการตัดสินใจซื้อของคนยุคนี้ไปแล้ว
ภวัต เรืองเดชวรชัย President และ CEO บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP เคยประเมินว่าเม็ดเงินที่หมุนเวียนใน Affiliate Marketing มีมูลค่าหลายพันล้านบาท เนื่องจากอิงไปกับกลุ่มของอินฟลูเอ็นเซอร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขจาก Google, Temasek และ Bain & Company ยืนยันว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2024 จะพุ่งทะยานสู่ระดับ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยอัตราการเติบโตถึง 19% โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป พวกเขาไม่ได้เชื่อแค่โฆษณาจากแบรนด์อีกต่อไป แต่ต้องการ ‘คนกลาง’ ที่มาช่วยกลั่นกรองและแนะนำสินค้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ในขณะที่สมรภูมิ Affiliate Marketing กำลังร้อนระอุ YouTube ก็เพิ่งประกาศเปิดตัวโปรแกรม Affiliate YouTube Shopping ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ จับมือกับ Shopee ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ แต่คำถามที่น่าสนใจคือ…ทำไมถึงเป็นตอนนี้? และการมาของ YouTube จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับวงการ?

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยกับ มุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ YouTube ประเทศไทย ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยเธอเผยว่าการตัดสินใจนี้ใช้เวลาพูดคุยกับบริษัทแม่นานนับปีกว่าจะได้รับไฟเขียว
“สิ่งที่ทำให้บริษัทแม่ประหลาดใจคือพฤติกรรมผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานไม่เท่าสหรัฐอเมริกาที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีบัตรเครดิต แต่ที่นี่มีนวัตกรรมทางการเงินที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบริการเก็บเงินปลายทาง หรือแม้กระทั่งการซื้อขายแบบ CF No CC (Confirm No Cancelled) ที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค” มุกพิมเล่าถึงความท้าทายในการทำความเข้าใจกับบริษัทแม่
การเลือก Shopee เป็นพาร์ตเนอร์รายแรกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการจับมือในระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมทั้งอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม โดยเบื้องต้นจะเป็นการจับมือแบบเอ็กซ์คลูซีฟเป็นเวลา 6 เดือน และด้วยศักยภาพของตลาด Affiliate Marketing ที่เห็นได้ชัด
ขณะที่ Shopee เผยว่ามีอินฟลูเอ็นเซอร์รายหนึ่งสามารถสร้างรายได้จากโปรแกรม Affiliate สูงถึง 6.7 ล้านบาทในเวลาเพียงหนึ่งเดือน สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจของตลาดนี้
ความสำเร็จของโปรแกรมนี้ในต่างประเทศก็เป็นแรงผลักดันสำคัญ ในสหรัฐอเมริกาครีเอเตอร์ด้านความงามและไลฟ์สไตล์อย่าง A Heated Mess สามารถเพิ่มรายได้จาก YouTube ได้ถึง 70% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน ขณะที่ในเกาหลีใต้ Park Esther ครีเอเตอร์ด้านแฟชั่น สามารถสร้างยอดคลิกผ่าน YouTube Shopping ได้มากถึง 20,000 ครั้งในเดือนแรกที่เปิดใช้งาน

แต่สิ่งที่ทำให้ YouTube แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด Affiliate Marketing คือความเป็น ‘เจ้าตำรับ’ ด้านวิดีโอที่อยู่คู่กับคนไทยมานานกว่า 10 ปี จนกลายเป็น ‘บ้านหลังที่ 2’ ของครีเอเตอร์กว่า 1.1 หมื่นช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 1 แสนคน และอีกราว 1,100 ช่องที่มีผู้ติดตามทะลุ 1 ล้านคน
ข้อมูลจาก Kantar ยังชี้ให้เห็นว่า 87% ของผู้ชมยอมรับว่า YouTube มีส่วนช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้า และที่น่าสนใจไปกว่านั้น 93% บอกว่าข้อมูลบน YouTube ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่ดูวิดีโอเพื่อความบันเทิงอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘ที่ปรึกษาการช้อปปิ้ง’ ไปแล้ว
อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้ YouTube มั่นใจในการก้าวเข้าสู่สนามนี้คือฟีเจอร์ ‘Collection’ ที่ช่วยให้ผู้ชมสามารถดูรายการสินค้าทั้งหมดที่ถูกแท็กในวิดีโอได้อย่างง่ายดาย ต่างจากแพลตฟอร์มอื่นที่มักจะขายเฉพาะสินค้าของแบรนด์ตัวเอง อีกทั้งผู้บริโภคยังสามารถซื้อสินค้าได้เลยโดยที่วิดีโอยังเล่นต่อไปเรื่อยๆ
สำหรับก้าวต่อไปของ YouTube ในสนามนี้ มุกพิมเผยว่านอกจาก Shopee แล้ว ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือไปยังพาร์ตเนอร์รายอื่นๆ เพื่อเพิ่มตัวเลือกให้กับทั้งครีเอเตอร์และผู้ชม รวมถึงการพัฒนาฟีเจอร์ต่างๆ ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดูเหมือนว่าการมาถึงของ YouTube ในสนาม Affiliate Marketing ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่การเพิ่มผู้เล่นรายใหม่ แต่อาจเป็นการเปลี่ยนเกมการแข่งขันครั้งใหญ่ก็เป็นได้
เพราะด้วยจุดแข็งที่มี ทั้งฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ ความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมานาน และเทคโนโลยีที่พร้อม YouTube อาจกำลังจะพลิกโฉมวงการ Affiliate Marketing ในประเทศไทยให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
The post Affiliate Marketing ดุเดือดอยู่แล้ว แต่ทำไม ‘YouTube ไทย’ ถึงตัดสินใจกระโดดเข้ามาเล่นด้วยผ่าน YouTube Shopping appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ย้ำ ผู้รับจำนำหุ้นหร […]
The post ตลท. ย้ำ ก่อนรับจำนำหุ้นควรจดจำนำผ่าน TSD หรือโบรกเกอร์ ป้องกันกรณีหุ้นปลอม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ย้ำ ผู้รับจำนำหุ้นหรือเจ้าหนี้ควรจดจำนำหุ้นผ่านศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) หรือผ่านโบรกเกอร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากหุ้นปลอม
จากกระแสข่าวกรณีที่มีผู้เสียหายจากการรับจำนำหุ้นของ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป หรือ THG และพบว่าเป็นใบหุ้นปลอมในภายหลัง
ล่าสุด รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล ในฐานะโฆษก ตลท. กล่าวว่า การออกใบหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นผ่าน TSD จะมีกระบวนการและขั้นตอนที่ชัดเจน แต่ปัญหามักจะเกิดจากการที่ผู้รับจำนำและผู้จำนำทำธุรกรรมโดยไม่ผ่านนายทะเบียน ซึ่งในที่นี้คือ TSD กรณีที่มีใบหุ้น หรือโบรกเกอร์ในกรณีที่ไม่มีใบหุ้น
“ถ้าอยากมั่นใจว่าการรับจำนำหุ้นเป็นหุ้นที่ถูกต้อง เป็นใบหุ้นจริงหรือไม่ อยากให้ติดต่อที่ TSD ซึ่งจะช่วยตรวจสอบได้ว่าเป็นใบหุ้นจริงหรือปลอม” รองรักษ์กล่าว
ส่วนกรณีของกระแสข่าวว่ามีใบหุ้นปลอมของหุ้น THG แพร่กระจายในตลาด รองรักษ์ชี้แจงว่า ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นหุ้นปลอมจริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา TSD ไม่เคยมีผู้ที่นำใบหุ้นมายื่นจดจำนำหุ้นและพบว่าเป็นใบหุ้นปลอม
ส่วนกรณีการรับจำนำหุ้นที่ไม่มีใบหุ้นต้องติดต่อผ่านโบรกเกอร์เพื่อตรวจสอบว่าหุ้นที่จะรับจำนำนั้นถูกต้องตามข้อมูลในระบบหรือไม่
อีกประเด็นที่ต้องระมัดระวังสำหรับผู้รับจำนำหุ้นหรือเจ้าหนี้ คือการบังคับจำนำหุ้น ซึ่งผู้รับจำนำไม่สามารถรับโอนหุ้นจากผู้จำนำได้ทันทีในกรณีที่มีการผิดนัดชำระหนี้ แต่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องผ่านกระบวนการขายทอดตลาด ซึ่งการขายทอดตลาดในกรณีที่มีใบหุ้นจะต้องดำเนินการโดยผู้ที่ได้รับใบอนุญาตโดยเฉพาะ เพื่อดำเนินการประมูลขายทอดตลาด
ส่วนกรณีที่เป็นหุ้นที่ไม่มีใบหุ้นต้องดำเนินการผ่านโบรกเกอร์ เพื่อขายทอดตลาดผ่าน ตลท.
The post ตลท. ย้ำ ก่อนรับจำนำหุ้นควรจดจำนำผ่าน TSD หรือโบรกเกอร์ ป้องกันกรณีหุ้นปลอม appeared first on THE STANDARD.
]]>
อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) กำลังยื่นเรื่องพิจารณา […]
The post จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หลังอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ ขอหมายจับ มิน อ่อง หล่าย appeared first on THE STANDARD.
]]>
อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) กำลังยื่นเรื่องพิจารณาการออกหมายจับ มิน อ่อง หล่าย นายกรัฐมนตรีเมียนมา ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากการก่อรัฐประหารเมื่อต้นปี 2021 ในข้อหา ‘ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ (Crimes Against Humanity) จากกรณีประหัตประหารชาวโรฮิงญา ซึ่งเป็นชาวมุสลิมชนกลุ่มน้อยในเมียนมา จนเกิดการอพยพครั้งใหญ่ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ
ICC ระบุว่า ทีมอัยการสืบสวนและตรวจสอบอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวโรฮิงญามานานเกือบ 5 ปี โดยการสืบสวนไม่เพียงแต่ถูกขัดขวาง ทั้งจากการไม่สามารถเดินทางเข้าเมียนมาได้ รวมถึงภาวะความไม่สงบทางการเมือง จากการที่กองทัพก่อรัฐบาลยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ภายใต้การนำของ ออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 1991 ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมตัวโดยกองทัพ
บทความที่เกี่ยวข้อง:
ทีมสืบสวนพบหลักฐานหลายชิ้นที่มาจากทั้งการให้ปากคำของพยาน หลักฐานเชิงสารคดี เอกสารทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่รับรองความถูกต้อง ทำให้ทีมอัยการของ ICC เห็นพ้องกันว่า ‘มีเหตุอันสมควร’ ที่เชื่อว่า มิน อ่องหล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมาจะต้องรับผิดชอบทางอาญาต่อการเนรเทศและการประหัตประหารชาวโรฮิงญาในเมียนมาและบังกลาเทศ
ถึงแม้ว่าเมียนมาจะไม่ได้เป็นหนึ่งใน 124 รัฐภาคีของ ICC แต่คณะผู้พิพากษาเมื่อปี 2018 และ 2019 เคยระบุว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศมีขอบเขตอำนาจเหนือข้อกล่าวหาในลักษณะที่เป็น ‘การก่ออาชญากรรมข้ามพรมแดน’ (Cross-Border Crimes) โดยบางส่วนเกิดขึ้นในบังกลาเทศ ซึ่งเป็นรัฐภาคีของ ICC
เบื้องต้นไม่มีกรอบระยะเวลาที่แน่ชัดในการตัดสินใจ แต่โดยทั่วไปมักจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการออกหมายจับ
ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ทีมอัยการของ ICC กำลังได้รับแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หลังเพิ่งตัดสินใจออกหมายจับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และ โยอัฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมถึง โมฮัมเหม็ด เดอิฟ ผู้นำฝ่ายทหารกลุ่มฮามาส ในข้อหา ‘ก่ออาชญากรรมสงคราม’ (War Crimes) และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crimes Against Humanity) จากสงครามอิสราเอล-ฮามาสในฉนวนกาซา
ผลที่จะตามมาคือ หากศาล ICC อนุมัติการออกหมายจับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในรัฐสมาชิก ICC โดยเฉพาะในกรณีของ มิน อ่อง หล่าย รัฐภาคีทั้ง 124 ประเทศมีพันธกรณีที่จะต้องจับกุมตัวพวกเขาตามหมายจับของศาล พร้อมส่งตัวไปขึ้นศาลที่เนเธอร์แลนด์ ด้วยเหตุนี้จึงดูเป็นเรื่องยากที่ผู้ถูกออกหมายจับจะเดินทางไปเยือนประเทศพันธมิตรที่เป็นสมาชิกของศาล ICC
แต่อย่างไรก็ตาม ศาล ICC ก็ไม่ได้มีกลไกในการบังคับใช้หมายจับ ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประเทศสมาชิกเป็นสำคัญ
ภาพ: Reuters
อ้างอิง:
The post จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หลังอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ ขอหมายจับ มิน อ่อง หล่าย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถึงคิว ‘สามารถ’ ร่วมฟอกเงินดิไอคอนกรุ๊ป 100 ล้าน สิ้นสุ […]
The post ชมคลิป: ถึงคิว ‘สามารถ’ ร่วมฟอกเงินดิไอคอนกรุ๊ป 100 ล้าน สิ้นสุดคอนเน็กชันคนในป่า? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถึงคิว ‘สามารถ’ ร่วมฟอกเงินดิไอคอนกรุ๊ป 100 ล้าน สิ้นสุดคอนเน็กชันคนในป่า?
คุยกับ สิระ เจนจาคะ อดีต สส. พรรคพลังประชารัฐ
พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ ออฟ พลวุฒิ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD
The post ชมคลิป: ถึงคิว ‘สามารถ’ ร่วมฟอกเงินดิไอคอนกรุ๊ป 100 ล้าน สิ้นสุดคอนเน็กชันคนในป่า? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.
]]>
JENNIE วง BLACKPINK คอนเฟิร์มเตรียมเปิดตัวอัลบั้มเดี่ยว […]
The post JENNIE คอนเฟิร์มว่าจะปล่อยอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกภายในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.
]]>
JENNIE วง BLACKPINK คอนเฟิร์มเตรียมเปิดตัวอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกที่แฟนๆ รอคอยภายในปี 2025 หลังจากที่คัมแบ็กอย่างยิ่งใหญ่ด้วยเพลง Mantra และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา JENNIEได้อัปเดตเรื่องอัลบั้มเดี่ยวของเธอกับ BLINK ผ่านแพลตฟอร์ม Weverse หลังได้รับรางวัลจากเวที 2024 MAMA Awards ไปถึง 4 สาขา นั่นคือรางวัล Best Dance Performance Female Solo, Best Collaboration จากการร่วมงานเพลง SPOT! กับ ZICO, Best Rap & Hip Hop Performance และรางวัล Worldwide Fans Choice จนขึ้นแท่นเป็นศิลปินเดี่ยวที่ได้รับรางวัลจากเวทีดังกล่าวมากที่สุดในปีนี้ด้วย
ซึ่งเธอได้โพสต์ข้อความขอบคุณแฟนๆ สำหรับการสนับสนุนอย่างหนักแน่นของพวกเขา และยังเขียนถึงอัลบั้มเดี่ยวของเธอด้วยว่า “ขอบคุณสำหรับความรักที่ยิ่งใหญ่ ฉันได้รับ 4 รางวัลจากงานประกาศรางวัล MAMA ซึ่งก็ต้องขอบคุณ BLINK ที่คอยสนับสนุนและรักฉัน โดยอัลบั้มของฉันจะเปิดตัวในปีหน้า และฉันจะตอบแทนคุณด้วยการแสดงที่ยอดเยี่ยม”
JENNIEปล่อยซิงเกิลเพลง Mantra ออกมาตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา และมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ก็มียอดวิวบน YouTube มากกว่า 100 ล้านครั้งแล้ว ซึ่งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานั้นเป็นช่วงเวลาที่คึกคักสำหรับ BLINK มากจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ LISA ก็ประกาศเตรียมปล่อยอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในชื่อ ALTER EGO ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2025 ในขณะที่ ROSÉ กำลังจะปล่อยอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกอย่าง rosie ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ หลังจากที่เปิดตัวด้วยเพลง APT. กับ Bruno Mars ที่ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายไปแล้ว ในขณะที่ JISOO นั้นกำลังถ่ายทำซีรีส์หลากหลายโปรเจกต์
ภาพ: jennierubyjane / Instagram
อ้างอิง:
The post JENNIE คอนเฟิร์มว่าจะปล่อยอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกภายในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ระบุว่า การพูดคุยหารือก […]
The post โฆษกรัสเซียชี้ การติดอาวุธนิวเคลียร์ให้ยูเครนเป็นเรื่องที่ ‘ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ระบุว่า การพูดคุยหารือกันของบรรดาชาติตะวันตกเพื่อติดอาวุธนิวเคลียร์ให้กับยูเครนนั้นถือเป็นเรื่องที่ ‘ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง’ เพราะอาจยิ่งทำให้สถานการณ์ในสงครามรัสเซีย-ยูเครนตึงเครียดและลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่
ก่อนหน้านี้ ดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่า หากชาติตะวันตกจัดหาอาวุธนิวเคลียร์ให้กับยูเครน รัสเซียอาจพิจารณาว่าการถ่ายโอนอาวุธดังกล่าวเทียบเท่ากับการโจมตีรัสเซีย ซึ่งจะทำให้เกิดการตอบโต้ทางนิวเคลียร์
หลังจากที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนปะทุขึ้นเกือบ 3 ปีเต็ม ยูเครนได้ยิงขีปนาวุธของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรโจมตีใส่เป้าหมายในรัสเซียเป็นครั้งแรกหลังได้รับความยินยอมจากมหาอำนาจตะวันตก ก่อนที่รัสเซียจะตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยกลางความเร็วเหนือเสียงแบบใหม่เข้าไปในยูเครน
The post โฆษกรัสเซียชี้ การติดอาวุธนิวเคลียร์ให้ยูเครนเป็นเรื่องที่ ‘ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (27 พฤศจิกายน) จิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนาย […]
The post นายกฯ รับทราบสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ สั่ง ศปช. เตรียมพร้อม เร่งสำรวจความเสียหาย ชี้ ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (27 พฤศจิกายน) จิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) เปิดเผยว่า ศปช. ได้ออกประกาศเตือนฝนตกหนักบริเวณภาคใต้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 พฤศจิกายน) ว่าจะมีฝนตกหนักไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้
ขณะเดียวกัน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม 2567 ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และเฝ้าระวังน้ำท่วมขังเขตชุมชนเมืองที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ตรัง สตูล นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
“นายกรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ของจังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้สั่งการให้ ศปช. ทำตามแผนที่วางกำลังไว้ พร้อมรับมือต่อสถานการณ์และให้เร่งฟื้นฟูพร้อมทั้งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดนำมารายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรัฐบาลจะได้แก้ไขและเยียวยาได้ทันท่วงที
“โดยเฉพาะเรื่องเส้นทางการสัญจรต่างๆ ในจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และ 2 อำเภอในจังหวัดสงขลา ทั้งในเขตตัวเมืองและอำเภอต่างๆ ที่มีน้ำท่วม ดินสไลด์ และเสาไฟฟ้าหักโค่น และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่รวมถึงกำลังพลที่เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพราะสิ่งสำคัญสูงสุดคือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน” จิรายุกล่าว
จิรายุกล่าวด้วยว่า คณะกรรมการ ศปช. ยังได้หารือในที่ประชุมว่า ในระยะยาวการบริหารแผนที่ผังน้ำของประเทศไทยจะต้องถูกนำมาใช้ควบคู่กับผังเมืองที่จะต้องมีการออกแบบและพัฒนาให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่มักจะเกิดน้ำท่วมแบบฉับพลันแต่กินระยะเวลาไม่ยาวนาน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือเยียวยาประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
The post นายกฯ รับทราบสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ สั่ง ศปช. เตรียมพร้อม เร่งสำรวจความเสียหาย ชี้ ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
การส่งออกเดือนตุลาคม 2024 โตดี 14.6% เกินกว่าคาดต่อเนื่ […]
The post ส่งออกเดือนตุลาคมโตเกินคาดจากทองคำและอิเล็กทรอนิกส์ SCB EIC ปรับเพิ่มมุมมองปีนี้ แต่ปีหน้าแย่ลงจาก Trump 2.0 appeared first on THE STANDARD.
]]>
มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยเดือนตุลาคม 2024 อยู่ที่ 27,222.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 14.6%YoY (เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน) เร่งตัวขึ้นจาก 1.1% ในเดือนก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ (SCB EIC ประเมินไว้ 5% ขณะที่ Reuters Polls มีค่ากลางของการคาดการณ์ 5.2%) หรือหากไม่รวมทองคำจะขยายตัว 9% ทำให้ภาพรวมมูลค่าการส่งออกไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 250,398 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 4.9% (ตัวเลขระบบศุลกากร)
ภาพรวมการส่งออกไทยกลับมาร้อนแรงอีกครั้งหลังจากชะลอตัวในเดือนก่อน สะท้อนจากตัวเลขมูลค่าการส่งออกของไทยเทียบกับเดือนก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาลที่ขยายตัวมากถึง 3.9%MoM_SA จาก
หากพิจารณาสินค้าส่งออกรายหมวดพบว่า
หากพิจารณาการส่งออกรายตลาดหลักพบว่า
สำหรับตลาดอื่นๆ พบว่ายังมีความผันผวนต่อเนื่องจากการส่งออกทองคำ โดยเฉพาะตลาดสวิตเซอร์แลนด์ อาเซียน และฮ่องกง โดยมูลค่าการส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์ขยายตัวถึง 127.1% สาเหตุหลักเพราะการส่งออกทองคำขยายตัวมากถึง 164.4% ตลาดอาเซียน 5 และ CLMV ขยายตัว 6.8% และ 27.9% ตามการส่งออกทองคำไปสิงคโปร์และกัมพูชาที่ขยายตัวมากถึง 210.2% และ 431.4% ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกไปฮ่องกงหดตัว -24.2% ตามการส่งออกทองคำไปฮ่องกงที่หดตัว -68% เป็นสำคัญ
มูลค่าการนำเข้าสินค้าในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 28,016.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 15.9% ขยายตัวสูงติดต่อกัน 5 เดือน โดยการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ขยายตัวสูง 25.7%, 22.2% 16.2% และ 13.9% ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งยังคงหดตัว -22.1% รุนแรงน้อยสุดในรอบครึ่งปี ดุลการค้าระบบศุลกากรเดือนตุลาคมขาดดุล -794.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 10 เดือนแรกของปี 2024 ดุลการค้าไทยขาดดุล -6,751.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกไทยปี 2024 เป็น 3.9% จากเดิม 2.6% (ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน, มุมมอง ณ เดือนพฤศจิกายน 2024) โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก
อย่างไรก็ตาม SCB EIC ปรับลดประมาณการส่งออกปี 2025 เหลือ 2.0% (เดิม 2.8%) จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการค้าโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไป
ภายใต้สมมติฐานของ SCB EIC ที่ประเมินว่าสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนเฉลี่ย 20 Percentage Points และสินค้าประเทศอื่นเฉลี่ย 10 Percentage Points ขณะที่ประเทศอื่นจะตอบโต้สหรัฐฯ กลับในอัตราภาษีเท่ากัน อีกทั้งด้านยุโรปกับจีนจะขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างกันเฉลี่ย 10 Percentage Points (ทั้งนี้ การขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจะแตกต่างกันระหว่างกลุ่มประเทศและประเภทสินค้า) กดดันเศรษฐกิจและการค้าโลกโดยตรง
นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังจะดำเนินนโยบายกีดกันผู้อพยพ ซึ่งจะกระตุ้นให้ยุโรปดำเนินนโยบายในลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ ประเทศต่าง ๆ จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากนโยบาย Trump 2.0
3.1 สินค้าส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น เพราะไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ติดอันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วน 17% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด
3.2 การแข่งขันจากสินค้าจีนเพิ่มขึ้นจากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของ Trump 2.0 สินค้าจีนจะส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ลดลง นอกจากนี้ปัญหา China’s Overcapacity ที่จะรุนแรงขึ้น จีนจะมุ่งเป้ามายังตลาดอื่นแทน รวมถึงไทย ทำให้ภาคการผลิตและภาคการส่งออกสินค้าไทยจะเผชิญการแข่งขันจากจีนมากขึ้นอีก
ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินมุมมองการส่งออกไทยปีนี้ล่าสุด 3.9% (ข้อมูลระบบดุลการชำระเงิน) ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2024 ก่อนที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเดือนตุลาคมสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก มูลค่าการส่งออกปีนี้จึงมีโอกาสขยายตัวสูงกว่า 4% ขณะที่ปัจจัยฐานสูงอาจทำให้มูลค่าส่งออกปี 2025 โตต่ำกว่า 2% ได้
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-261124?utm_source=Influencer&utm_medium=Link&utm_campaign=FLASH_EXPORTOCT_NOV_2024
The post ส่งออกเดือนตุลาคมโตเกินคาดจากทองคำและอิเล็กทรอนิกส์ SCB EIC ปรับเพิ่มมุมมองปีนี้ แต่ปีหน้าแย่ลงจาก Trump 2.0 appeared first on THE STANDARD.
]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ […]
The post ทำไมทรัมป์ 2.0 คือ ‘แรดเทา’ แล้วจีนจะสู้กลับอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.
]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อีกครั้ง หรือที่เรียกกันว่า Trump 2.0 จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไร เป็นหัวข้อที่พูดกันมากในสื่อต่างๆ ในขณะที่นายกรัฐมนตรีของไทยมองการกลับมาของ Trump 2.0 ด้วยโลกสีชมพู และเคยให้สัมภาษณ์ว่า “เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย เพราะว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่เน้นเรื่องของเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และไทยมีการค้าขายกับสหรัฐฯ มากอยู่แล้ว” รัฐบาลไทยชุดนี้จึงค่อนข้างชะล่าใจและ (ยัง) ไร้แผนงานที่เป็นรูปธรรมในการเตรียมรับมือกับกระแสกีดกันการค้าที่จะหนักหน่วงขึ้นในยุค Trump 2.0
ในทางกลับกัน ผู้นำจีนที่มีประสบการณ์สูงอย่าง สีจิ้นผิง มองว่า การกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามการค้าครั้งใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิม จึงนับว่าเป็น ‘แรดเทา’ (Gray Rhino) ในสายตาจีน เนื่องจากเป็นภัยคุกคามที่มีความเป็นไปได้สูงและจะมีผลกระทบสูง หากใครนิ่งนอนใจแล้วมองข้ามหรือประเมินต่ำไป ไม่ใส่ใจที่จะเตรียมรับมือกับปัญหาที่มองเห็นอยู่ ปล่อยปละละเลยจนปัญหาลุกลามใหญ่โต ก็ย่อมจะถูกกระทบอย่างหนักมาก
สำหรับจีน การกลับมาของ Trump 2.0 ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ แท้จริงแล้วฝ่ายจีนได้ซุ่มเตรียมการรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ที่จะจัดการกับจีนมาโดยตลอด จีนพร้อมสู้กลับและเตรียมแก้เกมนี้อย่างไม่ประมาท
บทความนี้จะมาเรียงให้เห็นว่าจีนเตรียมที่จะรับมือกับ ‘แรดเทา’ ตัวนี้อย่างไร
เริ่มจากประเด็นแรก ความหมายของ ‘แรดเทา’ คืออะไร แล้วจีนมาเกี่ยวข้องอย่างไร
คำว่า ‘แรดเทา’ เปรียบเสมือนสถานการณ์ความเสี่ยงบางอย่างที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากและจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง แต่มักจะถูกมองข้ามหรือมองไม่เห็นสัญญาณความเสี่ยงที่จะเกิดเพราะคิดว่าไม่สำคัญ ทั้งๆ ที่เป็นความเสี่ยงที่มองเห็นได้ แต่ไม่ได้เตรียมรับมือหรือจัดการมากพออย่างที่ควรจะเป็น ผู้ที่ริเริ่มคำเปรียบเปรยว่าแรดเทา หรือ Gray Rhino คือ มิเชล วัคเกอร์ (Michele Wucker) นักวิเคราะห์ชาวอเมริกัน และเป็นผู้เขียนหนังสือ The Gray Rhino ในปี 2016 โดยกล่าวว่า การเผชิญหน้ากับแรดเทาเปรียบเสมือนการที่เราพอจะมองเห็นอันตรายจากแรดที่วิ่งพุ่งเข้ามาหาตัวเราอย่างรวดเร็ว แต่เรากลับหาข้ออ้างหรือเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรเลยกับสิ่งนี้ กว่าเราจะรู้ตัวก็ถูกแรดเทาพุ่งเข้าชนจนเจ็บสาหัส เกิดความเสียหายอย่างหนัก
ในกรณีของจีน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้หยิบยกคำว่า ‘แรดเทา’ หรือ ‘ฮุยซีหนิว’ มากล่าวหลายครั้ง (มักจะกล่าวเปรียบเปรยคู่กับคำว่า ‘หงส์ดำ’) สีจิ้นผิงมักจะเตือนถึงความเสี่ยงอย่างมากจากปัญหาแรดเทา ดังนั้นจีนจะต้องพร้อมรับมือและจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น ในช่วงต้นปี 2018 (ช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มทำสงครามการค้ากับจีนในรอบแรก) สีจิ้นผิงเคยกล่าวกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า “จีนต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกหลายอย่างที่คาดไม่ถึง และมีปัจจัยภายนอกที่อ่อนไหวและซับซ้อน งานหนักของทุกคนคือการรักษาเสถียรภาพ การพัฒนา และการปฏิรูป เราจะต้องเฝ้าระวังอย่างสุดชีวิต เพื่อคอยจับตา ‘หงส์ดำ’ ภัยมืดที่มองไม่เห็น และมุ่งสกัด ‘แรดเทา’ ภัยคุกคามที่มีความเป็นไปได้สูง”
สำหรับจีน สงครามการค้าในยุคทรัมป์จึงเปรียบเสมือนแรดเทา สีจิ้นผิงย้ำกับทุกฝ่ายว่า “อย่าชะล่าใจและต้องเร่งควบคุมความเสี่ยงอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ แนวคิดหลักทฤษฎี และเทคโนโลยี” หลังจากนั้นสีจิ้นผิงก็มีการหยิบยกคำว่าแรดเทามากล่าวถึงอีกหลายครั้งในหลายวาระ เช่น ในการประชุมสภาประชาชนปี 2019 การกล่าวสุนทรพจน์วันขึ้นปีใหม่ปี 2020 และช่วงต้นปี 2021 เป็นต้น
ในมุมมองของจีน แรดเทาน่าจะดุดันมากขึ้นในยุค Trump 2.0 เห็นได้จากนโยบายแข็งกร้าวของทรัมป์ และการตั้งทีมงานสายเหยี่ยวมารับตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในรัฐบาล Trump 2.0 จึงคาดว่าน่าจะเกิดสงครามการค้าที่ระอุขึ้นมาอีกครั้งหากทรัมป์ทำตามที่เคยหาเสียงไว้ ทั้งการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมากถึงร้อยละ 60 เพื่อลดการขาดดุลการค้ากับจีน และเร่งการแยกขั้ว/ตัดขาดห่วงโซ่การผลิตจากจีน รวมไปถึงการเพิ่มมาตรการกีดกันอื่นๆ เพื่อจำกัดจีนในการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนส่งสัญญาณถึงภัยคุกคามของแรดเทาในสายตาจีน
ประเด็นที่สอง แล้วจีนจะสู้กลับหรือแก้เกม Trump 2.0 อย่างไร
แน่นอนว่าจีนจะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย จีนไม่ยอมเป็นผู้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าจีนอาจจะใช้ไม้อ่อนเริ่มจากการพูดคุยเจรจากับทรัมป์ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์และหาทางประนีประนอม ซึ่งย่อมจะดีกว่าการต่อสู้ห้ำหั่นกัน อย่างไรก็ดี หากสหรัฐฯ ยังยืนยันที่จะมีท่าทีแข็งกร้าวและจะขึ้นภาษีกับสินค้าจีนตามคำขู่ ฝ่ายจีนก็พร้อมจะสู้กลับ จุดแข็งของจีนคือการมีพลังซื้อมหาศาลเป็นอาวุธที่ทรงพลัง
หากรัฐบาลทรัมป์ทำสงครามการค้ากับจีนอีกครั้ง ฝ่ายจีนก็พร้อมที่จะปล่อยหมัดสวนกลับด้วยวิธีการและรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการตอบโต้ทางการค้า หรือที่เรียกว่า Trade Retaliation ด้วยการเพิ่มกำแพงภาษีหรือจำกัดโควตาสินค้าที่จีนเคยนำเข้าจำนวนมากจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาจีนที่เป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองมากที่สุดในโลก (สัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60-63 ของการนำเข้าถั่วเหลืองของโลก) จีนจึงเป็นตลาดส่งออกถั่วเหลืองที่สำคัญของสหรัฐฯ หากจีนประกาศตอบโต้ด้วยการไม่ซื้อหรือเพิ่มมาตรการกีดกันถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ส่งออกไปจีนได้น้อยลง ย่อมจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ผลิตถั่วเหลืองจำนวนมากในสหรัฐฯ ว่ากันว่าคนเหล่านี้เป็นกลุ่มฐานเสียงสำคัญของทรัมป์ที่อาศัยอยู่ในมลรัฐตอนกลาง (Midwest) และเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลืองสำคัญจนถูกเรียกกันว่า ‘Soybean Belt’
อีกประเด็นสำคัญคือ จีนแก้เกมเพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง (Diversification Strategy) เร่งกระจายส่งออกไปตลาดใหม่ๆ ในโลกขั้วใต้ (Global South) จนสำเร็จ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจีนไม่ได้นิ่งนอนใจและใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการกับภัยคุกคาม ‘แรดเทา’ ที่จะเกิดขึ้นกับจีน สีจิ้นผิงจึงได้รุกคืบไปสร้างความสัมพันธ์กับหลายประเทศที่มีศักยภาพในโลกขั้วใต้ มีการกระจายตลาดใหม่ๆ ให้กับสินค้าจีนและขยายการค้าการลงทุนกับประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ในทวีปต่างๆ ทำให้จีนกลายเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศเหล่านั้น มีการรายงานว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าจีนไปยังตลาดโลกขั้วใต้มีมูลค่าขยายเพิ่มสูงกว่าการส่งออกของจีนไปตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ดังแสดงในภาพประกอบ

อ้างอิง: https://asiatimes.com/2024/05/2-words-explain-china-export-surge-global-south/
เส้นสีฟ้าคือตลาดส่งออกของจีนในแถบโลกขั้วใต้ (Global South) ได้แก่ อาเซียน เอเชียใต้ เอเชียกลาง ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนเหนือ (Middle East and North Africa: MENA) รวมทั้งรัสเซีย
เส้นสีส้มคือตลาดส่งออกของจีนที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
จีนเล็งเห็นศักยภาพของตลาดโลกขั้วใต้มานานแล้ว ยิ่งชาติตะวันตกใช้วิธีการกดดันและกีดกันสินค้าจีน ก็ยิ่งจำเป็นสำหรับจีนที่ต้องเตรียมตลาดสำรองในโลกขั้วใต้ ล่าสุดกรณีรถยนต์ EV แม้ว่าสหรัฐฯ และยุโรปเพิ่มกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์ EV จากจีน แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบกับจีนมากนัก เพราะนอกจากสหรัฐฯ จะไม่ใช่ตลาดหลักของรถยนต์ EV จีนแล้ว จีนยังเน้นทำตลาดและส่งออกรถยนต์ EV ไปยังประเทศในโลกขั้วใต้จนสำเร็จ เช่น บราซิล เป็นตลาดหลักอันดับต้นๆ ของรถยนต์ EV จีน รวมทั้งอีกหลายประเทศในตะวันออกกลางก็นิยมใช้รถยนต์ EV จีนมากขึ้น
โดยสรุป การกลับมาของทรัมป์และทีมงานสายเหยี่ยวที่มุ่งจัดการกับจีนคือแรดเทาสำหรับจีน ความเสี่ยงนั้นชัดเจน จึงมีการเตรียมความพร้อมที่จะสู้กลับและแก้เกมเช่นกัน อย่างไรก็ดี ความพยายามของจีนในการรับมือกับนโยบายแข็งกร้าวและหนักหน่วงในยุค Trump 2.0 อาจจะต้องใช้เวลา ดังนั้นในระยะสั้นจีนอาจจะยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ารอบใหม่อยู่บ้าง จึงจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์เชิงรุกให้มากขึ้นและเร่งพัฒนาเศรษฐกิจจีนที่แข็งแกร่งจากภายในให้มากยิ่งขึ้น
ที่น่าสนใจคือกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ด้วยการกระจายตลาดและรุกคืบไปสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับหลายประเทศในโลกขั้วใต้จนกลายเป็นอีกตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสำหรับจีน แล้วประเทศไทยเรียนรู้อะไรในเรื่องนี้ ไทยจะยังคงฝากอนาคตตัวเองไว้กับตลาดเดิมๆ อีกต่อไปหรือไม่ ก็ขอฝากให้ไปลองคิดกันต่อนะคะ
The post ทำไมทรัมป์ 2.0 คือ ‘แรดเทา’ แล้วจีนจะสู้กลับอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.
]]>